โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ธุรกิจเชียร์ ‘อนุทิน’ ตั้งรัฐบาล ขอทีมเศรษฐกิจรู้จริง-ล้างคอร์รัปชั่น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ก.พ. เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 00.02 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล

นักธุรกิจ-เอกชนขานรับรัฐบาลใหม่ นำทีมโดยภูมิใจไทย มองบวกรัฐบาลมีเสถียรภาพ-อยู่ยาวครบเทอม เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง บิ๊กธุรกิจ-ซีอีโอฝากการบ้าน-แก้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปโครงสร้างหลุดกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ประสานเสียงเตือนรัฐบาลใหม่ทำตามนโยบายหาเสียง จัดการทุจริตคอร์รัปชั่นมะเร็งร้ายเศรษฐกิจไทย หอการค้า-สภาอุตฯ-ภาคท่องเที่ยวเรียกร้องขอทีมเศรษฐกิจรู้ลึก-รู้จริง เป็นมืออาชีพ-ลดสัดส่วนรัฐมนตรีโควตานักการเมือง สมาคมโรงแรมหนุนตั้งวอร์รูมฟื้นท่องเที่ยว แก้โจทย์ความปลอดภัย-รื้อมาตรการฟรีวีซ่า สมาคมบ้านจัดสรรจี้เร่งรับรองผลเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาล หวั่นนโยบายล่าช้า เลขาฯสภาพัฒน์ประเมินตั้งรัฐบาลได้เร็ว งบปี’70 ล่าช้าไม่ถึง 3 เดือน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จบลงด้วยการที่พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่ง สส.อย่างไม่เป็นทางการมากเป็นอันดับ 1 จำนวน 193 ที่นั่ง พรรคอันดับ 2 พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง ส่วนพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง

โดยจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีเวลารับรองผลเลือกตั้ง 60 วัน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 แต่โดยปกติหลังการเลือกตั้ง กกต.จะใช้เวลา 40-45 วัน ในการพิจารณารับรองผลครบ 95% เพื่อให้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

อนุทิน อุบสูตรตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ยังคงฝุ่นตลบ โดยที่ นายอนุทิน ยังไม่เปิดเผยถึงการเชิญพรรคการเมืองใดเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีกระแสข่าวว่าได้หารือกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เพื่อจับมือจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการทาบทามพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า ทุกอย่างจะขยับอะไรต้องให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ได้แต่เตรียมการคิดไปเรื่อย ๆ

ต่อข้อซักถามว่า สูตรร่วมรัฐบาลจะเป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ไม่บอก บอกไม่ได้ แต่จะต้องทำให้รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นใหม่มีเสถียรภาพมากที่สุด ส่วนตัวเลข สส.พรรคร่วมรัฐบาล 300 หรือ 290 หรือเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าว

หอฯชูโจทย์ใหญ่คอร์รัปชั่น

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนและประชาชนรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเร่งด่วน

“สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งเดินหน้า คือ ขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ในส่วนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญ ต้องถูกฝาถูกตัว ไม่มีทุนเทา ต้องดูประวัติด้วย หากเป็นรัฐมนตรีตามโควตามองว่าเหนื่อย”

รวมทั้งเรื่องของคอร์รัปชั่น ก็เป็นสิ่งที่ต้องการให้เดินหน้าแก้ไข เพราะเป็น “มะเร็งร้าย” ของประเทศ ซึ่งเอกชนทุกภาคส่วนต้องการให้แก้ไขจริงจัง รวมไปถึงแก้ไขปัญหาทุนเทา ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้ต่อเนื่องก็จะเป็นเรื่องดี อย่างเช่น คนละครึ่งพลัส แต่ก็ต้องไม่กระทบต่องบประมาณด้วย

