ข้ามเวลาไปเป็นสะใภ้บ้านรองสกุลเมิ่ง
ข้อมูลเบื้องต้น
ย้อนเวลาไปเป็นสะใภ้รองสกุลเมิ่ง เป็นเรื่องราวของเจียงลี่จู หญิงสาววัยย่างเข้า 30 ปี ที่ป่วยมีโรคประจำตัวใกล้จะหมดอายุขัยของเธอในกาลเวลาปัจจุบัน ลี่จูได้ไปไหว้ขอพรที่วิหารเซียนท่านเทพด้ายแดง สิ่งที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นกับตัวเธอ เสียงของชายชราผู้ลึกลับดังขึ้นในระหว่างที่เธอกำลังจะปักธูปลงกระถาง จากนั้นทั้งคู่ได้ทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยมีข้อแม้อยู่ว่าลี่จูมีเวลา 3 วันในการเตรียมตัวซื้อของเข้ามิติ ก่อนที่เธอจะเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในช่วง คศ.1980
เมื่อลี่จูได้เดินทางข้ามกาลเวลามาในปี 1980 เธอมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของบ้านรองสกุลเมิ่ง ที่หมู่บ้านเทียนซวง เมืองกว่างโจว มณฑล กวางตุ้ง หลังจากที่บ้านรองได้หนังสือตัดขาดจากบ้านหลัก ลี่จูก็เริ่มเปิดร้านเต้าหู้ซึ่งเป็นอาชีพเดิมที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในชีวิต รวมไปถึงการค้าขายอย่างอื่นด้วย เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอตกลงปลงใจใช้ชีวิตฉันสามีภรรยากับเมิ่งซูอี้ และเลี้ยงดูเมิ่งพู่พู่ ลูกติดของสามีประดุจสายเลือดของตนเอง ในระหว่างที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี เธอคนนั้นก็ปรากฏตัว
ซูเยว่อิง หรือ คุณหนูซู แม่แท้ ๆ ของเมิ่งพู่พู่ การกลับมาของเธอในครั้งนี้เพื่อทวงคืนผู้ชายที่ควรเป็นของเธอ โดยใช้ลูกสาวที่เป็นสายเลือดของตัวเองเป็นตัวเชื่อมเข้าหาพ่อของลูกอีกครั้ง
หลังจากนี้เราคงต้องลุ้นว่าลี่จูจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง ครอบครัวของลี่จูกับซูอี้จะพังทลายเพราะการกลับมาของคุณหนูซูหรือไม่? ฝากนักอ่านทุกท่านช่วยติดตามและเป็นกำลังใจให้ลี่จูด้วยนะคะ
…ต้าซ้อ…
แนะนำตัวละคร
เจียงลี่จู - นางเอก
ครอบครัวพระเอก
เมิ่งฉือ - พ่อพระเอก
เมิ่งซูเจิน - แม่พระเอก
เมิ่งพู่พู่ - ลูกสาวพระเอก
ครอบครัวปู่เล็ก ผู้อาวุโสตระกูลเมิ่ง (อาของพ่อพระเอก)
เมิ่งหยวน - ปู่เล็ก ผู้อาวุโสของตระกูลเมิ่ง
เมิ่งหมิง - ลูกชายของปู่เล็ก
เมิ่งซิงอี - ลูกสะใภ้ของปู่เล็ก
ผู้พันเมิ่งไฉ - ลูกชายคนโต ของ เมิ่งหมิงกับเมิ่งซิงอี
เมิ่งถิงถิง - ลูกสาวคนเล็ก ของ เมิ่งหมิงกับเมิ่งซิงอี
ครอบครัวบ้านหลักสกุลเมิ่ง
เมิ่งคุน - พี่ชายพ่อพระเอก
เมิ่งหวังเหล่ย - ลูกชาย
เมิ่งหลิวอิ๋ง - ลูกสะใภ้
นางเก่อ - เมียใหม่เฒ่าคุน
เก่อเพ่ยเพ่ย - ลูกสาวนางเก่อ
ฝ่ายของนายท่านหนาน พ่อบุญธรรมของลี่จู
นายท่านหนาน - เจ้านายของเมิ่งซูอี้ + พ่อบุญธรรมของลี่จู
สืออี - ลูกน้องของซูอี้
อาไช่ - ลูกน้องของซูอี้
อาเซียว - ลูกน้องของซูอี้
อาห่าว - อดีตเพื่อน พี่น้อง ที่จ้องจะเอาชนะซูอี้ด้วยทุกวิถีทาง
ลิขสิทธิ์
นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการเพ้อฝันของนักเขียน ชื่อบุคคลและสถานที่ต่าง ๆ ล้วนถูกจำลองมาเพื่อเพิ่มอรรถรสให้กับนักอ่านทุกท่าน หากมีเหตุการณ์ที่เกินจริงหรือไม่สมเหตุสมผล พึงระลึกไว้เสมอว่าท่านกำลังอยู่ในโลกแห่งจินตนาการของนักเขียน เนื้อหาบางส่วนถูกกล่าวถึงและอ้างอิงมาจากประวัติศาสตร์ในยุคสมัยปี 1980 ของประเทศจีน ไรต์ไม่มีเจตนาล่วงเกินผู้ใด สิ่งที่เขียนออกมาเป็นเพียงการถ่ายทอดมุมมองมุมหนึ่งในจิตนาการของนักเขียนเท่านั้น
-------โปรดอ่านเพื่อความบันเทิง------
สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และฉบับเพิ่มเติม พ.ศ.2558 ไม่อนุญาตให้แสกนหนังสือหรือคัดลอกเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาติจากเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วเท่านั้น
ขอพรวิหารเซียน
กลางวิหารเซียนที่เลื่องชื่อเรื่องการขอคู่ครอง เจียงลี่จู หญิงสาวอายุย่าง 30 นั่งขอพรอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาเพื่อขอคู่ผูกด้ายแดงของตนไม่ขาดสาย
"ขอให้ลูกได้พบเจอเนื้อคู่ ผู้ที่มีบุญผูกสัมพันธ์ ขอเทพด้ายแดงช่วยแสดงปาฏิหาริย์ให้ลูกได้พบเจอกับรักแท้ที่มีบุญวาสนาต่อกันด้วยเถิด จะให้แลกด้วยอะไรลูกก็ยอม สาธุ"
เจียงลี่จูกราบไหว้รูปปั้นเทพเจ้าด้ายแดงที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยความศรัทธาเลื่อมใส หรือจะเรียกว่านี่เป็นความหวังเดียวของเธอก็ว่าได้
ลี่จูอายุย่างเข้า 30 แล้ว แต่ยังไม่เคยมีแฟนเลยสักคน จะว่าหน้าตาของเธอไม่สวยก็ไม่ใช่ หลายปีที่ผ่านมาลี่จูต้องแบกรับช่วงร้านเต้าหู้ต่อจากมารดาที่ล่วงลับไปด้วยโรคร้าย แต่มิวายจะส่งต่อมาให้เธอด้วยการถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม
แต่สาวน้อยก็ไม่ทำให้มารดาผิดหวัง หลังจากที่สูญเสียเสาหลักเพียงคนเดียวไปในตอนที่เธออายุเพียง 20 ปี ลี่จูก็ตั้งหน้าตั้งตารับช่วงร้านเต้าหู้ต่อ ทั้งยังขยายฐานตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าออนไลน์และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนตอนนี้เธอมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเต้าหู้หลายอย่าง และเป็นที่รู้จักในแวดวงแม่ค้าออนไลน์หน้าใหม่ไฟแรง
ที่น่าเสียดายก็คือ เธอไม่สามารถได้ลิ้มลองรสชาติผลิตภัณฑ์ของตัวเองซักเท่าไหร่ เพราะถั่วและธัญพืชต่าง ๆ ถือเป็นของต้องห้ามของโรคประจำตัวที่เธอเป็นอยู่ มีเพียงช่วงที่คิดค้นสูตรใหม่ ๆ เท่านั้นที่เธอจะได้ชิมด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นก็เป็นเวลาที่เธอเฝ้ารออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ทันทีที่ลี่จูปักธูปลงในกระถางใหญ่ บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มเย็นเยียบจนขนกายลุกซู่ แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือผู้คนที่คุยจอแจอยู่รอบกายเธอหายไปจนหมดสิ้น ราวกันว่าไม่เคยมีใครเข้ามาในนี้มาก่อน
"แม่หนู เจ้าจะยอมแลกทุกอย่างจริงรึ?"
