ทะลุมิติมาก็ถูกทิ้งเสียแล้ว
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติมาก็ถูกทิ้งเสียแล้ว
ทะลุมิติไปอยู่ในร่างของผู้หญิงที่ถูกสามีทิ้ง เพราะสามีดันไปถูกตาคุณหนูที่พึ่งพ้นวัยปักปิ่นในจวนที่ทำงานอยู่ ทำให้หยางหงซีต้องกระเด็นออกจากจวนพร้อมกับลูกชายทั้งสองคน
หยางหงซีเป็นหน่วยรบพิเศษที่รับงานรับจ้างดูแลคนเดินทางไปยังทะเลแอนตาร์กติกา แต่โชคไม่ดีที่เรือของเธอประสบอุบัติเหตุ หลังจากส่งตัวผู้ใต้บัญชาให้รอดชีวิตไปได้ทุกคนแล้ว ร่างของหญิงสาวก็ร่วงลงสู่พื้นที่ระหว่างทะเลและแผ่นน้ำแข็ง และระหว่างนั้นเองก็ปรากฏปานรูปหยดน้ำที่ข้อมือข้างขวาของเธอ
พึ่งจะวางใจที่ช่วยทุกคนในเรือให้รอดชีวิตไปได้ไม่นานนัก หยางหงซีกลับพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในร่างของผู้หญิงที่มีชื่อเดียวกัน และเธอกำลังถูกหิ้วตัวออกไปโยนไว้กลางถนนพร้อมกับเด็กน้อยหน้าโง่อีก 2 คน อีกทั้งยังได้รับถุงเงินและถ้อยคำขับไล่ให้ไสหัวไปเสีย ด้วยความอารมณ์ร้อนเป็นนิสัยก็เลยต่อยคนพูดไปหนึ่งหมัดแล้วเดินจากมาพร้อมเด็กโง่ทั้ง 2 คน
หยางหงซี
“ข้าจะจากไปใช้ชีวิตดี ๆ ให้พวกเจ้าเจ็บปวดในภายหลังไปทำไม ในเมื่อข้าทำให้พวกเจ้าเจ็บตัวได้ในตอนนี้เลย”
หยางอวิ้นหาน (ลูกคนโต 4 ขวบ)
หยางหรงเฟิง (ลูกคนเล็ก 3 ขวบ)
นิยายเรื่องนี้วางจำหน่าย E BOOK แล้วนะคะ (กดลิงค์ได้เลยค่ะ)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjYxNTUxNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI3ODg2NSI7fQ
ถูกทอดทิ้ง
บทที่ 1 ถูกทอดทิ้ง
ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ หน่วยรบพิเศษหญิงคนหนึ่งพยายามดึงตัวผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองแล้วดันให้ขึ้นไปอยู่บนพื้นน้ำแข็งที่แข็งแรง
ไม่รู้ว่านี่เป็นรอบที่เท่าไรแล้วที่เธอต้องว่ายน้ำไปมาอยู่ในน้ำเย็นเยียบ แต่เมื่อเห็นว่าคนทั้งหมดปลอดภัยดีร่างกายก็พลันผ่อนคลายอย่างกะทันหัน
ร่างกายที่เย็นเฉียบได้ดูดเอาเรี่ยวแรงของเธอไปจนหมด ทว่าเธอยังถอดใจไม่ได้
แม้จะช่วยคนไปจนหมดแล้วแต่ว่าเธอยังต้องไปหาวิทยุสื่อสารเพื่อส่งข่าวให้หน่วยกู้ชีพรู้เรื่องนี้ ติดที่ว่าวิทยุสื่อสารดันอยู่ในเรือที่กำลังค่อย ๆ จมดิ่งลงไปในทะเลที่แสนหนาวเย็น
“หะ…หัว กึก ๆ หน้า”
เสียงเรียกแผ่วเบาจากด้านหลังไม่ทำให้ร่างของหญิงสาวหยุดลง เธอรีบว่ายตรงไปยังเรือที่ล่มอยู่ห่างจากพื้นน้ำแข็งไม่มาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องใช้เวลาว่ายเข้าไปอยู่พอสมควร หลังจากเข้าไปในห้องที่ยังไม่จมน้ำหญิงสาวก็รีบส่งสัญญาณให้หน่วยกู้ชีพทางทะเลรีบมาที่นี่
หลังจากหาของที่พอจะใส่วิทยุสื่อสารเพื่อหิ้วขึ้นบกได้แล้ว เธอก็ลงน้ำไปอีกครั้งเพื่อว่ายน้ำกลับไป ทว่าน้ำหนักของวิทยุสื่อสารและเครื่องรับสัญญาณก็ดูดเอาเรี่ยวแรงที่มีอยู่ไปมาก หลังจากว่ายไปถึงฝั่งหญิงสาวก็รีบดันเครื่องสื่อสารชิ้นสุดท้ายขึ้นไปให้คนบนฝั่ง
ถึงจะไม่รู้ว่าหน่วยกู้ชีพจะมาถึงตอนไหนแต่เธอก็พอจะเบาใจได้บ้าง
แต่คิดได้ไม่ทันไรร่างกายที่ฝืนทนมาตลอดก็พลันชาหนึบ แม้แต่จะขยับก็ปวดร้าวไปทั้งร่าง คนบนพื้นน้ำแข็งที่เห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ขึ้นมาเสียทีจึงดันตัวขึ้นแล้วมองดูผู้เป็นหัวหน้าของตนเอง
“กึก ๆ หัวหน้า กึก ขึ้นมาเร็ว ๆ สิ” อีกฝ่ายเอ่ยเรียกในขณะที่ร่างกายขยับแทบจะไม่ไหว ร่างกายที่เปียกน้ำเมื่อขึ้นมาบนบกก็แทบจะแข็งไปในทันที
