โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 48 การศึกษาจีน: กลยุทธ์ ‘สร้างคนก่อนสร้างชาติ’

The Bangkok Insight

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 02.26 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 02.26 น. • The Bangkok Insight

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 48 การศึกษาจีน: กลยุทธ์ "สร้างคนก่อนสร้างชาติ" ที่พลิกประเทศสู่ผู้นำเศรษฐกิจโลก

หนึ่งในเสาหลักที่ทำให้ประเทศจีนก้าวขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลกในเวลาไม่ถึงครึ่งศตวรรษ คือ การพัฒนาการศึกษา ที่ถูกวางไว้อย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายระยะยาว รัฐบาลจีนเชื่อมั่นว่า คน คือทุนสำคัญที่สุดของชาติ และ การศึกษา คือเครื่องมือสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืน

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

จีนไม่ได้เพียงปฏิรูปการศึกษาในเชิงโครงสร้าง แต่ยังเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ ของสังคมทั้งระบบให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ จนทำให้ประเทศสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพสูง สนับสนุนการเติบโตทางเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

การศึกษาคือยุทธศาสตร์ชาติ: รากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

หลังจากเริ่มนโยบาย ปฏิรูปและเปิดประเทศ (Reform and Opening Up) ในปี 1978 ภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง จีนตระหนักว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีการลงทุนในการศึกษา จึงได้กำหนดให้การศึกษาคือ ยุทธศาสตร์หลักของชาติ และบรรจุไว้ในทุก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี (Five-Year Plan)

ตั้งแต่แผนฉบับที่ 9 (ค.ศ. 1996–2000) เป็นต้นมา จีนได้เน้นย้ำว่าการศึกษาไม่ใช่เพียงการสร้างแรงงานราคาถูก แต่ต้องสร้าง แรงงานมีทักษะ และ คนคิดเป็น ที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง โดยเฉพาะในแผนฉบับที่ 13 และ 14 ซึ่งเน้นแนวคิด การพัฒนาคนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Human Development) ทำให้ระบบการศึกษาจีนถูกออกแบบให้สอดรับกับยุทธศาสตร์เทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และเป้าหมายการเป็นมหาอำนาจด้านนวัตกรรมภายในปี 2050

การปฏิรูประบบการศึกษาอย่างครอบคลุม: จากปริมาณสู่คุณภาพ

จีนเริ่มต้นจากการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา โดยประกาศใช้การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมต้น ซึ่งรัฐให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อให้เด็กทุกคนในเมืองและชนบทได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน จากนั้นจึงมุ่งสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ครูผู้สอน และสื่อการเรียนรู้สมัยใหม่

ในระดับอุดมศึกษา รัฐบาลได้จัดตั้งโครงการ 211 ในปี ค.ศ. 1995 ซึ่งมีชื่อเต็มว่า โครงการยกระดับมหาวิทยาลัย 100 แห่งในศตวรรษที่ 21 (Universities for the 21st Century) เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นกำลังหลักในการผลิตบุคลากรที่มีความรู้เชิงลึกในสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ต่อมาในปี ค.ศ. 1998 ได้เปิดตัว โครงการ 985 เพื่อผลักดันให้มหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) และมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) ก้าวขึ้นสู่ระดับโลก ทั้งสองโครงการนี้ทำให้จีนสามารถยกระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยและนักวิจัยให้ทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างรวดเร็ว

การสร้างมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยระดับโลก: ฐานของนวัตกรรมจีน

จีนตระหนักว่าการแข่งขันในโลกปัจจุบันคือการแข่งขันด้านความรู้และเทคโนโลยี รัฐบาลจึงทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาและวิจัย เช่น การจัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (CAS: Chinese Academy of Sciences) ซึ่งทำหน้าที่เป็น หัวใจของระบบวิจัยแห่งชาติ ผลักดันงานวิจัยขั้นสูงด้านวัสดุใหม่ พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีชีวภาพ

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้สร้างมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น มหาวิทยาลัยชิงหัว มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น และมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ที่ขึ้นชื่อด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม งานวิจัยจากสถาบันเหล่านี้ได้ถูกต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมโดยตรง ผ่านระบบ มหาวิทยาลัยคู่บริษัท (University-Enterprise Partnership) ที่ช่วยเร่งการแปรรูปองค์ความรู้สู่เชิงพาณิชย์ จีนจึงไม่เพียงเป็นประเทศที่มีนักศึกษามากที่สุดในโลก แต่ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการจดสิทธิบัตรและตีพิมพ์งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดด้วย

