ลุ้น หุ้นไทย พุ่งแตะ 1,380 จุด ดีดรับหลังเลือกตั้ง ดัชนีจะปรับขึ้น 25.99 จุด
วันที่ 9 ก.พ.2569 นักวิเคราะห์ประเมินทิศทาง หุ้นไทย วันนี้ออกมาในเชิงบวกหลังการเมืองไทยชัดเจนมากขึ้นและดูมีเสถียรภาพ
ขณะที่เมื่อ วันศุกร์ (6 ก.พ.) ดัชนีหุ้นไทย (SET) ปิดที่ 1,354.01 จุด หากวันนี้หุ้นไทยปรับขึ้นสูงสุดที่ 1,380 จุด เท่ากับว่าปรับขึ้น 25.99 จุด ขณะที่นักวิเคราะห์กางสถิติการเลือกตั้งในอดีตพบว่า SET ตอบรับเชิงบวกในช่วงสัปดาห์แรกด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 3-5% ดังนั้นมาลุ้นกันว่าหุ้นไทยจะพุ่งเป็นจรวดเหมือนหุ้นญี่ปุ่นหรือไม่ที่วันแรกหลังเลือกตั้งปรับขึ้น 5 %
บล.พาย เชื่อว่า พรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพร้อมกับพรรคร่วมอื่นๆที่มีโอกาสจะครองเสียงข้างมากในสภา โดยตลาดหุ้นไทยน่าจะตอบรับเชิงบวกอย่างแน่นอน
ขณะที่นักลงทุนจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและเรื่องการเมืองไทยสถิติหลังการเลือกตั้งพบว่าตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกในช่วงสัปดาห์แรกด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 3-5% นำมาโดยกลุ่มค้าปลีกที่ผลตอบแทนโดดเด่น (+เฉลี่ย 3-4%) ใน 1 สัปดาห์แรก
ข้อมูลล่าสุดในเช้านี้พบว่าพรรคภูมิใจไทยครองเสียง ส.ส. ด้วยจำนวน 194 เสียง พรรคประชาชน 116 เสียง พรรคเพื่อไทย 76 เสียง พรรคกล้าธรรม 57 เสียง ประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยมี คุณอนุทินดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐตรีเช่นเดิมและคาดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพค่อนข้างมาก ตลาดหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวก
ภายใต้นโยบายภูมิใจไทยที่ค่อนข้างเด่นมากที่เกี่ยวกับตลาดหุ้นได้แก่ (คนละครึ่งพลัส) มองเป็นปัจจัยหนุนหุ้นดังนี้
- กลุ่มค้าปลีก (BJC CPALL CPAXT HMPRO)
- กลุ่มอื่นๆอย่างรับเหมาก่อสร้าง (STECON) กลุ่มเครื่องดื่มและการเงิน (MTC SAWAD CBG ICHI)
หลังจากนี้รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลเชื่อว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน
วันนี้ประเมิน SET INDEX มีโอกาสปรับขึ้นในกรอบ 1,350 - 1,380 รับเสถียรภาพรัฐบาลที่ชัดเจนลดความวุ่นวายทางการเมืองและคาดหวังถึงนโยบายกระตุ้นในช่วงถัดไป ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนแม้การเมืองจะเป็นบวกแต่ก็ต้องยอมรับว่า SET INDEX ปรับขึ้นมา 8.8% จากจุดต่ำสุดเดิมก็ถือว่ารับรู้ข่าว( Price In) ปัจจัยเลือกตั้งไปพอสมควรแล้วแต่ยังคาดหวัง โอกาสปรับขึ้น (Upside) ได้อีกเล็กน้อยจากความมั่นคงรัฐบาล
บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) คาดผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีดีที่สุดต่อตลาดทุน โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า พรรคภูมิใจไทยคว้าอันดับหนึ่งด้วยคะแนนสูงกว่าคาดมาก ทำให้มีอำนาจต่อรองสูง และมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลผสมขนาดเล็กเพียง 3-4 พรรค ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุด(Best-case scenario)ต่อมุมมองตลาดทุน
โดยตามสถิติสามารถหนุน SET Index ปรับขึ้นได้ราว 2-3% ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง และมีโอกาสที่ตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อเนื่องในระยะสั้น จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้ามาแล้ว
แม้ขั้นตอนตามกฎหมายอาจใช้เวลา 2-3 เดือน จากการรอรับรองผลของ กกต. ไปจนถึงการโหวตนายกฯ และตั้งคณะรัฐมนตรี แต่ด้วยความที่แกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นกลุ่มเดียวกับรัฐบาลรักษาการ การเปลี่ยนผ่านจึงคาดว่าจะราบรื่น และสามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นเพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ระหว่างรอรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ
กลยุทธ์การลงทุนจึงเน้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนต่างชาติ และหุ้น Domestic Play เป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคาร ไฟแนนซ์ สื่อสาร ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์
บล.ซีจีเอสฯ คาดดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นแรงหลังพรรคภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ดันดัชนีมีลุ้น 1,400 จุดในปีนี้
โบรกเกอร์รายนี้ยังระบุว่าชัยชนะที่ชัดเจนสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เนื่องจากจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลราบรื่นและนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง
“คาดว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย หลังความเสี่ยงทางการเมืองลดลง”
สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มที่เชื่อมโยงกับพรรคแกนนำ (เช่น STEC, PTG) และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน
บล.กสิกรไทย ระบุว่า จากสถิติในอดีตของการเลือกตั้ง 6 ครั้งล่าสุด ตลาดหุ้นไทยปรบตัวขึ้น +2.7% ใน 1 อาทิตย์หลังการเลือกตั้ง และ +4.2% ใน 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง
มุมมองการลงทุน
- ระยะสั้นถือว่าเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะไม่ล่าช้า และมีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย โดยนโยบายทางเศรษฐกิจเด่นๆ ของพรรคภูมิใจไทยที่คาดว่าจะนำมาใช้ ได้แก่ คนละครึ่งพลัส และลดค่าไฟ โดยพรรคภูมิใจไทยตั้งเป้า GDP เติบโตเกิน 3%
- มุมมองระยะยาว ดัชนี SET จะ re-rating และดึงดูดฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่องได้นั้น จะต้องเห็น 2 ความชัดเจนพร้อมกัน ดังนี้ :
(1) สูตรรัฐบาลผสมที่เสียงเกินกึ่งหนึ่งและมีเสถียรภาพ และ
(2) นโยบายเศรษฐกิจที่ทำได้จริงและสามารถผ่านสภาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงแผนการปฎิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น การปฏิรูปเหมือนกรณีตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้