ขอทีมเศรษฐกิจรู้ลึก-รู้จริง

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังเป็นลำดับแรก คือ โฉมหน้าทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกทั้งเศรษฐกิจในประเทศและสามารถอ่านเกมเศรษฐกิจโลกได้รอบด้าน สำหรับโจทย์เศรษฐกิจที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งขับเคลื่อน 5 ประเด็น คือ 1.ฟื้นความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เร่งสร้างความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน รวมทั้งต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ

2.เสริมขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการเข้าถึงแหล่งทุนและการจัดการ Ecosystem แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของ SMEs อย่างเป็นระบบ ให้เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่ สถาบันการเงิน หน่วยงานรัฐ สถาบันวิจัย เทคโนโลยี และตลาด เพื่อสร้างระบบที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

3.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคตผ่านการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น เกษตรและอาหารสุขภาพ อุตสาหกรรมสีเขียว และการผลิตคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการเข้าไปมีบทบาทใน Value Chain ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วม

4.เร่งสร้างและกระชับความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าภายใต้โลกที่มีความขัดแย้งและการแบ่งขั้ว ประเทศไทยควรวางตัวอย่างสมดุล เปิดกว้าง และยึดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง เพื่อรักษาและขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

5.สร้างความชัดเจนและจริงจังในการต่อต้านคอร์รัปชั่น เสริมสร้างธรรมาภิบาล ทั้งในกระบวนการจัดทำนโยบาย การใช้งบประมาณ และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความโปร่งใส ลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจ และยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ส.อ.ท.จี้ทำตามนโยบายหาเสียง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่จะต้องวางตัวบุคคลที่จะมาเป็นคณะรัฐมนตรี เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างที่ผ่านมาการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ โปรไฟล์ดี และทำงานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชนอย่างมาก น่าจะเป็นอีกเหตุผลที่ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนสูง

“ที่สำคัญ รัฐบาลใหม่ต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้นภาพรวมรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน”

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมต้องการให้แก้ปัญหาสินค้าราคาถูกจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ ส.อ.ท.ได้เปิดเผยข้อมูลมาโดยตลอดที่ปัญหาดังกล่าวกระทบ 22 กลุ่มอุตสาหกรรมของไทย และจะขยายวงไปถึง 30 กลุ่มอุตสาหกรรม ถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถแก้เรื่องนี้ได้

สศช.เชื่องบฯ’70 ช้า 1-2 เดือน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ส่วนตัวมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้น่าจะทำได้เร็ว ซึ่งทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปี 2570 ไม่ล่าช้ามาก โดยคาดว่าจะล่าช้าไปตารางปีงบประมาณ ประมาณ 1-1.5 เดือน ไม่ถึง 3 เดือน

“เท่าที่ดูตอนนี้โอกาสที่จะล่าช้าไปแบบตอนช่วงเลือกตั้งปี 2566 คือล่าช้าไปประมาณเกือบ 6 เดือน ไม่น่าจะเกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ในช่วงที่งบประมาณล่าช้า ยังมีเงินของฝั่งรัฐวิสาหกิจที่ยังสามารถอัดฉีดเข้าไปในระบบได้อยู่ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจจะมีงบฯลงทุนที่ใช้ปีปฏิทิน ที่จะเบิกจ่ายลงทุนในช่วงท้ายปีได้

“ผมก็สื่อสารกับทางรัฐวิสาหกิจ ว่าให้ช่วยดูตอนช่วงท้ายของปีนี้ด้วยว่า ต้องมีเงินที่จะยิงออกไป ในแง่ของงบฯลงทุน” นายดนุชากล่าว

ทิสโก้ชี้ 3 โจทย์ใหญ่

ขณะที่นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่มีอยู่ 3 เรื่อง คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นประเด็นที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ลงนามไว้ อย่างไรก็ดี เรื่องใหญ่คือ “เศรษฐกิจ” ซึ่งมองว่าจะมีความต่อเนื่องของนโยบาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลเดิมที่มีทีมทำงานที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับการเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจมองว่า ชุดนโยบาย “10 พลัส” ของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นนโยบายที่ครอบคลุมการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและยาว เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส หรือโครงการ TISA (Thai Individual Saving Account) เพื่อดึงรายย่อยเข้ามาลงทุน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการออมและการลงทุน รวมถึงระยะกลางและยาว ในการบริหารวินัยทางการคลัง และนโยบายส่งเสริมตลาดทุนซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น