หญิงสาวที่ยังอยู่ในน้ำทำได้เพียงแค่ส่งยิ้มที่แทบจะไม่เคยทำให้อีกฝ่ายไป ตอนนี้ร่างกายของเธอถึงขีดจำกัดแล้ว และตัวของเธอก็ค่อย ๆ ลอยออกมาจากพื้นน้ำแข็งเรื่อย ๆ อย่างควบคุมไม่ได้
“เสี่ยวเหลียน เหมือนว่าจะฉันจะลืมของอีกแล้ว…” หญิงสาวกล่าวยิ้ม ๆ ขณะที่ร่างกายของเธอค่อย ๆ ลอยออกห่างไปตามคลื่น “ไม่ต้องสนใจ หันหน้ากลับไปเถอะ”
อีกฝ่ายริมฝีปากสั่นเทาขณะทอดมองร่างของหญิงสาวที่ค่อย ๆ ลอยห่างออกไปทีละน้อย เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นร่างของผู้บังคับบัญชาผู้นั้นก็ค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ใต้น้ำโดยที่ตัวเขานั้นทำอะไรไม่ได้เลย
ภายใต้ผืนน้ำที่มืดมิด พลันปรากฏรอยปานขึ้นที่ข้อมือของหญิงสาวคนนั้น โดยที่เธอไม่ได้รับรู้อะไรถึงเรื่องนี้เลย เพราะว่าสติของเธอได้เลือนรางไปแล้ว
จวนตระกูลเยว่
ปัง! ฟึบ ฟึบ ฟึบ
เสียงหนัก ๆ ของประตูดังขึ้นจนคนที่กำลังนอนอยู่ตกใจ หญิงสาวที่นอนหลับอย่างสบายใจพลันดีดตัวขึ้นมาแล้วหรี่ตามองรอบข้างด้วยความตื่นตัว
“ไป! ออกไปซะ!”
ผู้ชายร่างกายใหญ่โตหลายคนต่างพุ่งตัวเข้ามาด้วยท่าทางดุร้าย หยางหงซีตั้งท่าต่อสู้อย่างไม่ต้องคิดก่อนจะจับแขนของคนที่ยื่นมือเข้ามาเป็นคนแรกแล้วบิดตัวเพื่อม้วนตัวอีกฝ่ายทุ่มลงพื้นเสียงดัง
ตึง!
“!!!”
เหมือนว่าการกระทำของหญิงสาวจะทำให้ผู้ชายทุกคนพากันตกตะลึง ใบหน้าที่ดุดันอีกทั้งท่าทางที่พร้อมรับการโจมตี ไหนจะสายตาที่ส่ายไปส่ายมาเพื่อมองรอบด้านนั่นอีก
“เจ้าจะขัดขืนงั้นหรือ อยากเจ็บตัวงั้นหรือ!”
คำพูดอย่างคนโบราณเหมือนคุณปู่อายุเก้าสิบปีทำเอาหยางหงซีขมวดคิ้วขึ้นมา ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือคำพูดของคนตรงหน้าฟังดูแก่กว่านั้น อีกทั้งจากการแต่งกายที่ดู…ซอมซ่อเกินกว่าจะเป็นพวกโจรสลัด
และหากเป็นโจรสลัดจริง ๆ คนพวกนี้ก็ควรถือปืนเข้ามาจ่อหัวสิ หรือว่าพวกเขาจะเป็นชาวบ้านกัน
ภายในหัวของหญิงสาวกำลังคิดวิเคราะห์อย่างหนัก หรือว่าเธอได้รับการช่วยเหลือจากชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลผู้คน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอก็น่าจะอยู่บนกองไฟเพราะถูกย่าง ไม่ได้อยู่ในบ้านไม้ที่ดูใหญ่โตเช่นนี้
ขณะกำลังคิดวิเคราะห์อยู่นั้นเอง หญิงสาวก็พลันได้ยินเสียงตึงขึ้นมาในหัวราวกับมีใครใช้ระเบิดเสียงกับตัวเอง จากนั้นในหูของเธอก็เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนในหู แต่กระนั้นเมื่อหลับตาลงหญิงสาวกลับเห็นภาพมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวจนหน้ามืดไปหมดจนไม่อาจลืมตาได้
เพราะอาการที่โจมตีอย่างกะทันหันทำให้ร่างของหยางหงซีถูกผู้ชายหลายคนเข้ามาจับตรึงแล้วลากตัวออกไปจากตรงนั้น แม้จะอยากขัดขืนทว่าความปวดที่ศีรษะยังคงเล่นงาน ทำให้หญิงสาวข่มใจแล้วปล่อยให้พวกนั้นหิ้วตัวไป
เรื่องราวที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวทำเอาหยางหงซีรับรู้แทบไม่ทันตั้งตัว แต่ถึงกระนั้นเรื่องราวเหล่านั้นก็ราวกับว่าเธอเคยทำเช่นนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ผู้คนที่ไม่คุ้นหน้าแต่กลับรู้จัก และ…เรื่องราวที่ดูท่าไม่ค่อยดีในช่วงท้ายนั่นด้วย
ปึก
ในตอนที่ศีรษะเริ่มคลายความปวดลง ร่างของหยางหงซีก็ถูกโยนลงที่พื้นอย่างไม่ออมแรงสักนิด ปลายคางที่กระแทกโดนพื้นอย่างจังเจ็บแปลบจนหน้าสั่น เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่ามีผู้ชายยืนกอดอกมองมาที่ตัวเองด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
ฟึบ!
