MSCI เพิ่มน้ำหนัก “หุ้นจีน” สูงสุดรอบเกือบ 3 ปี หนุนเงินทุนไหลเข้าตลาด
MSCI ปรับเพิ่มบริษัทจีนในดัชนี Global Standard Indexes อีก 21 บริษัท เปิดทางกองทุนอิงดัชนีเข้าซื้อเพิ่ม ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ครองสัดส่วนหลัก
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.52 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หุ้นจีนได้รับการปรับเพิ่มน้ำหนักในดัชนีหลักของ MSCI มากที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี สะท้อนสัญญาณบวกต่อกระแสเงินลงทุนจากกองทุนที่อิงดัชนีทั่วโลก
จากการทบทวนดัชนีล่าสุด MSCI ได้เพิ่มจำนวนบริษัทจีนในกลุ่ม Global Standard Indexes อีก 21 บริษัท ซึ่งถือเป็นการเพิ่มสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 ตามข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวม โดย MSCI ประกาศเพิ่มหุ้นจีน 37 บริษัท และถอดออก 16 บริษัท
การปรับน้ำหนักครั้งนี้เปิดทางให้กองทุนประเภทพาสซีฟ (Passive Funds) ที่ติดตามดัชนีดังกล่าวต้องเข้าซื้อหุ้นจีนเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจช่วยหนุนตลาดหุ้นจีนที่ฟื้นตัวอย่างน่าประหลาดใจตั้งแต่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้การมีสัดส่วนมากขึ้นในดัชนีโลกอาจกระตุ้นให้กองทุนแอ็กทีฟ (Active Funds) ทบทวนสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นขนาดใหญ่อันดับสองของโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ความน่าสนใจของจีนเพิ่มขึ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความแข็งแกร่งด้านการค้า และกระแสการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สหรัฐ
นางจุน เป่ย หลิว ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้จัดการพอร์ตหลักของ Ten Cap Investment กล่าวว่า การเพิ่มน้ำหนักครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มที่ต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง และจะช่วยกระตุ้นแรงซื้อหุ้นจีนเพิ่มเติม
ทั้งนี้บริษัทเทคโนโลยีเป็นกลุ่มที่ได้รับการเพิ่มเข้าดัชนีมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้บริโภคบางส่วนถูกคัดออก สะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนยังคงมุ่งไปที่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมเป็นหลัก
บริษัทที่ถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนี MSCI รอบล่าสุด ได้แก่
- Anji Microelectronics Technology Shanghai Co. ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์
- Pony AI Inc. บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ
- QuantumCTek Co. ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านควอนตัมอินฟอร์เมชัน
นายฮ่าว หง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Lotus Asset Management Ltd. ระบุว่า การเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนอาจดำเนินต่อไปในอนาคต เนื่องจากการเติบโตใหม่กำลังมาจากอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมชี้ว่านักลงทุนทั่วโลกควรหันมาพิจารณาตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น เพื่อค้นหาโอกาสการเติบโตที่แท้จริง
อ้างอิง : www.bloomberg.com