ธุรกิจเชียร์ ‘อนุทิน’ ตั้งรัฐบาล ขอทีมเศรษฐกิจรู้จริง-ล้างคอร์รัปชั่น
นักธุรกิจ-เอกชนขานรับรัฐบาลใหม่ นำทีมโดยภูมิใจไทย มองบวกรัฐบาลมีเสถียรภาพ-อยู่ยาวครบเทอม เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง บิ๊กธุรกิจ-ซีอีโอฝากการบ้าน-แก้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปโครงสร้างหลุดกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ประสานเสียงเตือนรัฐบาลใหม่ทำตามนโยบายหาเสียง จัดการทุจริตคอร์รัปชั่นมะเร็งร้ายเศรษฐกิจไทย หอการค้า-สภาอุตฯ-ภาคท่องเที่ยวเรียกร้องขอทีมเศรษฐกิจรู้ลึก-รู้จริง เป็นมืออาชีพ-ลดสัดส่วนรัฐมนตรีโควตานักการเมือง สมาคมโรงแรมหนุนตั้งวอร์รูมฟื้นท่องเที่ยว แก้โจทย์ความปลอดภัย-รื้อมาตรการฟรีวีซ่า สมาคมบ้านจัดสรรจี้เร่งรับรองผลเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาล หวั่นนโยบายล่าช้า เลขาฯสภาพัฒน์ประเมินตั้งรัฐบาลได้เร็ว งบปี’70 ล่าช้าไม่ถึง 3 เดือน
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จบลงด้วยการที่พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่ง สส.อย่างไม่เป็นทางการมากเป็นอันดับ 1 จำนวน 193 ที่นั่ง พรรคอันดับ 2 พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง ส่วนพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง
โดยจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีเวลารับรองผลเลือกตั้ง 60 วัน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 แต่โดยปกติหลังการเลือกตั้ง กกต.จะใช้เวลา 40-45 วัน ในการพิจารณารับรองผลครบ 95% เพื่อให้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี
อนุทิน อุบสูตรตั้งรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ยังคงฝุ่นตลบ โดยที่ นายอนุทิน ยังไม่เปิดเผยถึงการเชิญพรรคการเมืองใดเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีกระแสข่าวว่าได้หารือกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เพื่อจับมือจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการทาบทามพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า ทุกอย่างจะขยับอะไรต้องให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ได้แต่เตรียมการคิดไปเรื่อย ๆ
ต่อข้อซักถามว่า สูตรร่วมรัฐบาลจะเป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ไม่บอก บอกไม่ได้ แต่จะต้องทำให้รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นใหม่มีเสถียรภาพมากที่สุด ส่วนตัวเลข สส.พรรคร่วมรัฐบาล 300 หรือ 290 หรือเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าว
หอฯชูโจทย์ใหญ่คอร์รัปชั่น
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนและประชาชนรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเร่งด่วน
“สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งเดินหน้า คือ ขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ในส่วนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญ ต้องถูกฝาถูกตัว ไม่มีทุนเทา ต้องดูประวัติด้วย หากเป็นรัฐมนตรีตามโควตามองว่าเหนื่อย”
รวมทั้งเรื่องของคอร์รัปชั่น ก็เป็นสิ่งที่ต้องการให้เดินหน้าแก้ไข เพราะเป็น “มะเร็งร้าย” ของประเทศ ซึ่งเอกชนทุกภาคส่วนต้องการให้แก้ไขจริงจัง รวมไปถึงแก้ไขปัญหาทุนเทา ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้ต่อเนื่องก็จะเป็นเรื่องดี อย่างเช่น คนละครึ่งพลัส แต่ก็ต้องไม่กระทบต่องบประมาณด้วย
ขอทีมเศรษฐกิจรู้ลึก-รู้จริง
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังเป็นลำดับแรก คือ โฉมหน้าทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกทั้งเศรษฐกิจในประเทศและสามารถอ่านเกมเศรษฐกิจโลกได้รอบด้าน สำหรับโจทย์เศรษฐกิจที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งขับเคลื่อน 5 ประเด็น คือ 1.ฟื้นความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เร่งสร้างความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน รวมทั้งต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ
2.เสริมขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการเข้าถึงแหล่งทุนและการจัดการ Ecosystem แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของ SMEs อย่างเป็นระบบ ให้เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่ สถาบันการเงิน หน่วยงานรัฐ สถาบันวิจัย เทคโนโลยี และตลาด เพื่อสร้างระบบที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
3.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคตผ่านการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น เกษตรและอาหารสุขภาพ อุตสาหกรรมสีเขียว และการผลิตคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการเข้าไปมีบทบาทใน Value Chain ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วม
4.เร่งสร้างและกระชับความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าภายใต้โลกที่มีความขัดแย้งและการแบ่งขั้ว ประเทศไทยควรวางตัวอย่างสมดุล เปิดกว้าง และยึดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง เพื่อรักษาและขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
5.สร้างความชัดเจนและจริงจังในการต่อต้านคอร์รัปชั่น เสริมสร้างธรรมาภิบาล ทั้งในกระบวนการจัดทำนโยบาย การใช้งบประมาณ และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความโปร่งใส ลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจ และยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ส.อ.ท.จี้ทำตามนโยบายหาเสียง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่จะต้องวางตัวบุคคลที่จะมาเป็นคณะรัฐมนตรี เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างที่ผ่านมาการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ โปรไฟล์ดี และทำงานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชนอย่างมาก น่าจะเป็นอีกเหตุผลที่ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนสูง
“ที่สำคัญ รัฐบาลใหม่ต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้นภาพรวมรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน”
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมต้องการให้แก้ปัญหาสินค้าราคาถูกจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ ส.อ.ท.ได้เปิดเผยข้อมูลมาโดยตลอดที่ปัญหาดังกล่าวกระทบ 22 กลุ่มอุตสาหกรรมของไทย และจะขยายวงไปถึง 30 กลุ่มอุตสาหกรรม ถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถแก้เรื่องนี้ได้
สศช.เชื่องบฯ’70 ช้า 1-2 เดือน
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ส่วนตัวมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้น่าจะทำได้เร็ว ซึ่งทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปี 2570 ไม่ล่าช้ามาก โดยคาดว่าจะล่าช้าไปตารางปีงบประมาณ ประมาณ 1-1.5 เดือน ไม่ถึง 3 เดือน
“เท่าที่ดูตอนนี้โอกาสที่จะล่าช้าไปแบบตอนช่วงเลือกตั้งปี 2566 คือล่าช้าไปประมาณเกือบ 6 เดือน ไม่น่าจะเกิดขึ้น”
ทั้งนี้ ในช่วงที่งบประมาณล่าช้า ยังมีเงินของฝั่งรัฐวิสาหกิจที่ยังสามารถอัดฉีดเข้าไปในระบบได้อยู่ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจจะมีงบฯลงทุนที่ใช้ปีปฏิทิน ที่จะเบิกจ่ายลงทุนในช่วงท้ายปีได้
“ผมก็สื่อสารกับทางรัฐวิสาหกิจ ว่าให้ช่วยดูตอนช่วงท้ายของปีนี้ด้วยว่า ต้องมีเงินที่จะยิงออกไป ในแง่ของงบฯลงทุน” นายดนุชากล่าว
ทิสโก้ชี้ 3 โจทย์ใหญ่
ขณะที่นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่มีอยู่ 3 เรื่อง คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นประเด็นที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ลงนามไว้ อย่างไรก็ดี เรื่องใหญ่คือ “เศรษฐกิจ” ซึ่งมองว่าจะมีความต่อเนื่องของนโยบาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลเดิมที่มีทีมทำงานที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับการเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย
สำหรับนโยบายเศรษฐกิจมองว่า ชุดนโยบาย “10 พลัส” ของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นนโยบายที่ครอบคลุมการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและยาว เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส หรือโครงการ TISA (Thai Individual Saving Account) เพื่อดึงรายย่อยเข้ามาลงทุน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการออมและการลงทุน รวมถึงระยะกลางและยาว ในการบริหารวินัยทางการคลัง และนโยบายส่งเสริมตลาดทุนซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น
ลุ้นนโยบาย ศก.ต่อเนื่อง
นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า ขณะที่ด้านความมั่นคง ภายใต้สถานการณ์ที่มีความขัดแย้งระหว่างชายแดน และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบาง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นทีมสำคัญที่นอกจากรักษาความมั่นคง และต้องดำเนินการด้านเศรษฐกิจควบคู่ด้วย หากทั้ง 2 เรื่องสามารถสอดคล้องกันได้ ประเทศไทยน่าจะไปได้อีกไกล
ขณะที่มองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลในรอบนี้น่าจะดีกว่ารอบที่ผ่านมา เพราะมาจากการเลือกตั้ง ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ หากรัฐบาลมีเสถียรภาพและมีความต่อเนื่องของนโยบาย เชื่อว่าจะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่น และความมั่นใจของนักลงทุน โครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ที่ค้างไว้ หากจะดำเนินการน่าจะสามารถเดินต่อไปได้ และหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว จะช่วยให้มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐได้เร็วขึ้น
“การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะเป็นไปตามขั้นตอน งบประมาณอาจดีเลย์ไป 2-3 เดือน เสถียรภาพรัฐบาลรอบนี้น่าจะดีกว่ารอบที่ผ่านมา คาดหวังว่าจะอยู่ครบเทอม 4 ปี ส่วนการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาเป็น ครม.น่าจะมีการคัดเลือกคนที่เป็นที่ยอมรับและมีความสามารถในการบริหารนโยบาย”
ขอมืออาชีพ-ลดโควตาการเมือง
ด้านนายสุธัช เรืองสุทธิภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สิ่งที่อยากเห็นในการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ คืออยากให้ตั้งคนที่เป็นมืออาชีพ มีความรู้ ความสามารถ และเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มากขึ้น โดยลดโควตากลุ่มการเมืองให้น้อยลง เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ถ้าตั้งคนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาจะช่วยให้การดำเนินนโยบายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เพราะตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจค่อนข้างหนัก ระยะสั้นต้องทำนโยบายหมุนเงินให้สะพัด เพื่อสร้างความมั่นใจ และเมื่อมีความมั่นใจคนจะกล้าลงทุน เศรษฐกิจจะเดินหน้า และระยะยาวควรหาทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน และกฎหมายที่มีความซับซ้อนและล้าหลัง ขณะที่ปัญหาแรงงานที่น้อยลง เพราะประชากรที่เกิดน้อยลง ซึ่งจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในอนาคตที่ภาครัฐอาจจะต้องเข้ามาดูในเรื่องนี้มากขึ้น และการลดขั้นตอนกฎหมาย หรือยกเลิกกฎหมายล้าหลัง เนื่องจากจะเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ และยังอาจเป็นช่องโหว่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้เรียกรับเงินหรือความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นได้ จึงควรต้องเป็น KPI ในการลดกฎหมายที่ซับซ้อนและล้าหลังให้มากที่สุด
รัฐบาลแข็งแรง-อยู่ครบ 4 ปี
นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งไม่เหนือความคาดหมาย พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากสุด ส่วนสมการจัดตั้งรัฐบาลคาดว่าพรรคภูมิใจไทยร่วมกับพรรคกล้าธรรมและมีพรรคเล็กผสม เพราะเคยร่วมรัฐบาลกัน โดยพรรคภูมิใจไทยมีทีมเศรษฐกิจ และต่างประเทศที่ได้มืออาชีพมาดูแล อย่างคุณศุภจีและคุณเอกนิติเป็นที่ยอมรับ ส่วนพรรคกล้าธรรมคาดว่านั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้การรวมเสียงร่วมรัฐบาลที่เกินครึ่งสภาไม่มาก แต่แข็งแรงและมั่นคง หากในสมการเพิ่มพรรคเพื่อไทยเข้าไป อาจจัดสรรโควตาได้ยากขึ้น แต่ข้อดีเสียงพรรคร่วมรัฐบาลจะแข็งแรง ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี และดำเนินนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
จี้เร่งรับรองผล-ตั้งรัฐบาล
นายอิสระกล่าวว่า ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ควรสานต่อนโยบายคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ลดค่าครองชีพและค่าพลังงาน ส่วนระยะกลางแก้หนี้รายย่อย SMEs หนี้ภาคครัวเรือน ถ้าไม่แก้ไขจะฟื้นเศรษฐกิจได้ยาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะลองโควิด ยังมีหลายเรื่องรุมเร้า ทั้งภาษีทรัมป์ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่จีดีพีก็โตต่ำสุดในอาเซียน และเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลจะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้จีดีพีโต 2-3% ได้อย่างไร
ส่วนระยะยาว รัฐบาลต้องผลักดันเครื่องจักรทางเศรษฐกิจ อย่างการท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุนที่มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 สะท้อนจากตัวเลขส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่าการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจะเกิดดอกออกผลในช่วงเวลาหลังจากนี้ที่รัฐบาลมีความมั่นคง ทั้งด้านเศรษฐกิจและปัญหาชายแดน จะช่วยเรียกความมั่นใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ
“สิ่งที่อยากย้ำ คือเมื่อการนับคะแนนเลือกตั้งไปแล้ว 95% โดย กกต.คาดจะประกาศรับรองวันที่ 10 เมษายนนี้ อยากให้เร่งรัดให้มีการรับรองเร็วขึ้น เพราะต้องใช้เวลาหลายขั้นตอน เลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้เร็วและการจัดทำงบประมาณปี 2570 ไม่ล่าช้า” นายอิสระกล่าว
รับเหมาขอ 6 มาตรการควิกวิน
น.ส.ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาล คาดหวังจะช่วยผลักดันควิกวิน 6 ข้อเสนอที่สมาคมได้ยื่นต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนหน้านี้ 1.เร่งจัดสรรงบประมาณจ่ายชดเชยค่า K ที่ยังสะสมอยู่ 7,000-8,000 ล้านบาท 2.แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน 3.ขอซอฟต์โลนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดปัญหาการทิ้งงาน 4.ออกระเบียบกำหนดระยะเวลาการบริหารสัญญาชัดเจน 5.บังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการต่างชาติที่ใช้นอมินีและยกระดับมาตรฐานงานและความปลอดภัย 6.ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมให้ความเห็น แก้ไขปัญหาตรงจุด รวดเร็ว และใช้ได้จริง
“อยากให้รัฐบาลชุดใหม่หันมาดูปัญหาราคากลางที่ต่ำมาก เพราะไม่ได้ปรับมา 20 ปีแล้ว พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานผู้รับเหมาให้เป็นมืออาชีพ เร่งประมูลเมกะโปรเจ็กต์ของคมนาคม ซึ่งภาคการก่อสร้างถือเป็นหนึ่งเครื่องยนต์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและจีดีพีของประเทศไทย” น.ส.ลิซ่ากล่าว
หนุนตั้งวอร์รูมฟื้นท่องเที่ยว
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า คาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะสามารถดำเนินการได้เร็วและมีเสถียรภาพสูง เนื่องจากเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก สำหรับภาคการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมอันดับต้น ๆ ในการนำรายได้เข้าประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ขอรองนายกฯที่กำกับดูแลมีความเข้าใจและสามารถวางไกด์ไลน์ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ
และคาดหวังว่า หลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ไม่อยากให้มีการปรับ ครม.บ่อยเหมือนเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่มีทั้งเปลี่ยนคน เปลี่ยนพรรค ทำให้ไม่สามารถที่จะสานต่อนโยบายได้
“ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญกับ Tourism War จึงจำเป็นต้องมีวอร์รูมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ ที่ดึงเอกชนเข้ามาร่วมด้วย เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต”
ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งทำคือ 1.ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย 2.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ทั้งเรื่องระยะเวลา ประเทศ และเงื่อนไขที่เหมาะสม ซึ่งหากมีวอร์รูมที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้อง เวลามาคุยกันทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกัน และที่เร่งด่วนไม่ต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่คือ แผนขับเคลื่อนการท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซั่นซึ่งจะเริ่มในต้นเดือนพฤษภาคมนี้แล้ว
เช่นเดียวกับ ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า หากมองในเชิงบวกเราน่าจะได้รัฐบาลที่มั่นคง ส่งผลดีในระยะยาว และจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากหากสามารถทำตามนโยบายที่ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้
“ในฐานะที่เป็นคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อยากได้รัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการท่องเที่ยวโดยตรง เช่นเดียวกับที่รัฐบาลมีมืออาชีพด้านการคลัง การพาณิชย์ เพราะในภาวะที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวโลกสูง หากได้รัฐมนตรีที่มีความเข้าใจมาดูโดยตรง เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์ตัวแรกของปีนี้ที่จะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่อ่อนแอได้ดีที่สุด”
อาหารชง 3 ข้อช่วย SMEs
ด้านนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ปัจจุบันร้านอาหารจำนวนมากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จากกำลังซื้อชะลอตัว แม้มูลค่ารวมปี 2569 อาจทรงตัวในระดับ 7 แสนล้านบาท แต่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นมาก ร้านสายป่านสั้นและรายย่อยอาจต้องปิดตัวลงอีกจำนวนมาก
สมาคมขอให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการ 3 เรื่องหลักคือ 1.ขยายฐานร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะดำเนินการต่อเนื่องในปี 2569 จากเดิมที่กำหนดให้ร้านค้าอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ขอขยายขอบเขตเป็นร้านอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี
2.เสนอให้เพิ่มความสำคัญกับร้านอาหารขนาดเล็ก เช่น Street Food/ข้าวแกง ในการสนับสนุนส่งเสริม เช่น จัดเทศกาลอาหาร Food Festival หรือการประกวด Street Food/ข้าวแกง ในแต่ละจังหวัด เป็นการต่อยอดจากที่สมาคมภัตตาคารไทยได้ดำเนินการมา
และ 3.ขอให้รัฐบาลดำเนินการหาตลาดอาหารไทยในต่างประเทศอย่างจริงจัง เช่น ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งจับคู่ธุรกิจอาหารไทยกับมณฑลต่าง ๆ ในจีน เป็นต้น เนื่องจากจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่มีกำลังซื้อสูง โดยมุ่งให้รัฐบาลสนับสนุนการเปิดสาขา การขยายฐานที่เอื้อต่อการลงทุนของร้านอาหารไทย/ธุรกิจอาหารไทยในต่างแดน
“อาหารคือเศรษฐกิจฐานรากที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ร้านอาหารกว่า 6 แสนร้านเป็นหัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว ถ้ารัฐกระตุ้นถูกจุด เงินจะหมุนเร็วกว่าภาคธุรกิจอื่น ร้านเล็กจะอยู่รอด เกษตรกรขายได้ ประชาชนได้ประโยชน์ เงินก็จะหมุนเวียนในประเทศอีกมหาศาล และประเทศไทยจะขายรสชาติให้โลกได้” นางฐนิวรรณกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจเชียร์ ‘อนุทิน’ ตั้งรัฐบาล ขอทีมเศรษฐกิจรู้จริง-ล้างคอร์รัปชั่น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net