“เอาเงินนี่ไป แล้วรีบไสหัวไปให้พ้นหากไม่อยากตาย ถ้าเจ้ากลับมาที่นี่อีกก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
อีกฝ่ายโยนถุงผ้าใส่หน้าทว่าหยางหงซีหลบทันแล้วใช้มือรับเอาไว้ เสียงกระทบกันจากด้านในให้ความรู้สึกว่ามันคงเป็นเงินจำนวนหนึ่ง
เมื่อหันไปมองรอบด้านก็พบกับถนนเส้นหนึ่ง แม้จะไม่ดูทันสมัยแต่ก็เป็นถนนที่ใช้ได้ ทว่าบรรยากาศรอบด้านต่างหากที่ทำให้เธอรู้ว่าที่นี่ไม่ปกติ
เพราะที่นี่ไม่เหมือนกับสถานที่ที่เธอจากมา แต่เหมือนกับอดีตนับร้อยปีก่อน
“รีบไปสิ!” อีกฝ่ายตะคอกพลางชี้มือใส่หน้าด้วยท่าทางดุร้าย
หยางหงซีเลิกคิ้วมองท่าทางเหล่านั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วบิดคอไปมาคลายอาการเมื่อยขบ ตอนนี้เธอเริ่มเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ทั้งจากภาพความจำและเรื่องราวที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นี้
หลังจากคลายความเมื่อยจากทั่วร่างเสร็จแล้ว หยางหงซีที่กำลังตั้งท่าจะต่อยตีก็ต้องชะงักลง เมื่อด้านหลังของคนที่ทำให้เธอหัวร้อนปรากฏเป็นชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งกำลังหิ้วเด็กผู้ชายสองคนออกมา เมื่อเดินมาถึงตรงนี้แล้วเขาก็ทำการโยนเด็กสองคนนั้นออกมา
“เฮ้อ…ให้ตายเถอะ” เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กทั้งสองหยางหงซีก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
“รีบพาเจ้าเด็กชั้นต่ำนี่ออกไปด้วย อย่ามาทำให้คุณหนูห้า ต้องระคายสายตาเพราะพวกเจ้า ออกไป!”
อีกฝ่ายเอ่ยไล่ย้ำ ๆ ส่วนหยางหงซีที่ยกมือเสยผมมองท้องฟ้าก็ได้ถอนหายใจออกมา เธอไม่ได้สนใจเด็กสองคนที่รีบยืนตัวตรงแล้วยิ้มออกมาโดยไม่สนใจความเจ็บที่มี แต่สายตากลับจับจ้องไปยังคนตัวใหญ่สมองกลวงที่ทำให้เธอคันมือสิ้นดี
“เหอะ โกรธหรือ กล้ามองข้าเช่นนี้หรือ? รีบก้มหน้าลงเสีย!” เมื่อถูกหญิงสาวจ้องหน้าด้วยสายตานิ่ง ๆ อีกฝ่ายก็นึกขุ่นเคืองและเริ่มขู่เข็ญ
หยางหงซีเลิกคิ้วและไม่ได้ก้มหน้าลงแต่อย่างใด ทำเอาอีกฝ่ายเริ่มโมโหขึ้นมา
“ถ้าแค้นใจนักชาติหน้าก็เกิดมาสูงส่งกว่าข้าให้ได้เสียสิ เผื่อจะทำให้ข้าเจ็บใจได้บ้าง”
เมื่อได้ฟังคำพูดนั้นหญิงสาวก็หัวเราะออกมาราวกับได้ฟังเรื่องตลก เมื่อเด็กทั้งสองคนเห็นว่าหยางหงซีหัวเราะพวกเขาก็รีบหัวเราะตามทันที ทำเอาคนที่พูดถึงกับหน้าตึง
“กล้าหัวเราะเยาะข้าหรือ!”
คนถูกหัวเราะเยาะตวาดออกมาก่อนจะพุ่งตัวไปทางหนึ่งในเด็กสองคนหมายจะบีบคอให้ตายคามือ เมื่ออีกฝ่ายเคลื่อนไหวก่อน หยางหงซีที่รอท่าทีมานานก็รีบยื่นแขนออกไปล็อกคอคนที่โน้มตัวลงมาจนอยู่ในระดับมือของเธอ จากนั้นก็ออกแรงรัดแน่นจนอีกฝ่ายหายใจไม่ออกและสลบไป
“ให้ตายเถอะกว่าจะเริ่ม นึกว่าจะต้องยืนตรงนี้เป็นวันเสียแล้ว” หยางหงซีเอ่ยบ่นออกมาหลังจากโยนร่างคนที่สลบตาเหลือกไปแล้วลงพื้น ผู้ชายอีกคนที่ยังยืนอยู่ถึงกับอึ้งจนเคลื่อนไหวไม่ออกไปแล้ว “รู้ไหมว่าโทษของคนที่เริ่มวิวาทก่อนคือถูกตีด้วยไม้นวมนะ อะ แต่ว่าที่นี่ไม่มีหัวหน้าผู้ฝึก เช่นนั้นก็เริ่มก่อนได้”
ผู้ชายตัวใหญ่อีกคนไม่เข้าใจว่าตอนนี้หญิงสาวตรงหน้ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ นางเป็นคนตัวเล็กและร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะทำคนสลบได้ แต่ว่าภาพตรงหน้าเมื่อครู่นี้…
“เจ้า…!”