"นะ..นั่นใครคะ ลุงหลบอยู่ตรงไหนเดินออกมาเถอะ"
หญิงสาวเริ่มหันซ้ายแลขวาเพื่อมองหาที่มาของเสียง แต่ก็มีเพียงความว่างเปล่าจนเธอเริ่มหวาดกลัวกับเรื่องแปลกประหลาดที่พบเจอ
"เจ้ามั่นใจรึว่าอยากให้เราปรากฏตัวให้เห็น"
"…"
ลี่จูเริ่มไม่แน่ใจในตัวเองว่าจะสามารถรับไหวกับเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้หรือไม่ แม้เสียงที่ลี่จูได้ยินจะดูนุ่มนวลดุจกิ่งหลิวพลิ้วไหว แต่ก็แฝงไปด้วยบารมีน่าเกรงขามเฉกเช่นผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
"ที่เจ้ามาวันนี้เพราะต้องการขอคู่ผูกด้ายแดง และยอมทำการแลกเปลี่ยนกับเราผู้เฒ่าทุกอย่างใช่หรือไม่?"
"ชะ..ใช่ค่ะ แต่ท่านคงไม่เอาชีวิตหนูใช่ไหมคะ แล้วคนในวิหารหายไปไหนหมด หนูคงไม่ต้องการเป็นผีเฝ้าที่นี่หรอกนะคะ"
เจียงลี่จูเริ่มใจคอไม่ดี ยิ่งนึกถึงเรื่องราวเร้นลับที่ถูกเล่าขานกันปากต่อปากที่ว่า ผีบังตา ที่ทำให้คนอื่น ๆ ไม่สามารถมองเห็นเจ้าตัวได้ นั่นยิ่งทำให้เธอเริ่มหวาดกลัวตื่นตระหนก
"ตายแล้วอย่างไร ไม่ตายแล้วอย่างไร การตายอาจจะเป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่ในอีกสถานที่หนึ่งก็เป็นได้ แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป เราผู้เฒ่าไม่บีบบังคับแต่จะทำการแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เจ้าพร้อมจะรับฟังหรือไม่?"
"พะ..พร้อมค่ะ ท่านพูดมาได้เลย"
ในเวลานี้ลี่จูยังไม่เชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองพบเจอเป็นเรื่องจริง เธอรีบตอบรับตามน้ำเพื่อให้ทุกอย่างผ่านไปให้เร็วที่สุดเพื่อให้ตัวเองได้ออกไปจากตรงนี้ ลี่จูเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเพียงการจัดฉากแสดงละครของใครบางคนเท่านั้น แต่เหตุใดร่างกายของเธอจึงไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกเดินก็ไม่อาจรู้ได้
"โรคร้ายที่เจ้าเป็นอยู่ เนื้อคู่ที่เจ้าถวิลหา ธัญพืชอาหารที่เจ้าเฝ้ารอจะลิ้มรสได้เต็มอุรา ทุกอย่างเจ้าจะสมหวังตามที่เจ้าต้องการ แต่เจ้าต้องแลกมาด้วยการไปอยู่ในอีกสถานที่แห่งหนึ่งที่ล้าหลัง น้ำท่าอาหารล้วนไม่บริบูรณ์ แต่เจ้าไม่ต้องห่วงเพราะเจ้าสามารถจัดเตรียมสิ่งของไปจากภพนี้ได้ เพื่อเตรียมความพร้อมกับยุคที่ยากลำบาก ณ กาลเวลานั้นทุกอย่างกำลังฟื้นฟู มีหลายคนที่รอการมาของเจ้าอยู่"
"ยุคที่ยากลำบาก?"
หญิงสาวแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง หรือนี่เธอกำลังเป็นนักแสดงประกอบที่กำลังทำการถ่ายทำละครอย่างนั้นหรือ
"คู่ผูกด้ายแดงของเจ้าเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของบ้านรองสกุลเมิ่ง ครอบครัวนี้ถูกกดขี่จากบ้านหลักมานานด้วยคำว่า"บุญคุณ" ที่ค้ำคออยู่ ชีวิตของพวกเขาน่าเวทนาไม่น้อย เราผู้เฒ่าเชื่อว่าเจ้าสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ เจ้าต้องการสามี เราผู้เฒ่าใจดีแถมลูกน้อยให้อีกหนึ่งชีวิต ว่าอย่างไร เจ้าตกลงทำการแลกเปลี่ยนกับเราหรือไม่?"
"ห๊า!! เดี๋ยวนะคะ สามีในอนาคตของฉันจะมีลูกติดมาด้วยอย่างนั้นเหรอ โอ้แม่เจ้า"
ลี่จูแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยิน รูปปั้นผู้เฒ่าด้ายแดงก็ช่างมีเมตตาแท้ ขอสามีแถมลูกมาให้ด้วย เรียกว่าแลกเปลี่ยนจบครบในที่เดียว
"ใช่ ให้สามีแถมลูกสาววัยกำลังน่ารักน่าชัง แต่เจ้าอย่าได้หวั่นใจไป ในอนาคตเจ้าจะสุขล้นเพราะพวกเค้า อาจจะลำบากบ้างในช่วงเริ่มต้น แต่อย่างที่บอกว่าเจ้าสามารถเตรียมสิ่งของไปจากที่นี่ได้ แต่ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับเจ้า คือโรคร้ายที่เป็นอยู่จะมลายหายไป อย่าลืมสิว่าเจ้ามีเวลาอีกไม่นานแล้ว จริงหรือไม่?"