ลุ้นนโยบาย ศก.ต่อเนื่อง

นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า ขณะที่ด้านความมั่นคง ภายใต้สถานการณ์ที่มีความขัดแย้งระหว่างชายแดน และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบาง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นทีมสำคัญที่นอกจากรักษาความมั่นคง และต้องดำเนินการด้านเศรษฐกิจควบคู่ด้วย หากทั้ง 2 เรื่องสามารถสอดคล้องกันได้ ประเทศไทยน่าจะไปได้อีกไกล

ขณะที่มองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลในรอบนี้น่าจะดีกว่ารอบที่ผ่านมา เพราะมาจากการเลือกตั้ง ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ หากรัฐบาลมีเสถียรภาพและมีความต่อเนื่องของนโยบาย เชื่อว่าจะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่น และความมั่นใจของนักลงทุน โครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ที่ค้างไว้ หากจะดำเนินการน่าจะสามารถเดินต่อไปได้ และหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว จะช่วยให้มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐได้เร็วขึ้น

“การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะเป็นไปตามขั้นตอน งบประมาณอาจดีเลย์ไป 2-3 เดือน เสถียรภาพรัฐบาลรอบนี้น่าจะดีกว่ารอบที่ผ่านมา คาดหวังว่าจะอยู่ครบเทอม 4 ปี ส่วนการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาเป็น ครม.น่าจะมีการคัดเลือกคนที่เป็นที่ยอมรับและมีความสามารถในการบริหารนโยบาย”

ขอมืออาชีพ-ลดโควตาการเมือง

ด้านนายสุธัช เรืองสุทธิภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สิ่งที่อยากเห็นในการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ คืออยากให้ตั้งคนที่เป็นมืออาชีพ มีความรู้ ความสามารถ และเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มากขึ้น โดยลดโควตากลุ่มการเมืองให้น้อยลง เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ถ้าตั้งคนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาจะช่วยให้การดำเนินนโยบายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เพราะตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจค่อนข้างหนัก ระยะสั้นต้องทำนโยบายหมุนเงินให้สะพัด เพื่อสร้างความมั่นใจ และเมื่อมีความมั่นใจคนจะกล้าลงทุน เศรษฐกิจจะเดินหน้า และระยะยาวควรหาทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน และกฎหมายที่มีความซับซ้อนและล้าหลัง ขณะที่ปัญหาแรงงานที่น้อยลง เพราะประชากรที่เกิดน้อยลง ซึ่งจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในอนาคตที่ภาครัฐอาจจะต้องเข้ามาดูในเรื่องนี้มากขึ้น และการลดขั้นตอนกฎหมาย หรือยกเลิกกฎหมายล้าหลัง เนื่องจากจะเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ และยังอาจเป็นช่องโหว่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้เรียกรับเงินหรือความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นได้ จึงควรต้องเป็น KPI ในการลดกฎหมายที่ซับซ้อนและล้าหลังให้มากที่สุด