“บอกให้ชาติหน้าไปเกิดใหม่เผื่อจะทำให้เจ็บใจได้ใช่ไหม แต่จะรอชาติหน้าไปทำไมในเมื่อฉันทำให้เจ็บได้เลยเดี๋ยวนี้”
กล่าวจบหยางหงซีก็ย่อตัวลงด้วยท่าพุ่งตัวก่อนจะพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายด้วยความเร็ว อีกฝ่ายผงะถอยหลังจนกระแทกเข้ากับขอบประตูเข้าแทน เมื่อเป็นไปตามที่คิดหยางหงซีก็รีบใช้มือจับเข้าที่ใบหน้าแล้วกระแทกศีรษะของอีกฝ่ายเข้ากับขอบประตูอีกครั้งจนสลบไป
“เฮอะ ไอ้โง่” หลังจากด่าออกไปแล้วก็ไม่วายรื้อตัวของคนที่สลบไปทั้งสองคน
เมื่อได้มีดและดาบมาจากคนทั้งสองแล้ว หยางหงซีก็ยกยิ้มอย่างพอใจแล้วหมุนตัวเดินจากมาอย่างสบายใจ เด็กทั้งสองที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบจึงหันมามองหน้ากัน
แต่ไหนแต่ไรมาก็ถูกสั่งให้มองและทำตามอยู่ตลอด เมื่อเห็นว่ามารดาของตนเองตีพวกเขาทั้งสองก็เข้าไปตีด้วย เมื่อเห็นว่ามารดาของตัวเองขโมยพวกเขาก็ขโมยเช่นกัน
หลังจากใช้เท้าเล็ก ๆ เตะไปคนละทีสองทีเด็กทั้งสองก็รีบคว้าถุงเงินที่เอวแล้ววิ่งตามมารดาของตัวเองไป
เรื่องราวในความทรงจำ
บทที่ 2 เรื่องราวในความทรงจำ
หลังจากเดินออกมาแล้วหยางหงซีก็ต้องมองซ้ายมองขวาแล้วเดินไปเรื่อยเปื่อยตามความทรงจำที่มี หางตาที่เหลือบไปเห็นเด็กน้อยทั้งสองคนก็ทำให้ต้องถอนหายใจออกมา
โครก~
เสียงท้องร้องที่ดังขึ้นทำเอาหยางหงซีไม่มีทางเลือก นางและเด็กทั้งสองคนซึ่งเป็นลูกชายของร่างนี้ดันถูกโยนออกมาในตอนเช้าตรู่ หน้ายังไม่ได้ล้าง ข้าวก็ยังไม่ได้กิน จะหิวก็คงไม่แปลกอะไร หนำซ้ำเมื่อวานยังถูกรังแกไม่ให้กินข้าวเย็นอีก
หลังจากเดินเรื่อยเปื่อยหาร้านอาหารจนเจอ หยางหงซีก็ตรวจดูเงินในถุงเงินก่อนจะรีบหมุนตัวออกไปซื้อแป้งทอดกินแทน
แย่งสามีของคนอื่นไปทั้งทีให้เงินค่าจ้างออกจากชีวิตมาเพียงหยิบมือ เป็นคุณหนูประสาอะไร!
เมื่อได้แผ่นแป้งขนาดใหญ่เท่าหน้ามาสามแผ่นแล้ว หยางหงซีก็หาที่นั่งแล้วกินรองท้องมันตรงนั้นเสียเลย เด็กทั้งสองที่ได้รับแผ่นแป้งไปคนละแผ่นก็รีบกินในทันทีเมื่อเห็นว่าหยางหงซีเริ่มกินแล้ว
ยิ่งนึกทบทวนเรื่องราวในหัว มือของหยางหงซีก็ยิ่งกำแน่นด้วยความหงุดหงิด โมโหเสียจนลืมตกใจที่ได้เจอกับเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่ตอนนี้
ก็นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างใครก็ไม่รู้ที่มีชื่อเดียวกันน่ะสิ
อีกทั้งหยางหงซีที่เป็นเจ้าของร่างนี้เองก็ยังมีสามี หนำซ้ำยังมีลูกด้วย!