เรียวคิ้วสวยขมวดเป็นปมด้วยความแปลกใจ ลี่จูมั่นใจว่าเธอไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่ลูกน้องในร้านเกือบ 40 ชีวิตก็ไม่มีใครล่วงรู้อาการป่วยของเธอ เพราะเธอเองก็ไม่อยากให้ทุกคนเป็นกังวลว่าวันไหนเจ้านายจะตายจากแล้วปล่อยลอยแพลูกน้องอีกหลายสิบชีวิต
"…"
ตอนนี้หญิงสาวเพียงคิดว่าสิ่งที่เธอกำลังเจอ อาจจะมีใครบางคนจัดฉากทุกอย่างเอาไว้เพื่อกลั่นแกล้งเธอ มีอย่างที่ไหนจะทำให้คนทั้งคนย้ายกาลเวลาไปอยู่ในยุคนั้นยุคนี้ได้ตามใจชอบ ทำอย่างกับมีไทม์แมชชีนย้อนเวลาเหมือนโดเรม่อนก็ไม่ปาน
"เราผู้เฒ่าไม่รู้จักอะไรชีน ๆ อย่างที่เจ้ากำลังคิดหรอกหนาแม่หนู แต่เรื่องข้ามกาลเวลาไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด เพียงแต่เจ้าต้องไปในรูปแบบของดวงวิญญาณเท่านั้น"
"ระ..รู้ได้ยังไงว่าหนูคิดอะไร!"
ดวงตาคู่กลมโตเท่าไข่ห่าน นี่ผู้เฒ่าด้ายแดงรู้กระทั่งความคิดของคนเชียวหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นก่อนหน้านี้….
"ไม่ต้องกลัวไปหรอกแม่หนู เราผู้เฒ่าไม่คิดที่จะบังคับฝืนใจใคร ทางเดินของเจ้า เจ้าล้วนต้องตัดสินใจด้วยตนเอง"
"ถ้าหนูตกลง หนูจะได้เจอคู่ผูกด้ายแดงพร้อมกับได้ลูกสาวเป็นของแถมมาด้วยใช่ไหมคะ?"
"เป็นเช่นนั้น"
"แล้วถ้าหนูไม่ตกลงล่ะคะ?"
"สำหรับที่นี่เวลาของเจ้าเหลือไม่มากแล้ว หากเจ้าไม่ตกลง หลังจากความตายวิญญาณของเจ้าจะถูกนำไปสู่การตัดสินชำระบาป หลังจากนั้นก็สุดแล้วแต่เวรแต่กรรมที่เจ้าทำมา"
เสียงของผู้เฒ่าด้ายแดงก้องกังวานไปทั่วทุกทิศ จนลี่จูรู้แล้วว่าต่อให้มองหาที่มาของเสียงไปทั่วทุกทิศทางก็ไม่อาจเป็นผล ตอนนี้ลี่จูเริ่มมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติจริง ๆ
"…"
"แต่หากเจ้าตกลงทำการแลกเปลี่ยนกับเราผู้เฒ่า เจ้าจะได้เริ่มต้นลิขิตชีวิตตัวเองใหม่อีกครั้ง ไร้โรคภัยชีวิตยืนยาว ช่วยบ้านรองสกุลเมิ่งให้หลุดพ้นจากการกดขี่ของบ้านหลัก ช่วยพวกเขาก็เหมือนช่วยตัวเจ้าเอง"
ใบหน้าของลี่จูเรียบนิ่งไร้อารมณ์ใด ๆ ฉายออกมาให้เห็น ทว่าภายในใจของเธอกลับกำลังชั่งตวงว่าสิ่งไหนจะดีกับเธอที่สุด หรือหากตอบตกลงไปแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้
คิดได้ดังนี้ลี่จูจึงตอบ"ตกลง" แต่ไม่ได้เอ่ยออกมาจากปาก มีเพียงใบหน้าเรียบนิ่งไม่บ่งบอกว่าเธอกำลังคิดอะไร
"…"
"หึ! เอาตามนั้น คืนนี้เจ้าจะได้รู้ว่าร่างที่เจ้าต้องเข้าไปอยู่ รวมถึงคู่ผูกด้ายแดงของเจ้าจะมีเรื่องราวเป็นเช่นไร จงจำเอาไว้ว่า ความศรัทธาเป็นดั่งดวงตาที่ทำให้เรามองเห็นได้ในความมืด หลังจากนี้อีก 2 วัน เรื่องราวที่เกี่ยวกับเจ้าในกาลเวลานี้จะมลายหายไปกับสายลม ผู้คนจะลืมเลือนการมีตัวตนของเจ้าไปจนหมดสิ้น"
"…"
โอ้แม่เจ้า…ท่านผู้เฒ่ารู้หรือนี่ หรือจะเป็นเพราะศรัทธาที่นำพาเรามาที่นี่ แล้วได้พบเข้ากับเรื่องประหลาดแบบนี้
ร่างอรชรก้มคำนับเพื่อเป็นการบอกลา เพียงแค่เธอเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับผู้คนมากมายที่เข้ามาในวิหารเซียนแห่งนี้ แม้กระทั่งข้างจุดที่เธอนั่งอยู่ก็มีหนุ่มสาวหลายคนที่นั่งอยู่ด้วย สิ่งนี้ทำให้ขนกายของลี่จูลุกซู่โดยไม่มีเหตุผล เรื่องที่เกิดขึ้นไม่สามารถหาคำอธิบายได้เลยว่าภายใน 3-4 วินาที เหตุใดโถงวิหารที่ว่างเปล่าถึงเต็มไปด้วยผู้คนที่มากราบไหว้จนเนืองแน่นขนาดนี้
"ลี่จูเอ๋ยลี่จู เธอเป็นหนึ่งในร้อยหรือเป็นหนึ่งในล้านกันนะ จะมีใครพบเรื่องแปลกประหลาดแบบเธอหรือไม่?"
ในขณะที่กำลังเดินสวนผู้คนมากมายออกไปจากวิหารเซียน ลี่จูได้หันกลับไปมองผู้คนที่อยู่รอบ ๆ อีกครั้ง พร้อมกับพรั่งพรูคำถามที่ค้างอยู่ในใจออกมาด้วย
ห้วงแห่งความฝัน
กลางดึกคืนนั้น
"นังแพศยา อย่าคิดนะว่าฉันจะยอมให้แกมาเป็นเมียน้อยพี่หวังเหว่ยได้เลย รอให้ฉันตายไปก่อนแกถึงจะได้ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังนี้!"
เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ
เสียงด่าทอต่างๆ นานา รวมถึงฝ่ามือที่ฟาดใส่ใบหน้ามนจนเกิดร่องรอยสีแดงช้ำโชว์หราอย่างเห็นได้ชัด สาวน้อยผู้ถูกกระทำผอมบางร่างปลิวลมไม่มีแม้แต่แรงที่จะลุกขึ้นสู้ เสื้อผ้าการแต่งตัวของเธอก็เก่าจนแทบจะหลุดลุ่ยติดมือออกมาเป็นชิ้น ๆ แม้หน้าตาของหญิงสาวจะมีเค้าโครงที่สวยและมีเอกลักษณ์ แต่ก็ถูกความเศร้าหมองกลืนกินความงามไปหมดจนไม่หลงเหลือ
"ฮึก ยะ..อย่าทำฉัน ได้โปรด ฮึก"
เพี๊ยะ
"หุบปากแกไปเลย คิดว่าฉันไม่รู้รึยังไงว่าป้าของแกพยายามยัดเยียดร่างกายของแกมาขัดดอกที่ยืมไป นี่ก็คงหวังจะเอาความสาวเข้าแลกให้ตัวเองสบายสินะ ทุเรศจริง ๆ!"
หลิวอิ๋ง ภรรยาของเมิ่งหวังเหว่ย ลูกชายเพียงคนเดียวของเฒ่าเมิ่งคุน ที่เป็นหัวหน้าบ้านหลักของสกุลเมิ่งเอ่ยด้วยความเดือดดาล มีอย่างที่ไหนที่ลูกหนี้ของสามีเธอคิดจะเอาตัวหลานสาวมาดึงความสนใจไปจากเธอ หากเป็นเช่นนั้น หากเธอยอมให้สามีนอนกับผู้หญิงขัดดอกพวกนี้ เธอไม่ต้องตกกระป๋องเพราะแพ้ให้กับความสาวความสวยของเด็กสาวตรงหน้าหรอกหรือ
"มะ…ไม่ใช่ ฉันไม่ได้จะทำแบบนั้น ฮึก"
สาวน้อยที่จิตใจบอบช้ำร้องไห้ออกมาอย่างน่าเวทนา เธอมองไปรอบห้องเพื่อมองหาสิ่งของป้องกันตัวแต่ก็เจอเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น 3 วันแล้วที่เธอถูกพามาขัดดอกให้กับบ้านเมิ่งแห่งนี้ นับแต่วันแรกจวบจนวันนี้เธอก็ถูกขึงไว้ในห้องเล็ก ๆ โดยไม่มีข้าวปลาอาหารตกถึงท้องเลยสักเม็ด
"หึ! หน้าฉันเหมือนคนโง่นักรึไง!"
ไม่รู้เหตุใดหลิวอิ๋งจึงได้ชิงชังเด็กสาวตรงหน้ายิ่งนัก ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไรให้เธอด้วยซ้ำ แต่พอมองเห็นเค้าโครงความงามของเด็กสาวก็ทำให้หลิวอิ๋งเริ่มร้อนรนในใจ
"ฮึก ให้ฉันไป หะ..ให้ฉันไปทำงานที่อื่นก็ได้"
คำพูดของเด็กสาวทำให้หลิวอิ๋งนึกบางอย่างขึ้นได้ แต่เธอก็ไม่วายที่จะใช้ท่อนไม้ที่ถือติดมือมาฟาดไปที่ร่างบางตรงหน้าอยู่หลายครั้งเพื่อคลายโทสะจนคนตรงหน้าสลบไป
ตุ๊บ! ตุ๊บ! ตุ๊บ! ตุ๊บ!
"อั๊ยหยา อาอิ๋ง พอแล้ว ๆ เดี๋ยวก็ตายกันพอดี จิ๊! น่าเสียดายจริง ๆ"
หลิวอิ๋งหันมองสามีด้วยสายตาคาดโทษ หากว่าเธอฟังไม่ผิดสามีของเธอกำลังเสียดายเด็กสาวตรงหน้าเป็นแน่ กว่าเธอจะได้มาอยู่จุดนี้ต้องทนลำบากฟาดฟันกับผู้หญิงของเมิ่งหวังเหล่ยมาไม่น้อย
"พี่หมายความว่ายังไง? เสียดายอะไร!"
"ไม่ใช่จ้ะไม่ใช่ อาอิ๋งอย่าเข้าใจฉันผิดสิ ฉันก็แค่กลัวว่าเด็กนี่จะมาตายในบ้านของเรา ถ้าเป็นอย่างนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ"
แม้ว่าสามีของเธอจะปฏิเสธแต่หลิวอิ๋งย่อมรู้ดีว่าเมิ่งหวังเหล่ยเป็นคนอย่างไร ยิ่งสายตาหื่นกระหายที่สามีของเธอใช้มองเด็กสาวตรงหน้า หากเธอยังเก็บเด็กสาวคนนี้ไว้ในบ้าน สักวันคงเป็นเธอที่ต้องตกลำบาก
"ป้าของนังเด็กนี่เป็นหนี้พี่เท่าไหร่"
ผู้ชายเพียงคนเดียวที่อยู่ในห้องจ้องมองภรรยาที่กำลังเอ่ยถามด้วยความสงสัย เดิมทีเมิ่งหวังเหล่ยกับเมิ่งคุนผู้เป็นพ่อชอบปล่อยเงินกู้ให้นักพนันที่เข้าไปเล่นในบ่อนอยู่เป็นประจำ ลูกหนี้บางคนไม่มีเงินชดใช้ก็นำสิ่งของมาแลกเปลี่ยน บางคนก็นำลูกหลานมาขายขัดดอก แต่ก็ไม่เห็นภรรยาของเขาจะสนใจอะไรนอกจากนั่งนับเงินใช้ชีวิตมีความสุขไปวัน ๆ
"200 หยวน ว่าแต่อาอิ๋งถามทำไมเหรอ?"
