โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำแพงอาหารเมืองจีน ส่องอนาคตส่งออกสินค้าเกษตรไทย ยุค ‘จีนพึ่งพาตนเอง’

The Bangkok Insight

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 06.59 น. • The Bangkok Insight

กำแพงอาหารเมืองจีน สนค. ชี้อนาคตส่งออกสินค้าเกษตรไทย ในยุคจีนพึ่งพาตนเอง ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เร่งสร้างความมั่นคงทางอาหารจริงจัง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าและมาตรการของจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (ปี 2564-2568) ที่จีนกำลังเร่งสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร อย่างจริงจัง มีเป้าหมายสูงสุด คือ การพึ่งพาตนเอง และลดการนำเข้าสินค้าเกษตร

ส่งออกสินค้าเกษตร

นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยเนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทย (ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไปจีน มีสัดส่วน 38.42% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดของไทย) จึงถือเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ไทยต้องปรับตัว

ยุทธศาสตร์ของจีน มีความชัดเจนและขับเคลื่อนพร้อมกันใน 3 มิติ มิติแรก คือ การพึ่งพาตนเองด้านอาหาร โดยเฉพาะธัญพืชขั้นพื้นฐาน (ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด) จีนตั้งเป้าผลผลิตดังกล่าวให้ได้ไม่ต่ำกว่า 650 ล้านตันต่อปี ซึ่งในปี 2567 จีนผลิตได้ถึง 700 ล้านตันแล้ว มิติที่สอง คือ การทุ่มทุนมหาศาลด้าน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร มีการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกมาตรฐานสูงกว่า 417 ล้านไร่ และเร่งพัฒนาสายพันธุ์พืชและสัตว์ของตนเอง ปัจจุบันสัดส่วนการใช้เมล็ดพันธุ์จีนหรือพืชที่พัฒนาภายในประเทศมีมากกว่า 95% ของพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อ โค และกุ้งขาว

มิติสุดท้ายที่สำคัญมาก คือ จีนไม่ได้มองมิติความมั่นคงทางอาหารแยกส่วน แต่ได้บูรณาการเข้ากับ การพัฒนาชนบทและลดความยากจน อย่างเป็นระบบ ภายใต้วิสัยทัศน์ สร้างชนบทที่เข้มแข็ง มั่งคั่ง สวยงาม และทันสมัย

จีนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น เร่งขยายเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่ชนบท ผลักดันนโยบาย One Village One Product ใช้ e-Commerce เชื่อมเกษตรกรกับตลาดเมือง ใช้นโยบาย Talent Revitalization ดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับไปทำเกษตรสมัยใหม่ ใช้ฐานข้อมูล National Rural Big Data Platform ติดตามรายได้และความเป็นอยู่ และมีการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะกลุ่ม เช่น เงินช่วยเหลือคนพิการ ผู้สูงอายุ ครอบครัวเด็กนักเรียน และส่งเสริม Eco-Tourism และRural Homestay Economy เพื่อสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ให้กับชุมชน

นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า จีนกำลังเปลี่ยนสถานะจาก ผู้นำเข้า เป็น ผู้ผลิตไฮเทค ซึ่งบังคับให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและคุณภาพ

ข้อมูลการส่งออกของไทยในช่วงปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความจำเป็นในการปรับตัวและกระจายความเสี่ยงอย่างเร่งด่วน ในปี 2567 แม้ตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมอันดับหนึ่งของไทย จะหดตัวรุนแรงถึง 10.67% แต่ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของไทยขยายตัว 7.64% ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงสถานการณ์คือ ตลาดรองดาวรุ่ง ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาชดเชย ได้แก่ สหรัฐ ที่ขยายตัว 26.09% และอินโดนีเซีย 23.46%

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นโอกาสว่า ตลาดสหรัฐ และอาเซียนมีศักยภาพสูง แต่ใน 11 เดือนแรกของปี 2568 กลับพบว่าตลาดสหรัฐฯ ชะลอตัว (-5.77%) แม้จีนจะกลับมาโต (+4.49%) ก็ไม่สามารถพยุงภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดของไทยที่ชะลอตัวลง (-4.33%) นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปล้วนมีความเสี่ยง

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ข้อมูลดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการบุกตลาดที่มีศักยภาพ เช่น มาเลเซีย (สัดส่วน 4.54% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดของไทย) สหราชอาณาจักร (สัดส่วน 3.71%) เวียดนาม (สัดส่วน 2.57%) เนเธอร์แลนด์ (สัดส่วน 2.39%) และแคนาดา (สัดส่วน 1.19%) ซึ่งในระยะ 11 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.- พ.ย.) การส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของไทยไปยังตลาดเหล่านี้ขยายตัว 3.43% 9.97% 50.86% 24.56% และ 16.20% ตามลำดับ

การที่ไทยจะรักษาส่วนแบ่งตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปจีน ไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับเทรนด์ตลาดจีน ทั้ง Healthy China 2030 (เช่น อาหารสุขภาพ อาหารฟังก์ชันผสมสมุนไพรไทย) นโยบาย Green China (สร้างแบรนด์สินค้ายั่งยืน) และการรุกช่องทางดิจิทัลอย่าง Tmall JD.com และ Douyin รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการอำนวยความสะดวกการรับรองมาตรฐาน เช่น การรับรองฉลากคาร์บอนหรือมาตรฐานความยั่งยืนที่จีนให้การยอมรับ เพื่อสร้างแต้มต่อให้สินค้าไทย หรือแม้แต่การส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech) ของจีน เพื่อพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดจีนยุคใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ที่จำเป็นที่สุด คือ การเร่งกระจายความเสี่ยงและเจาะตลาดส่งออกใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดจีนมากจนเกินไป นอกจากนี้ ยังมีมาตรการความมั่นคงด้านอาหารของต่างประเทศที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านเกษตรและอาหารของประเทศ อาทิ

1. สิงคโปร์ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการทำฟาร์มในเมือง (Urban Farming) เพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านพื้นที่และเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร โดยใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อควบคุมปัจจัยการปลูก เช่น แสง LED อุณหภูมิ ความชื้น และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงกว่าการเกษตรแบบดั้งเดิม 10-15 เท่า โดยมีเป้าหมายตามนโยบาย 30 by 30 คือ สามารถผลิตอาหารภายในประเทศได้ 30% ของปริมาณที่บริโภคทั้งหมด ภายในปี ค.ศ. 2030

2. สหภาพยุโรป ใช้ยุทธศาสตร์ จากฟาร์มสู่ผู้บริโภค (Farm to Fork) เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน ตั้งแต่การผลิตในฟาร์มไปจนถึงผู้บริโภค โดยลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าออร์แกนิก และสนับสนุนการจัดซื้อสินค้าออร์แกนิกสำหรับโรงเรียนและหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตอาหารที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

3. ออสเตรเลีย นโยบาย Australia remain a global food bowl มุ่งเน้นประสิทธิภาพการผลิต รักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและการส่งออกอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารในราคาที่เหมาะสม และเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประเทศและของโลก ซึ่งมาตรการเหล่านี้ ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับภาคการเกษตรเพื่อนำไปสู่ความมั่นคงด้านอาหารที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...