ในความทรงจำตอนที่เจ้าของร่างอายุได้เพียงสิบห้าปี ก็ออกเรือนมากับตู้เฮยผู้เป็นสามี หลังจากแต่งงานกันไปก็มีบุตรชายด้วยกันถึงสองคน สมใจค่านิยมของคนในยุคนี้ แต่แม้จะมีลูกชายให้ถึงสองคน ก็ใช่ว่าชีวิตคู่จะสุขสงบเสมอไป
หยางหงซีและตู้เฮยนั้นแต่เดิมทำงานรับจ้างทั่ว ๆ ไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ จนกระทั่งตู้เฮยได้งานที่เป็นหลักแหล่งและมีเงินเดือนมากขึ้น เขาจึงได้พาหยางหงซีไปทำงานเป็นคนงานในจวนด้วยกัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องห่างกับภรรยานาน ๆ
จนกระทั่งหยางหงซีตั้งท้อง นายท่านของจวนเยว่ก็ยินดีให้พวกเขาเลี้ยงเด็กเอาไว้ เพื่อที่ในอนาคตจะได้คอยรับใช้ลูกหลานต่อ ๆ ไป ทว่าชีวิตคู่ที่ดูจะราบรื่นก็ดันเกิดปัญหาขึ้นตรงจุดนี้
ตู้เฮยในวัยอายุสิบห้าปีนั้นยังคงเป็นเด็กหนุ่มหน้าละอ่อนและไม่ได้มากเสน่ห์อะไร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นคนที่หล่อที่สุดในหมู่บ้าน แต่พอเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่เสน่ห์ที่มีก็เริ่มพวยพุ่งออกมา ความหล่อของเขาเตะตาใครต่อใครไปทั่วทุกครั้งที่ออกงานกับเจ้านายของตนเอง
ถึงจะเป็นที่ต้องตาใครต่อใครแม้แต่คุณหนูจากหลายจวน แต่เรื่องที่เขามีครอบครัวอยู่แล้วก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ หนำซ้ำชาติกำเนิดเองก็ต่ำต้อย คุณหนูเหล่านั้นจึงต้องพากันถอดใจไป
ทว่าก็มีคุณหนูอยู่คนหนึ่งที่ไม่ยอมถอดใจ หนำซ้ำยังหมายปองตู้เฮยหวังนำมาเป็นของตนเองให้ได้
ซึ่งคุณหนูคนที่ว่าก็คือคุณหนูห้าเยว่ซือหลัน บุตรสาวคนเล็กสุดของนายท่านเยว่
นางเป็นผู้ที่มีความคิดว่า…
ตู้เฮยมีภรรยาหรือ ก็ไล่ไปสิ
ตู้เฮยมีลูกหรือ ก็ไล่ไปเช่นกัน
เท่านี้เขาก็ไม่ใช่คนที่มีเรื่องราวเบื้องหลังอีกแล้ว
ส่วนเรื่องของชาติกำเนิดนั้น ขอเพียงเอ่ยปากต่อบิดาของตนเองสักหน่อยให้ช่วยเหลือตู้เฮยในเรื่องนี้ มีหรือบิดาของนางจะกล้าเมินคำขอกัน สุดท้ายเรื่องน่าเศร้าก็ได้มาเยือนครอบครัวตู้
เดิมทีบุตรชายทั้งสอง ของตู้เฮยได้ใช้สกุลตู้ในชื่อที่บันทึกเอาไว้กับทางการ แต่เพราะความเอาแต่ใจของคุณหนูห้า ทำให้นายท่านเยว่ช่วยเปลี่ยนให้บุตรชายของตู้เฮยได้ใช้สกุลหยางของหยางหงซีในชื่อของพวกเขาแทน นอกจากนั้นยังลบชื่อบิดาของเด็กทั้งสองออกไปด้วย จนทำให้ทั้งคู่มีแต่มารดาผู้ให้กำเนิดเท่านั้นไม่มีบิดา
พอนึกมาถึงตรงนี้หยางหงซีก็แค่นหัวเราะออกมา
ไอ้พวกหน้าโง่ที่เลี้ยงลูกแบบผิด ๆ นี่มันตัวปัญหาใหญ่จริง ๆ จะรักลูก จะตามใจลูกยังไงก็ได้ แต่ต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนสิ! คงเห็นว่าตัวเองเหนือกว่าทั้งด้านอำนาจและเงินก็เลยทำเป็นมองข้ามเรื่องผิด ๆ ไปเพื่อตามใจลูกของตัวเอง
น่าสมเพชสิ้นดี!
ตู้เฮยนั่นก็ตกถังข้าวสารไปแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะไม่มีทางขัดขืนหรือเต็มใจไปแล้วกันแน่ จึงไม่มีแม้แต่คำร่ำลาให้กัน ตั้งแต่วันที่คุณหนูห้าตัดสินใจแต่งตู้เฮยเข้าจวน หยางหงซีก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกือบจะได้เจอ ทว่าอีกฝ่ายกลับรีบหนีไปไกล ทำเอาหัวใจของหยางหงซีปวดหนึบ เห็นเพียงเท่านั้นก็น่าจะรู้ความหมายโดยไม่ต้องรอคำอธิบายแล้ว
หยางหงซีคนเก่าคิดว่าวาสนาของนางและเขาจบสิ้นเพียงเท่านี้
แต่ว่านางยังต้องเลี้ยงดูบุตร ดังนั้น จึงยังก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปแม้ว่าจะได้รับเรื่องไม่เป็นธรรมก็ตาม ทว่าอะไร ๆ ก็ไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะว่าคุณหนูห้าตั้งใจจะบีบนางให้ออกจากจวนไปเอง
ทั้งไม่ให้อาหาร ให้คนกลั่นแกล้ง หนักสุดคือให้นางและบุตรทั้งสองย้ายไปนอนที่โรงเผาถ่านที่ทั้งเหม็นแถมต้องอยู่อย่างยากลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าของร่างก็ยังอดทนเพราะยังต้องการรับเงินจากการทำงานที่นี่ เพราะความดื้อรั้นของนางทำให้ท้ายที่สุดหยางหงซีคนเก่าก็ต้องถูกกำจัดทิ้ง…
ก่อนที่หยางหงซีคนใหม่จะเข้าร่างมานั้น เจ้าของร่างคนเก่าก็ได้ตายไปแล้ว เพราะว่าอาหารที่นางได้รับตอนมื้อกลางวันนั้นมียาพิษ แต่ไม่รู้ว่าเพราะร่างกายของเจ้าของร่างนั้นถึกทนหรือมีความอดทนสูงกันแน่จึงเพิ่งมาตายตอนเกือบเช้าตรู่ของอีกวันที่หยางหงซีคนใหม่ได้เข้าร่างมาแล้ว
พอนางตื่นขึ้นมาก็ถูกขับไล่ออกมาราวกับหมูกับหมา เด็กทั้งสองก็ถูกหิ้วมาโยนทิ้งเอาไว้นอกจวนด้วย พร้อมกับเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ไม่พอกินอาหารได้ถึงสัปดาห์เสียด้วยซ้ำ
ทั้งสารเลว จิตใจเหี้ยมโหดและอำมหิตจริง ๆ คุณหนูห้าผู้นี้
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือสามีของเจ้าของร่างที่หายหน้าไปทันทีที่ได้พบเจอโชคก้อนใหญ่ พวกได้ใหม่แล้วลืมเก่าน่าสมเพชสิ้นดี!