หลิวอิ๋งไม่ได้ตอบกลับแต่เธอกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง อย่างน้อยตัวเธอและสามีก็จะได้ไม่ต้องขาดทุน อีกทั้งตำแหน่งภรรยาของเธอก็ยังมั่นคงเช่นเดิม
"พวกที่อยู่ข้างนอกเข้ามานี่ซิ"
คนงานชาย 2 คนรีบเดินตรงเข้ามาทันทีที่คุณนายของบ้านเรียกหา
"ครับคุณนาย"
"ลากตัวนังนี่ไปที่บ้านรองเดี๋ยวนี้"
ใบหน้าหลิวอิ๋งพยักพเยิดไปที่ร่างอรชรที่นอนหมดสติอยู่กลางห้องมืด
"ครับ/ครับ"
ร่างของเด็กสาวถูกยกขึ้นอย่างง่ายดาย ทันทีที่ร่างกระทบเข้ากับแสงสว่างรอยฟกช้ำทั้งเก่าใหม่ บาดแผลที่เกิดจากการถูกทำร้ายฉายชัดขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น ก่อนที่ร่างของเด็กสาวจะถูกวางลงบนรถเข็นแล้วมุ่งตรงไปที่บ้านรองสกุลเมิ่งตามคำสั่งคุณนายของบ้าน
"อาอิ๋ง เธอจะทำอะไร"
เมิ่งหวังเหล่ยเอ่ยถามภรรยาด้วยสายตาสุดแสนจะเสียดาย อ้อยเข้าปากช้างแล้วแท้ ๆ แต่กลับจำใจต้องปล่อยให้คนอื่นหยิบออกไปเสียได้
"ฉันจะหาเมียให้ญาติผู้น้องของพี่ไงล่ะ อีกอย่างถ้าเอาตัวนังเด็กนั่นไว้ที่นี่ ฉันว่าเราไม่มีทางได้เงินคืนแน่ ๆ แต่ถ้าพี่ทำตามแผนของฉัน พี่จะได้เงิน 200 หยวนคืน แล้วก็ยังได้คำว่าบุญคุณเอาไว้คอยกดขี่บ้านรองด้วยไง หรือพี่ไม่อยากทำเรื่องสนุก ๆ"
คำพูดของหลิวอิ๋งทำให้แววตาของเมิ่งหวังเหล่ยเป็นประกายกลับขึ้นมาอีกครั้ง เมียของเขาก็ช่างรู้ใจจริงแท้ ฉลาดแบบนี้สมแล้วที่เขาเลือกให้มาเป็นภรรยาที่คอยดูแลเรื่องเงินทอง
"จุ๊บ อาอิ๋งนี่รู้ใจฉันจริง ๆ ไปเร็วเข้าเดี๋ยวฉันไปเรียกพ่อก่อนนะ"
หญิงสาวยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อการชักจูงของเธอประสบผลสำเร็จ สามีของเธอกับบิดาชื่นชอบการกดขี่ข่มเหงบ้านรองมากแค่ไหนมีหรือที่เธอจะไม่รู้ หากจะโทษก็ต้องโทษที่โชคชะตา ใครบอกให้ครอบครัวนั้นมาเกิดเป็นลูกเมียน้อยกันล่ะ เช่นนี้แล้วจะโทษใครได้
หลิวอิ๋ง เมิ่งหวังเหล่ยและเมิ่งคุนผู้เป็นพ่อเดินนำหน้าลูกน้องที่กำลังเข็นรถเคลื่นย้ายร่างของเด็กสาวมุ่งหน้าผ่ากลางหมู่บ้านไปที่กระต๊อบเก่า ๆ ที่อยู่ปลายทุ่งของบ้านรองอย่างมีความสุข เพียงแค่คิดว่าจะได้ทับถมบ้านรอง ใจของทั้งสองพ่อลูกก็เป็นสุขแล้ว
"อาฉือ อาฉือนายอยู่ไหม?"
เมิ่งฉือได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็รีบละมือจากการเหลาไม้ไผ่แล้วเดินออกมาดูที่หน้าบ้านพร้อมกับเมิ่งซูอี้ผู้เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของตน
"พี่ใหญ่ มีเรื่องอะไรรึเปล่า ยังไม่ถึงวันที่ต้องส่งเงินเดือนไม่ใช่เหรอครับ"
ชายวัย 50 ปลาย ๆ เอ่ยถามพี่ชายที่มาเยือนถึงหน้าบ้าน ปกติแล้วหากไม่ใช่ว่าถึงวันที่ต้องส่งเงินเดือนให้บ้านหลักเพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพชน คนที่บ้านนั้นไม่มีทางมาเหยียบที่กระต๊อบปลายทุ่งแน่นอน นอกเสียแต่ว่า….
"ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันแค่เห็นว่าลูกชายของนายน่าจะมีเมียคอยช่วยเหลืองานในบ้านได้แล้ว มีอย่างที่ไหนกันไปทำงานตั้งหลายปีแต่หอบลูกกลับมาแทนที่จะเป็นเงิน หึ!"
เมิ่งคุนตั้งใจพูดกระทบเมิ่งซูอี้ที่ยืนอยู่ข้างเมิ่งฉือน้องชายต่างมารดาของเขา ชีวิตของเด็กหนุ่มคนนี้ก็คงจะขี้แพ้ขี้ขลาดไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อสักเท่าไหร่ ดูอย่างเมิ่งฉือสิ! ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็เชื่อฟังไปเสียหมด ยิ่งยกเรื่องบุญคุณและความกตัญญูขึ้นมาพูด ไม่แคล้วที่เมิ่งฉือจะยอมทำตามที่เขาสั่งทุกอย่าง
"แล้วรถเข็นด้านหลังนั่นคือใครเหรอพี่ใหญ่ ดูท่าไม่ค่อยดีเลยนะครับ พาไปหาหมอไม่ดีกว่าเหรอ"
"ไม่ต้อง ๆ เปลืองเงินเปลืองทองเปล่า ๆ ต่อไปนี้ผู้หญิงคนนี้จะมาอยู่ที่นี่ในฐานะลูกสะใภ้ของนายนะอาฉือ ขอให้พวกนายโชคดีแล้วอย่าลืมว่าบ้านหลักของพวกเราดีกับนายขนาดไหน มีความสุขมาก ๆ นะหลานชาย อ้าว พวกแกทำไมยังไม่เอาตัวหลานสะใภ้ของฉันลงมาล่ะ"
"ครับ ๆ "
เมิ่งฉือกับลูกชายต่างก็มองหน้ากันด้วยความมึนงง เรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนพวกเขายังไม่ทันได้พูดอะไร ร่างของเด็กสาวก็ถูกย้ายมาวางไว้ที่แคร่หน้าบ้านแล้ว
"เดี๋ยวก่อนครับลุงใหญ่ นี่มันเรื่องอะไรกัน พวกเราไม่รู้จักเธอแล้วจะให้เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน"
เมิ่งซูอี้เริ่มแสดงอาการไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น สภาพของครอบครัวเขาก็แย่เต็มทีแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปรับจ้างหาเงินได้มาเท่าไหร่ก็ต้องถูกส่งเข้าไปที่บ้านหลักเพื่อแสดงความกตัญญู ไหนจะมีลูกน้อยที่ยังต้องดูแลอีก แล้วนี่บ้านหลักยังจะหาเรื่องร้อนใจมาให้พวกเขาอีกทำไมกัน
"อย่ามาเสียงดังใส่ฉัน! ทำไมนายไม่รู้จักสั่งสอนลูกบ้างล่ะอาฉือ ถึงนายจะไม่มีความรู้ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เรื่องความกตัญญูนายต้องสอนลูกบ้างสิ!"