เชื่อมโยงการศึกษากับเศรษฐกิจจริง: สร้างคนตรงตามความต้องการตลาด

จุดแข็งของจีนคือ การออกแบบระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจอย่างแท้จริง รัฐบาลไม่ปล่อยให้การศึกษาดำเนินไปอย่างลอยตัว แต่เชื่อมโยงกับนโยบายอุตสาหกรรมและแผนเทคโนโลยีแห่งชาติ เช่น Made in China 2025 และ Innovation-driven Development Strategy ซึ่งกำหนดทิศทางการผลิตบุคลากรในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น วิศวกรรมหุ่นยนต์ พลังงานใหม่ โลจิสติกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมชีวภาพ

นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับ การศึกษาสายอาชีพ โดยจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาชีวศึกษาและเทคนิค (Vocational Education Centers) ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมแรงงานให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานเทคโนโลยีสูง การเรียนรู้ในระบบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน แต่เน้นการฝึกภาคปฏิบัติร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ทำให้แรงงานจีนมีความเชี่ยวชาญและปรับตัวได้รวดเร็วในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

การเปิดประเทศทางการศึกษา: ดึงดูดความรู้จากทั่วโลก

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้การศึกษาจีนก้าวกระโดด คือการเปิดประเทศสู่ความร่วมมือทางการศึกษาในระดับนานาชาติ รัฐบาลจีนสนับสนุนให้นักเรียนและนักวิจัยเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยในประเทศร่วมมือกับสถาบันระดับโลก เช่น Harvard, Oxford, และ MIT ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนวิจัยและการจัดตั้งมหาวิทยาลัยร่วมทุน เช่น New York University Shanghai และ Duke Kunshan University

ขณะเดียวกัน จีนยังดึงดูดนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยชาวจีนในต่างประเทศกลับมาพัฒนาประเทศผ่านโครงการ “Thousand Talents Program” ที่ให้สิทธิประโยชน์ด้านเงินทุนและสิ่งอำนวยความสะดวกเทียบเท่าระดับสากล การเคลื่อนย้ายบุคลากรระดับโลกเช่นนี้ทำให้จีนสามารถยกระดับมาตรฐานการวิจัยและสร้างเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และการศึกษาตลอดชีวิต

นอกจากการพัฒนาระบบการศึกษาในเชิงโครงสร้าง จีนยังให้ความสำคัญกับ วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) ที่ส่งเสริมให้คนทุกวัยเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ภายใต้นโยบาย Internet + Education รัฐบาลได้สร้างระบบการศึกษาออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม MOOC เช่น XuetangX และ iCourse ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ฟรีทั่วประเทศ

วัฒนธรรมนี้ทำให้แรงงานจีนสามารถพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ และสร้างสังคมที่พร้อมปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนจีนในทุกระดับ ตั้งแต่แรงงานในโรงงานไปจนถึงนักวิจัยในห้องทดลอง

บทสรุป: การศึกษาคือพลังขับเคลื่อน "ปาฏิหาริย์เศรษฐกิจจีน"

จากประเทศที่เคยขาดแคลนทรัพยากรและเทคโนโลยี จีนได้สร้างอภิมหาโครงสร้างการศึกษา ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม และนวัตกรรมได้อย่างลงตัว รัฐบาลมองการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่คือ ภารกิจระดับชาติ ที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม การลงทุนระยะยาวในคน ทำให้จีนมีทั้งแรงงานที่มีทักษะ นักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถ และผู้นำรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์

ในปัจจุบัน จีนไม่เพียงเป็นประเทศที่มีจำนวนบัณฑิตมากที่สุดในโลก แต่ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมากที่สุดด้วย ความสำเร็จนี้พิสูจน์อย่างชัดเจนว่า “การศึกษา” ไม่ใช่เพียงเครื่องมือยกระดับชีวิตของประชาชน แต่คือยุทธศาสตร์แห่งชาติ ที่สามารถพลิกเศรษฐกิจทั้งระบบ และทำให้จีนกลายเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกได้อย่างภาคภูมิ

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...