แต่หยางหงซีจะไม่หนักใจเลยหากนางถูกโยนออกมาเพียงคนเดียว เพราะว่านางไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้นกับคุณหนูนั่นแล้วก็สามีเจ้าของร่าง แต่ว่าดันมีเจ้าโง่สองตัวติดตามมาด้วยนี่สิ จะไล่ไปก็กระไรอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีความผูกพันถึงขนาดจะเลี้ยงดู
ที่สำคัญคือนางไม่เคยมีลูก ไม่เคยเลี้ยงและไม่ชอบเด็กด้วยซ้ำไป!
“เคยเลี้ยงพวกโง่ในกองทัพมาก็จริง แต่พวกนั้นทำผิดก็ตีให้หายเหลิงได้ แต่ตัวเท่านี้…ตีไปจะตายหรือเปล่าเนี่ย”
หยางหงซีหันมามองเด็กทั้งสองที่กำลังมองมาที่นางด้วยดวงตาใสแป๋ว พวกเด็ก ๆ ยิ้มส่งมาให้หยางหงซีแม้ว่าตอนนี้จะกำลังนั่งอยู่ข้างถนนกันด้วยสภาพน่าอดสูก็ตาม
ถึงพวกเขาจะไม่ใช่เด็กที่ร้องโวยวายน่ารำคาญ แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่ชอบเด็กอยู่ดี!
เด็กชอบร้องไห้โวยวายเวลาไม่ได้ดั่งใจ เวลาทำภารกิจเกี่ยวกับเด็กทีไรก็น่าหนักใจจริง ๆ มาตอนนี้ไม่ใช่แค่ทำภารกิจ แต่ดูท่าแล้วนางจะต้องทั้งเลี้ยง ทั้งดูแลและหิ้วพวกเขาไปด้วยทุกที่!
แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว…
“มองอะไรเจ้าหน้าโง่ หันไปทางอื่นซะ” ไม่ทันไรหยางหงซีก็ใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบเสียแล้ว ด้วยติดนิสัยไม่ชอบให้คนมาจ้องหน้า
หยางอวิ้นหานบุตรชายคนโตที่มีอายุได้สี่ปีรีบทำตามที่หยางหงซีสั่ง เขาหันไปทางอื่นแต่ก็แอบเหล่ตามามองมารดาบ้างเป็นครั้งคราว
ส่วนหยางหรงเฟิงที่มีอายุเพียงสามปีนั้น “ทางอื่นคือทางไหนหรือ…”
หยางหงซี “…”
อยากจะหายใจแรง ๆ แล้วพัดเจ้าสองคนนี้ไปไกล ๆ จริง ๆ!
ปานรูปหยดน้ำ
บทที่ 3 ปานรูปหยดน้ำ
หลังจากกินอะไรรองท้องแล้ว หยางหงซีก็เริ่มมองรอบด้านอย่างไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี จะไปข้างหน้าหรือจะเดินถอยหลังก็ดูน่าสับสนทั้งหมด ผู้คนที่เดินผ่านไปมา บ้างก็แอบมาหย่อนเหรียญอีแปะไว้ให้ ถึงจะไม่ได้ขอแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องเก็บเอาไว้ก่อน
เงินที่ได้รับมาก่อนถูกไล่ออกมีเพียงหนึ่งร้อยอีแปะเท่านั้น แค่หายใจก็แทบจะหมดแล้ว แป้งหนึ่งแผ่นราคาห้าอีแปะ หมายความว่าขั้นต่ำต้องเสียเงินวันละสี่สิบห้าอีแปะโดยที่ไม่รวมน้ำ
เพราะแบบนี้หยางหงซีถึงได้ก่นด่าคุณหนูห้าผู้นั้นจนไม่เหลือชิ้นดี!
ในตอนนี้ไม่ว่าใครจะมาหย่อนเหรียญอีแปะไว้ให้หยางหงซีก็ขอเก็บเอาไว้ก่อนแล้วกัน เพราะไม่รู้ว่าเงินจะหมดตอนไหน จะไม่กินอะไรเลยก็ไม่ได้เสียด้วยสิ หรือว่านางควรจะหางานใหม่กันนะ
“ท่านแม่”
เสียงเรียกแหลมเล็กทำให้หยางหงซีมุ่นหัวคิ้วแล้วหันไปมอง แต่เมื่อเห็นว่าในมือของหยางอวิ้นหานมีอะไรอยู่นางก็เบิกตาโต
ถุงเงินนี่! แถมยังมีถึงสองถุง!