เมิ่งคุนไม่ลืมที่จะหยิบยกปมด้อยของน้องชายต่างมารดาขึ้นมาบดขยี้ ก่อนจะเหยียบซ้ำด้วยคำพูดที่ว่า ไม่รู้จักสั่งสอนลูก
"ขอโทษด้วยครับพี่ใหญ่ ต่อไปผมจะอบรมลูกให้ดี ส่วนแม่หนูคนนี้….เดี๋ยวพวกเราจะช่วยกันดูแลเธอเองครับ"
"หึ! ก็แค่นั้น"
หลังจากที่เมิ่งคุนพูดจนพอใจแล้ว จึงเป็นคราวที่ลูกชายจะได้วางระเบิดลูกใหญ่ต่อก่อนจะเดินกลับ
"อ้อ ดูเหมือนพ่อฉันจะลืมบอกบางเรื่องให้นายรู้นะซูอี้ ภรรยาของนายคนนี้ เป็นหนี้ฉันอยู่ 200 หยวน นายต้องหาเงินมาชดใช้ให้ฉันทุกเดือนพร้อมกับเงินรายเดือนที่ส่งอยู่เป็นประจำ เงินเดือน 10 หยวน เงินใช้หนี้อีก 20 หยวน 10 เดือนต่อจากนี้บ้านรองต้องส่งเงินเข้าบ้านหลักเดือนละ 30 หยวน เข้าใจตรงกันนะ"
พ่อลูกบ้านหลักพูดจบก็เดินกลับบ้านของตนเองพร้อมหลิวอิ๋งและลูกน้องอย่างมีความสุข ทิ้งไว้เพียงพ่อลูกบ้านรองที่กำลังอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ไหนจะร่างที่นอนหมดสติอยู่บนแคร่นั่นอีก ไม่รู้ว่าป่านนี้จะยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่
"อาซูอี้ มาช่วยพ่อพาน้องเข้าบ้านก่อนเร็วเข้า"
พ่อเฒ่าฉือมองดูร่างที่นอนหมดสติด้วยความเวทนา ดูเอาเถิดว่าคนที่โชคร้ายกว่าเขาก็ยังมีอีกมาก เด็กสาวคนนี้แม้แต่ลมหายใจก็จะรักษาเอาไว้ไม่ได้
"เฮ้อ เอาเถอะ ถือว่าช่วยเอาบุญ"
เมิ่งซูอี้ถอนหายใจยาว ๆ แล้วมองตามแผ่นหลังของสตรีเพียงคนเดียวในกลุ่มคนที่กำลังเดินจากไป ก่อนจะเดินเข้าไปอุ้มเด็กสาวที่นอนไม่ได้สติอย่างระมัดระวัง รอยฟกช้ำกับบาดแผลเล็กใหญ่มากมายบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเด็กสาวคนนี้ต้องผ่านเรื่องเลวร้ายมาไม่น้อย เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อเธอฟื้นขึ้นมาแล้วจะมีนิสัยใจคอเป็นเช่นไร
เฮือก!
เจียงลี่จูสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความรู้สึกที่หดหู่ ภาพในห้วงแห่งความฝันทุกอย่างยังคงฉายชัดอยู่ในโสตประสาทของเธอ แต่เหตุใดไม่รู้เหมือนกับว่าเธอได้เข้าไปอยู่ตรงนั้น ความเจ็บปวดที่เด็กสาวได้รับทำให้เธอน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ฮึก นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมใจร้ายขนาดนี้ ฮึก นี่มัน…."
หญิงสาวรู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติในตอนที่เธอจะเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดน้ำตา แหวนหนึ่งวงพร้อมกับกระดาษหนึ่งใบถูกวางทิ้งไว้ที่โต๊ะข้างเตียงนอนพร้อมกับข้อความว่า…
คู่มือการใช้แหวนมิติ
เฮือก!
เจียงลี่จูสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความรู้สึกที่หดหู่ ภาพในห้วงแห่งความฝันทุกอย่างยังคงฉายชัดอยู่ในโสตประสาทของเธอ แต่เหตุใดไม่รู้เหมือนกับว่าเธอได้เข้าไปอยู่ตรงนั้น ความเจ็บปวดที่เด็กสาวได้รับทำให้เธอน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ฮึก นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมใจร้ายขนาดนี้ ฮึก นี่มัน…."
หญิงสาวรู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติในตอนที่เธอจะเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดน้ำตา แหวนหนึ่งวงพร้อมกับกระดาษหนึ่งใบถูกวางทิ้งไว้ที่โต๊ะข้างเตียงนอนพร้อมกับข้อความว่า… คู่มือการใช้แหวนมิติ
"สตรีผู้นั้นคือร่างที่เจ้าต้องเข้าไปอยู่และใช้ชีวิตสืบไป รวมถึงบ้านรองสกุลเมิ่งที่ถูกกดขี่มาเป็นเวลานาน เราผู้เฒ่าต้องฝากเจ้าช่วยดูแลแล้ว จงระมัดระวังในการใช้ชีวิต เจ้าต้องไปอยู่ในยุคที่บ้านเมืองเพิ่งผ่านแร้นแค้นมาได้ไม่นาน ยังไม่ถือว่าสถาณการณ์ดีขึ้นเท่าไหร่ ผู้คนอดอยากต้องกัดฟันดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด แหวนวงนั้นเป็นแหวนมิติ เจ้าสามารถอ่านวิธีการใช้ที่เราบันทึกเอาไว้ให้ที่ด้านหลังกระดาษได้ จำเอาไว้ว่าเจ้าเหลือเวลาเพียง 2 วันก่อนที่เรื่องราวการมีอยู่ของเจ้าจะเลือนหายไปจากการเวลานี้ อย่าคิดจะหนีโชคชะตา หากเจ้าทำเช่นนั้นคงไม่มีเวลาเพียงที่จะจัดเตรียมสิ่งของ คนที่ต้องลำบากมิวายจะเป็นตัวเจ้าเอง เอาล่ะ เราผู้เฒ่าจะมารับวิญญาณของเจ้าในตอนเที่ยงคืนอีก 2 วันข้างหน้า หลังจากนั้นตัวตนของเจ้าจะสลายหายไปโดยไม่มีใครจดจำเจ้าได้"