รัฐบาลแข็งแรง-อยู่ครบ 4 ปี

นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งไม่เหนือความคาดหมาย พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากสุด ส่วนสมการจัดตั้งรัฐบาลคาดว่าพรรคภูมิใจไทยร่วมกับพรรคกล้าธรรมและมีพรรคเล็กผสม เพราะเคยร่วมรัฐบาลกัน โดยพรรคภูมิใจไทยมีทีมเศรษฐกิจ และต่างประเทศที่ได้มืออาชีพมาดูแล อย่างคุณศุภจีและคุณเอกนิติเป็นที่ยอมรับ ส่วนพรรคกล้าธรรมคาดว่านั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้การรวมเสียงร่วมรัฐบาลที่เกินครึ่งสภาไม่มาก แต่แข็งแรงและมั่นคง หากในสมการเพิ่มพรรคเพื่อไทยเข้าไป อาจจัดสรรโควตาได้ยากขึ้น แต่ข้อดีเสียงพรรคร่วมรัฐบาลจะแข็งแรง ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี และดำเนินนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

จี้เร่งรับรองผล-ตั้งรัฐบาล

นายอิสระกล่าวว่า ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ควรสานต่อนโยบายคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ลดค่าครองชีพและค่าพลังงาน ส่วนระยะกลางแก้หนี้รายย่อย SMEs หนี้ภาคครัวเรือน ถ้าไม่แก้ไขจะฟื้นเศรษฐกิจได้ยาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะลองโควิด ยังมีหลายเรื่องรุมเร้า ทั้งภาษีทรัมป์ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่จีดีพีก็โตต่ำสุดในอาเซียน และเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลจะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้จีดีพีโต 2-3% ได้อย่างไร

ส่วนระยะยาว รัฐบาลต้องผลักดันเครื่องจักรทางเศรษฐกิจ อย่างการท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุนที่มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 สะท้อนจากตัวเลขส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่าการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจะเกิดดอกออกผลในช่วงเวลาหลังจากนี้ที่รัฐบาลมีความมั่นคง ทั้งด้านเศรษฐกิจและปัญหาชายแดน จะช่วยเรียกความมั่นใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

“สิ่งที่อยากย้ำ คือเมื่อการนับคะแนนเลือกตั้งไปแล้ว 95% โดย กกต.คาดจะประกาศรับรองวันที่ 10 เมษายนนี้ อยากให้เร่งรัดให้มีการรับรองเร็วขึ้น เพราะต้องใช้เวลาหลายขั้นตอน เลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้เร็วและการจัดทำงบประมาณปี 2570 ไม่ล่าช้า” นายอิสระกล่าว

รับเหมาขอ 6 มาตรการควิกวิน

น.ส.ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาล คาดหวังจะช่วยผลักดันควิกวิน 6 ข้อเสนอที่สมาคมได้ยื่นต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนหน้านี้ 1.เร่งจัดสรรงบประมาณจ่ายชดเชยค่า K ที่ยังสะสมอยู่ 7,000-8,000 ล้านบาท 2.แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน 3.ขอซอฟต์โลนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดปัญหาการทิ้งงาน 4.ออกระเบียบกำหนดระยะเวลาการบริหารสัญญาชัดเจน 5.บังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการต่างชาติที่ใช้นอมินีและยกระดับมาตรฐานงานและความปลอดภัย 6.ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมให้ความเห็น แก้ไขปัญหาตรงจุด รวดเร็ว และใช้ได้จริง

“อยากให้รัฐบาลชุดใหม่หันมาดูปัญหาราคากลางที่ต่ำมาก เพราะไม่ได้ปรับมา 20 ปีแล้ว พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานผู้รับเหมาให้เป็นมืออาชีพ เร่งประมูลเมกะโปรเจ็กต์ของคมนาคม ซึ่งภาคการก่อสร้างถือเป็นหนึ่งเครื่องยนต์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและจีดีพีของประเทศไทย” น.ส.ลิซ่ากล่าว

หนุนตั้งวอร์รูมฟื้นท่องเที่ยว

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า คาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะสามารถดำเนินการได้เร็วและมีเสถียรภาพสูง เนื่องจากเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก สำหรับภาคการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมอันดับต้น ๆ ในการนำรายได้เข้าประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ขอรองนายกฯที่กำกับดูแลมีความเข้าใจและสามารถวางไกด์ไลน์ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ

และคาดหวังว่า หลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ไม่อยากให้มีการปรับ ครม.บ่อยเหมือนเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่มีทั้งเปลี่ยนคน เปลี่ยนพรรค ทำให้ไม่สามารถที่จะสานต่อนโยบายได้

“ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญกับ Tourism War จึงจำเป็นต้องมีวอร์รูมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ ที่ดึงเอกชนเข้ามาร่วมด้วย เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต”

ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งทำคือ 1.ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย 2.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ทั้งเรื่องระยะเวลา ประเทศ และเงื่อนไขที่เหมาะสม ซึ่งหากมีวอร์รูมที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้อง เวลามาคุยกันทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกัน และที่เร่งด่วนไม่ต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่คือ แผนขับเคลื่อนการท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซั่นซึ่งจะเริ่มในต้นเดือนพฤษภาคมนี้แล้ว

เช่นเดียวกับ ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า หากมองในเชิงบวกเราน่าจะได้รัฐบาลที่มั่นคง ส่งผลดีในระยะยาว และจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากหากสามารถทำตามนโยบายที่ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้

“ในฐานะที่เป็นคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อยากได้รัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการท่องเที่ยวโดยตรง เช่นเดียวกับที่รัฐบาลมีมืออาชีพด้านการคลัง การพาณิชย์ เพราะในภาวะที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวโลกสูง หากได้รัฐมนตรีที่มีความเข้าใจมาดูโดยตรง เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์ตัวแรกของปีนี้ที่จะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่อ่อนแอได้ดีที่สุด”

อาหารชง 3 ข้อช่วย SMEs

ด้านนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ปัจจุบันร้านอาหารจำนวนมากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จากกำลังซื้อชะลอตัว แม้มูลค่ารวมปี 2569 อาจทรงตัวในระดับ 7 แสนล้านบาท แต่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นมาก ร้านสายป่านสั้นและรายย่อยอาจต้องปิดตัวลงอีกจำนวนมาก

สมาคมขอให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการ 3 เรื่องหลักคือ 1.ขยายฐานร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะดำเนินการต่อเนื่องในปี 2569 จากเดิมที่กำหนดให้ร้านค้าอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ขอขยายขอบเขตเป็นร้านอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี

2.เสนอให้เพิ่มความสำคัญกับร้านอาหารขนาดเล็ก เช่น Street Food/ข้าวแกง ในการสนับสนุนส่งเสริม เช่น จัดเทศกาลอาหาร Food Festival หรือการประกวด Street Food/ข้าวแกง ในแต่ละจังหวัด เป็นการต่อยอดจากที่สมาคมภัตตาคารไทยได้ดำเนินการมา

และ 3.ขอให้รัฐบาลดำเนินการหาตลาดอาหารไทยในต่างประเทศอย่างจริงจัง เช่น ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งจับคู่ธุรกิจอาหารไทยกับมณฑลต่าง ๆ ในจีน เป็นต้น เนื่องจากจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่มีกำลังซื้อสูง โดยมุ่งให้รัฐบาลสนับสนุนการเปิดสาขา การขยายฐานที่เอื้อต่อการลงทุนของร้านอาหารไทย/ธุรกิจอาหารไทยในต่างแดน

“อาหารคือเศรษฐกิจฐานรากที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ร้านอาหารกว่า 6 แสนร้านเป็นหัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว ถ้ารัฐกระตุ้นถูกจุด เงินจะหมุนเร็วกว่าภาคธุรกิจอื่น ร้านเล็กจะอยู่รอด เกษตรกรขายได้ ประชาชนได้ประโยชน์ เงินก็จะหมุนเวียนในประเทศอีกมหาศาล และประเทศไทยจะขายรสชาติให้โลกได้” นางฐนิวรรณกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจเชียร์ ‘อนุทิน’ ตั้งรัฐบาล ขอทีมเศรษฐกิจรู้จริง-ล้างคอร์รัปชั่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...