“ไปเอามาจากไหน” ถึงจะดีใจที่มีเงินลอยมาหาตรงหน้าทว่าการขโมยก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี
“ข้าหยิบมาจากพี่ชายสองคนนั้นที่หน้าจวนนายท่านเหมือนท่านแม่ขอรับ”
หยางหงซีกลอกตาครุ่นคิดว่านางไปทำตัวเป็นขโมยมาตอนไหน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านางทำแบบนั้นลงไปจริง ๆ ใบหน้าจึงคลายลง
“ถือเป็นค่าชดเชยที่พวกเขาทำให้พวกเราเจ็บก็แล้วกัน”
เมื่อให้เหตุผลในการยึดเงินผู้อื่นมาได้แล้ว หยางหงซีก็รีบเปิดถุงเงินดูก่อนจะพบว่าได้มาเพิ่มอีกเจ็ดร้อยอีแปะ หากเป็นเช่นนี้ก็น่าจะอยู่ได้อีกเป็นสัปดาห์ ระหว่างนั้นก็ต้องรีบหางานทำเสียก่อน
มาตอนนี้ก็นึกเข้าใจเลยว่าเพราะอะไรเจ้าของร่างเก่าจึงไม่ยอมลาออกทั้งที่ถูกกระทำถึงขนาดนั้น การใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่มีเงินมันเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากจริง ๆ
“หม่ำ ๆ” หยางหรงเฟิงที่กินแป้งทอดหมดแล้วแบมือออกให้มารดาดูว่าตนเองกินอาหารเสร็จแล้ว
“เจ้าเด็กโง่ ถึงขอให้ซื้อขนมข้าก็ไม่ซื้อให้หรอก อย่ามาอ้อนเสียให้ยาก” หยางหงซีชูนิ้วขึ้นมาพลางกล่าวดุด้วยเข้าใจว่าเด็กน้อยอยากกินอาหารอีก
ในใจหมายมั่นเอาไว้ว่าหากเด็กทั้งสองเกิดร้องไห้ขึ้นมาล่ะก็ นางจะรีบเดินหนีไปให้ไกลเลยเชียว หากคิดจะตามนางมาก็ต้องไม่ร้อง ไม่โวยวาย ไม่เอาแต่ใจ!
“หมดแล้ว” หยางหรงเฟิงที่ถูกสอนให้กินอาหารด้วยตนเองจนหมดเอ่ยพูดออกมาอีก
เพราะบิดาและมารดามีงานให้ต้องทำจนล้นมือ คนทั้งคู่จึงต้องสอนให้เด็กน้อยช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่ยังเล็ก คนที่ถูกสอนก็คือหยางอวิ้นหาน ต่อมาหยางอวิ้นหานก็นำมาสอนหยางหรงเฟิงอีกที
ภาษาเด็กเล็กทำให้หยางหงซีย่นหน้าด้วยความไม่เข้าใจ แต่แค่ไม่ร้องไห้โวยวายก็ถือว่าดีไป ถึงนางจะไม่ชอบเด็กเล็ก แต่ก็ใช่ว่านางจะอยากตีเด็ก ๆ พวกนี้ ส่วนมากเวลาได้เจอก็มักจะเดินหนีไปให้ไกลเสียมากกว่า
เมื่อพอมีเงินตั้งตัวได้อีกหลายวัน หยางหงซีก็พยายามเดินหาหนทางทำเงิน ก่อนจะมาที่นี่นางเป็นหน่วยรบพิเศษที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง ค่าตัวในการจ้างงานก็สูงชะลูดอยู่พอตัว ทว่าที่นี่เหมือนว่านางจะใช้ความสามารถของตัวเองได้ไม่เต็มที่
ที่สำคัญเลยคือที่นี่ไม่มีปืน ไม่อย่างนั้นนางคงไปเข้าร่วมกองทัพแล้ว
ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนหรือถามหางานจากหลาย ๆ แห่งก็ไม่มีร้านค้าไหนรับคนเลย นอกจากเรื่องงานแล้วยังมีเรื่องที่หลับนอนอยู่อีก แต่เพราะไม่มีปัญหากับการนอนข้างถนนหยางหงซีจึงไม่รีบร้อนที่จะหา เพราะค่าที่พักก็สามารถนำไปกินอาหารได้ตั้งหลายวัน
“เอ๊ะ” หยางหงซีส่งเสียงฉงนใจออกมาพลางก้มลงมองข้อมือ
นางมองข้อมือของตนเองที่มีรอยปานรูปหยดน้ำปรากฏอยู่ อีกทั้งยังมีรอยแดงจากการเกามาตลอดทาง ตั้งแต่ถูกโยนออกมาจากจวนนั่นนางก็รู้สึกคัน ๆ ข้อมือมาตลอดทาง ที่ผ่านมาก็เอาแต่เกาไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้มองดูว่าถูกแมลงอะไรกัด จนเมื่อได้มองดูจึงได้เกิดฉงนใจขึ้นมา
เท่าที่จำได้จากความทรงจำ หยางหงซีไม่เห็นว่าเจ้าของร่างจะมีปานแดงอยู่ที่ข้อมือแต่อย่างใด แบบนั้นก็หมายความว่านางเพิ่งได้รับปานมาตอนที่ตัวเองเข้าร่างนี้มางั้นหรือ
แต่รอยปานก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจอะไรจากหญิงสาวได้มากนัก หยางหงซีเลิกสนใจแล้วทำเพียงเกาต่อไปเรื่อย ๆ โดยหวังให้มันหายคันเสียที
“หา? เจ้าเนี่ยนะจะมาสมัครเป็นผู้คุ้มกันขบวน”
เมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก สุดท้ายหยางหงซีก็เลือกที่จะหางานซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิต คราแรกนางไม่อยากทำงานนี้เพราะมีเด็กน้อยมาเดินตามต้อย ๆ อีกสองคน ทว่าไม่ว่าจะหางานอย่างไรก็หาไม่ได้ สุดท้ายจึงมาจบลงที่นี่
“ใช่แล้ว พอจะรับข้าเข้าทำงานได้หรือไม่ ข้าค่อนข้างหูตาไว” หญิงสาวเอ่ยถึงจุดเด่นของตนเองออกไป
ถึงจะคุ้นชินกับการใช้ปืนในการต่อสู้ แต่หญิงสาวก็เคยฝึกการต่อสู้โดยใช้มีดสั้นมาบ้าง ถึงจะเคยฝึกมาแค่ตอนที่เข้ารับการทดสอบหยางหงซีก็สามารถคว้าระดับเอสมาได้อย่างสบาย ๆ ส่วนดาบยาวนั้นนางไม่เคยฝึกฝนอย่างจริงจังนัก เพราะในยุคของนางไม่ค่อยนิยมใช้
เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะได้มีดสั้นมาสองเล่มเสียด้วย น่าจะพอใช้ได้อยู่บ้าง
“อย่างเจ้าไม่ต้องเป็นผู้คุ้มกันแต่ไปเป็นนางบำเรอจะดีกว่า ว่าอย่างไรเล่า ข้าให้ค่าแรงวันละสองร้อยอีแปะเชียวนา เจ้าไม่ต้องทำอะไรนอกจากคอยรองรับอารมณ์ของผู้ชายสี่ ห้า คน ว่าไงเล่า”
เมื่อได้ฟังคำพูดของอีกฝ่ายหยางหงซีก็หน้าตึงในทันที มีดสั้นสองเล่มนั่นนำมาทดลองกับเจ้าพวกนี้ก่อนดีหรือไม่นะ
หลังจากลอบนับหนึ่งถึงสามในใจหยางหงซีก็เลือกที่จะไม่เสวนาต่อแล้วหมุนตัวเดินออกไป เพราะเป็นสตรีจึงถูกดูแคลนอย่างนั้นสินะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางได้เจอเรื่องเช่นนี้เสียหน่อย นางย่อมทนได้อยู่แล้ว
“จะไปไหน เจ้าคิดว่าเข้ามาได้ง่าย ๆ แล้วจะออกไปได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ” อีกฝ่ายที่เสนอราคาค่าตัวของหยางหงซีรีบเดินเข้ามารั้งข้อมือของนางเอาไว้
หยางหงซีแค่นเสียงหัวเราะออกมา นางมองไปที่เด็กทั้งสองพลางกล่าว “ออกไปรอข้างนอก”
เด็กน้อยต่างเชื่อฟังคำสั่ง หยางอวิ้นหานจูงมือน้องชายแล้วรีบพาเดินออกไปจากกระโจมรับสมัครนี้ ในขณะที่เหล่าบุรุษในกระโจมต่างพากันเลียริมฝีปากแล้วเคลื่อนตัวเข้าไปหาหยางหรงซีด้วยสายตาล่าเหยื่อ
ข้อมือที่ถูกดึงเอาไว้เลื่อนขึ้นมาที่หน้าอก อีกฝ่ายยกยิ้มขึ้นมาเมื่อสตรีนางนี้รู้หน้าที่กว่าที่คิด แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรก็พบว่าข้อมือของตัวเองมีแผลเป็นทางยาว
ฉึก!
“อะ…อ๊ากกกก!!!” ผู้ชายที่ดึงตัวของหยางหรงซีเอาไว้กรีดร้องออกมาพลางกุมข้อมือของตนเองที่ถูกเฉือนจนเห็นถึงกระดูกด้านใน
หยางหงซีหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ในซุ้มผู้คุ้มกัน มีดสั้นสองเล่มปรากฏอยู่ในมือ โดยที่หนึ่งในนั้นมีเลือดเปรอะอยู่
“ตอนที่ข้าจะไปก็ไม่ควรรั้งเอาไว้สิ รู้ไหม คนจะไปรั้งให้ตายก็ไปอยู่ดี ตอนนี้ก็รั้งไปแล้ว เหลือแค่ตาย”
ชายหนุ่มในซุ้มที่มีอยู่ห้าคนพากันขนลุกเมื่อหญิงสาวตัวเล็กตรงหน้าพูดกับพวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ก็นึกใจดีสู้เสือคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเอาชนะพวกเขาได้แน่ ๆ
มีดสั้นในมือของหยางหงซีถูกหมุนแล้วหันด้านคมชี้ลงพื้น ร่างกายเล็กย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อตั้งท่าในการเคลื่อนไหวถัดไป เมื่ออีกฝ่ายพุ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางที่ดูออกง่ายและเชื่องช้า มีดสั้นในมือก็พุ่งเข้าใส่จุดตายในทันที
คนอื่น ๆ ไม่ทันได้เห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าลงมืออย่างไร รู้ตัวอีกทีสหายของตัวเองก็ลงไปนอนกองเสียแล้ว
หลังจากนั้นภายในกระโจมของชายหนุ่มทั้งหก กับหญิงสาวอีกหนึ่งก็เกิดเสียงดังครึกโครมขึ้นมา ทำเอาคนที่เดินผ่านไปมาพากันส่ายหน้า เพราะคิดว่าพวกเขาทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงกันตอนฟ้าสว่าง