เสียงนั้นอีกแล้ว ลี่จูจำได้ดีว่าเป็นเสียงเดียวกันที่เธอได้ยินเมื่อตอนกลางวันไม่มีผิดเพี้ยน หญิงสาวที่กำลังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอมองไปรอบ ๆ ห้องไม่ว่าจะเป็นบานประตูหน้าต่างก็ล้วนถูกปิดล็อกอย่างสนิท แล้วเสียงนั้นจะมาจากที่ไหนได้นอกเสียจาก…
"…"
"อย่ามัวแต่เสียเวลาไปกับความสงสัย โลกใบนี้ยังมีกาลเวลาและมิติลี้ลับอีกมากมายที่ทับซ้อนกันอยู่ เจ้าไม่ใช่คนแรกที่ได้ข้ามกาลเวลาเช่นนี้ เพียงแต่ทุกคนถูกจัดให้อยู่ต่างสถานที่เพื่อจะได้ช่วยเหลือคนใกล้ตัวได้ทั่วถึงก็เท่านั้น"
"ค่ะ หนูเข้าใจแล้ว"
ทันทีที่เจียงลี่จูตอบรับ สายลมเย็นเยือกพัดผ่านปะทะเข้าใบหน้าของเธอจนเส้นผมพลิ้วไหว ลมมาจากไหน? เธอไม่ได้เปิดพัดลมไม่ได้เปิดแอร์เพราะเป็นคนขี้หนาว จะเป็นสายลมจากไหนได้นอกเสียจาก… เมื่อได้รับรู้สิ่งที่กำลังจะมาถึงหญิงสาวไม่อาจนิ่งดูดายต่อไปได้
เธอหยิบโน้ตบุ๊คที่อยู่ข้างเตียงขึ้นมาเปิดค้นหายุคมืดตามที่ผู้เฒ่าด้ายแดงได้บอกไว้ บวกกับภาพในความฝันเธอพอจะดูออกว่าการแต่งกายและสภาพบ้านเรือนของผู้คนเหล่านั้นน่าจะเป็นยุคที่เกิดการปฏิวัติไปจนถึงยุคที่บ้านเมืองกำลังฟื้นฟู ลี่จูสั่งปริ้นเอกสารออกมาหลายชุดตามที่หาข้อมูลได้เพื่อเตรียมพร้อมสิ่งของต่าง ๆ ที่เธอต้องเตรียมไป
"แหวนมิติงั้นเหรอ ลองดูหน่อยแล้วกัน"
เมื่อหาข้อมูลได้มากพอสมควรแล้วลี่จูจึงหันมาอ่านรายละเอียดในคู่มือการใช้มิติ ก่อนที่เธอจะสวมแหวนนั้นแล้วใช้สัมผัสกับสิ่งของแล้วพูดคำว่า"เก็บ"เบา ๆ หมอนที่อยู่ตรงหน้าก็หายไปภายในพริบตา
พรึบ
"โฮ๊ะ! ทำได้จริง ๆ เหรอเนี่ย"
ยิ่งเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหญิงสาวยิ่งตื่นเต้น เธอเดินไปหาสิ่งของที่เธอเก็บไว้และไม่ได้ใช้มานานแล้วเก็บเข้ามิติไปจนหมด รวมถึงเสื้อผ้าสิ่งของของแม่เธอด้วย หากจะไม่ได้กลับมาที่นี่แล้วเธอไม่อยากจะทิ้งสิ่งของของแม่ให้สูญหายเสียเปล่าไปตามสายลม
"เก็บไปเยอะแล้วนะเนี่ย ไหนลองดูตอนเปิดมิติซิ"
ลี่จูทำตามที่คู่มือบอกเอาไว้ทุกอย่าง หากเธอต้องการเข้าไปในมิติต้องเปิดผ่านบานประตูหรือสามารถระลึกเอาก็ได้ แต่หากจะนำเพียงสิ่งของเข้าออกเธอแค่แตะแหวนมิติและนึกถึงสิ่งที่เธอต้องการก็ได้แล้ว
เธอเดินไปที่บานประตูก่อนจะพูดคำว่า"เปิด"พร้อมกับใช้แหวนมิติสัมผัสกับลูกบิดประตูแล้วดันเข้าไป เดิมทีประตูบานนี้เป็นประตูห้องนอนของเธอ แต่ตอนนี้สิ่งที่อยู่หลังประตูเป็นห้องที่กว้างใหญ่และมีสิ่งของที่เธอใช้แหวนมิติสัมผัสวางอยู่ครบทุกชิ้น
เธอเดินดูรอบ ๆ ห้องกว้างแห่งนี้ ดูเหมือนว่าบริเวณกำแพงห้องจะขยายไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่เธอก้าวเดินไปไม่มีจุดสิ้นสุด นั่นหมายความว่าเธอสามารถกักตุนสิ่งของหลายอย่างได้ตามที่ต้องการ แต่ที่ดีกว่านั้นคือ สิ่งของที่ใช้ไปจะเพิ่มขึ้นมาในปริมาณเท่าเดิมในทุก ๆ วัน
"งั้นก็หมายความว่าเราเตรียมไปเท่าที่ต้องใช้ในแต่ละวันอย่างนั้นเหรอ?"
คิดได้เช่นนั้นลี่จูก็เดินออกจากมิติไปก่อนจะไล่เก็บของที่ชั้น 2 ทั้งหมดเข้ามิติ เหลือไว้เพียงสิ่งที่เธอจำเป็นต้องใช้เท่านั้น หลังจากนั้นลี่จูก็หากระดาษกับปากกามาจดรายการสิ่งของที่ต้องซื้อ เธอต้องเตรียมไปเยอะหน่อยเพราะไม่รู้ว่าจะทำอาชีพอะไร หาอยากเป็นแม่ค้าขายของสดก็คงต้องใช้เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เยอะพอสมควรในแต่ละวัน หรือเธอจะเป็นแม่ค้าขายของชำก็ไม่อาจรู้ได้ อย่างไรก็คงต้องจัดเตรียมไปให้ครบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีเมื่อถึงหน้างาน
ประจวบกับอีก 2 วันก็จะสิ้นเดือนแล้ว ลี่จูจึงตัดสินใจจะให้ลูกน้องหยุดงานแล้วจ่ายเงินเดือนให้ในเจ้าวันรุ่งขึ้นเลย ตะกร้าซองเงินถูกยกขึ้นมาจัดเตรียมเอาไว้ พร้อมกับรวบรวมทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพื่อเตรียมการสั่งของมาตุนไว้
"เงินเดือนลูกน้องมีครบแล้ว มีเงินสดอยู่ 1 แสนกว่าหยวน กับเงินในบัญชีอีก 1 ล้านหยวน อื้อ น่าจะพอ"
หญิงสาวจ้องมองเงินตรงหน้าสลับกับมองไปที่รายการสิ่งของที่จดไว้ เธอยังมีสร้อยทองและทองคำแท่งอีกหลายสิบบาทที่เป็นมรดกมาจากแม่และเก็บออมซื้อเอาไว้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ลี่จูกับแม่อยู่กันเพียงลำพังสองคนแม่ลูก หลังจากที่แม่จากไปแล้วเธอก็มุ่งมั่นทำแต่งานจนกิจการที่แม่ทิ้งไว้ให้รุ่งเรืองขึ้น ยังไม่ทันจะได้ใช้เงินเธอก็ต้องไปจากที่นี่เสียแล้ว นี่จึงเป็น 2 วันสุดท้ายที่เธอจะได้ใช้จ่ายอย่างสนุกมือ แต่ทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของตัวเธอเอง
สิ่งแรกที่ลี่จูตัดสินใจคือการไปเดินซื้อของที่ตลาดเช้า ถึงแม้สิ่งของจำพวกเครื่องปรุงเธอสามารถโทรสั่งได้กับร้านที่ขายถั่วให้เธอเป็นประจำ แต่เรื่องของสด ผักผลไม้เธออยากเลือกดูด้วยตัวเอง หลังจากจดรายการของสดได้คร่าว ๆ หญิงสาวก็ดูนาฬิกาข้างกำแพงห้อง พอเห็นว่าเป็นเวลาตี 2 ครึ่งเธอจึงรีบลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมออกไปซื้อของสดที่ตลาดเช้าใกล้บ้านเธอ
ช่วงเวลา ตี 3 ณ ตลาดเช้า
ลี่จูยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มาเลือกซื้อหาของสดในช่วงเช้ามืด หญิงสาวหันมองไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจว่าสิ่งของที่จดรายการมาอยู่ตรงไหนบ้าง เมื่อเห็นว่าทุกอย่างอยู่ที่ทิศทางใด สองเท้าเรียวเล็กก็เร่งฝีเท้าทำเวลาอย่างรวดเร็ว
"ผักสวย ๆ จ้ะน้องสาว เลือกชมได้เลยนะ ถ้าสั่งเยอะเดี๋ยวพี่ให้เด็กเอาไปส่งที่รถ"
"แถวนี้มีรถกระบะรับจ้างขนของไหมคะพี่ หนูจะซื้อของเยอะมาก เลยอยากจ้างรถขนไปที่ร้านทีเดียวเลย"
หลังจากเห็นว่าแม่ค้าที่ร้านขายผักค่อนข้างอัธยาศัยดีลี่จูจึงลองถามเรื่องรถรับจ้างไปด้วยเลย
"มีจ้ะมี เดี๋ยวพี่เรียกรถให้ รับรองว่าบริการดีราคาถูกแน่นอนจ้ะ"
"ถ้าอย่างนั้นเรียกไว้ 2 คันเลยนะคะ หนูจะไปสั่งซื้อของสดด้วย ส่วนผักที่ร้านของพี่สาวที่เป็นถุงใหญ่อย่างพวก กะหล่ำ ผักกาดขาว แครอท หัวไชท้าว แล้วก็ผักใบเขียวทุกอย่างที่มีในร้าน หนูเอาอย่างละ 3 ถุงใหญ่นะคะ พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกหยวก เห็ดต่าง ๆ เอาอย่างละ 10 กิโล ส่วนอย่างอื่นที่มีอยู่ในร้านหนูก็เอาอย่างละ 5 กิโลนะพี่"
เนื่องจากในร้านมีผักหลายอย่างจนเธอไม่รู้จะสั่งอะไรก่อน ลี่จูจึงเลือกที่จะกวาดซื้อไปทุกอย่าง เท่าที่ดูด้วยสายตา ผักที่ร้านนี้ก็สดใหม่น่าซื้อทุกอย่าง
"ได้เลยจ้ะน้องสาว เฮง ๆ ๆ วันนี้มีคนสวยมาประเดิมให้ เป็นโชคดีของร้านพี่จริง ๆ "
"จัดของขึ้นรถแล้วก็เขียนบิลไว้เลยนะคะ เดี๋ยวหนูขอไปสั่งเครื่องปรุงที่ร้านเฮียอุ้ยก่อน"
"โอเคจ้ะ เดี๋ยวพี่จะจัดของขึ้นรถไว้รอ ถ้าน้องสาวซื้อของเสร็จก็บอกให้รถเข็นมาส่งที่ร้านผักเจ้อันได้เลยนะ"
"ได้เลยค่ะ"
หลังจากที่สั่งซื้อผักร้านแรกเสร็จ ลี่จูก็มุ่งหน้าไปที่ร้านขายเครื่องปรุงที่ส่งถั่วให้เธอเป็นประจำ
"โอ้ ดูสิว่าใครมา เชิญ ๆ วันนี้มีอะไรให้เฮียรับใช้ก็ว่ามาเลยลี่จู"
เถ้าแก่ร้านขายเครื่องปรุงเจ้าใหญ่ที่สุดในตลาดทักทายลี่จูด้วยความสนิทสนม เดิมทีลี่จูเพียงแค่โทรสั่งว่าอยากได้อะไร เฮียอุ้ยก็สั่งลูกน้องให้เอาไปส่งถึงร้านของเธอทันที
"เฮียก็พูดเกินไป เวลามีงานใหญ่ฉันก็ต้องคิดถึงร้านเฮียเป็นที่แรกอยู่แล้ว"
ลี่จูตอบกลับพร้อมกับยื่นใบรายการเครื่องปรุงที่เธอจดมา ส่งให้กับเฮียอุ้ยผู้เป็นเจ้าของร้านได้อ่านดู
"เธอจะทำอะไรลี่จู ปกติเฮียไม่เคยเห็นเธอสั่งเครื่องปรุงเยอะขนาดนี้เลยนะ"
เมื่อเห็นว่ารายการของในกระดาษมีปริมาณที่มากพอสมควร มีทั้งเครื่องปรุง ข้าวสารและอาหารกระป๋อง เฮียอุ้ยจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ฉันจะเตรียมไปเปิดร้านขายของชำจ้ะเฮีย"
หญิงสาวไม่รู้ว่าจะตอบยังไงจึงจำใจต้องพูดเช่นนั้นไปก่อน
"ได้ ๆ เดี๋ยวเฮียจัดการให้ พอดีวันนี้เป็นวันที่ต้องไปส่งถั่วที่ร้านเต้าหู้พอดี เดี๋ยวเฮียจะให้เด็กเอาไปพร้อมกันเลยนะ"
"ค่ะเฮีย ช่วยดูรายการของให้ฉันหน่อยนะ ถ้ามีแป้งหรือเครื่องปรุงอะไรตกหล่นก็เอาไปด้วยได้เลย"
"ได้ ๆ เดี๋ยวเฮียฝากบิลไปกับเด็กส่งของนะ"
"ได้ค่ะ งั้นฉันโอนเหมือนเดิมนะเฮีย"
หลังจากที่สั่งเครื่องปรุงเสร็จลี่จูก็เดินไปที่ร้านผลไม้ต่อ และยังมีร้านข้าวสารอาหารแห้งและของสดอีกหลายร้านที่รอเธออยู่ เช่นนั้นการเลือกซื้อแต่ละร้านจึงต้องทำเวลาให้เร็วที่สุด