โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทุนผูกขาด-ค่าเช่าเลว กินรวบรายได้ตลาด 90% “หน่วยงานรัฐ” ทำตัวเป็นนักธุรกิจ มากกว่ารักษาผลประโยชน์

Thairath Money

อัพเดต 31 มี.ค. 2567 เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2567 เวลา 09.19 น.
ภาพไฮไลต์

หลังวิกฤตการณ์โควิด-19 “เศรษฐกิจไทยโตต่ำ” กลายเป็นประโยคฮิตที่คนไทยได้ยินจนคุ้นหู จากความกังวลเริ่มกลายเป็นความชินชา เพราะมองไม่เห็นทางออก เช่นเดียวกับสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ยังทรงๆ

แม้ดัชนีความเหลื่อมล้ำในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะมีแนวโน้มลดลง แต่เมื่อดูไส้ใน จะพบว่าสาเหตุการลดลงมาจากการที่คนจนมีการถือครองสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ซึ่งก็ตามมาด้วยภาระหนี้ก้อนโต สะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้มีความเท่าเทียมมากขึ้นแต่อย่างใด

ศูนย์วิจัยความเหลื่อมลํ้าและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาทางวิชาการในซีรีส์ “ภูมิทัศน์ใหม่ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย” ตอนที่ 2: “เศรษฐกิจไทย ปัญหาเก่าในวิกฤติใหม่?” เพื่อชำแหละรากปัญหา และร่วมหาทางออกความเหลื่อมล้ำในภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทย

Thairath Money สรุปสาระสำคัญ การบรรยายหัวข้อ “อำนาจตลาด และการยึดกุมกลไกกำกับดูแลของไทย” โดย สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด

ก่อนที่จะไปดูสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในภาคธุรกิจ เราต้องทำความเข้าใจนิยามปัญหากลไกกำกับดูแลตลาดในประเทศไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างค่าเช่าเลวและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศเสียก่อน

รู้จัก “ค่าเช่าเลว” กลโกงธุรกิจในเกมการเมือง

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยติดอยู่กับกับดัก “ค่าเช่าเลว” หรือที่คุ้นเคยกันในฐานะ “คอร์รัปชันเชิงนโยบาย” ที่นักธุรกิจสามารถเข้าสู่การเมือง และไปครอบงำให้รัฐออกนโยบายเอื้อประโยชน์ส่วนตน นำไปสู่ค่าเช่าทางเศรษฐกิจที่สังคมไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงยิ่งขึ้น

อำนาจเหนือตลาดของกลุ่มธุรกิจ กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้การจับตามองอย่างใกล้ชิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในสหรัฐอเมริกา เมื่อย้อนกลับไปดูพัฒนาการบริษัทจดทะเบียน ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า 10 บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในปี 2460 ได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว

ในขณะที่ในปี 2560 บริษัท 5 อันดับแรกที่มีมูลค่ามากที่สุด กว่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ล้วนกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ได้แก่ Apple, Alphabet, Microsoft, Amazon และ Facebook ซึ่งการประเมินอำนาจการผูกขาดโดยการใช้ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่งตลาด รายได้และกำไร อาจจะไม่เห็นอำนาจการจัดการข้อมูลที่อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากทุกวันนี้บริษัทเทคโนโลยีสามารถยกระดับการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ผ่านโมเดลธุรกิจที่ให้ทดลองใช้เทคโนโลยีฟรี ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่สำหรับผู้กำกับดูแลในสหรัฐฯ ที่ต้องกลับมาทบทวนว่ากฎหมายป้องกันการผูกขาดที่มีอยู่ ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันอำนาจเหนือตลาดรูปแบบใหม่ได้หรือไม่

ทำให้ในช่วงหลายปีมานี้ เราจะเห็นผู้กำกับดูแลตลาดในสหรัฐฯ เดินหน้าตรวจสอบ และสั่งฟ้องบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่บ่อยขึ้น

บริษัทใหญ่พุงกาง กินรวบรายได้ 90%

เมื่อย้อนกลับมาดูสถานการณ์อำนาจตลาดในประเทศไทย พบว่าเมื่อเปรียบเทียบพัฒนาการระหว่างปี 2545 กับปี 2565 บริษัทใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทย 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทหน้าเดิมที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจพลังงาน ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่ได้สัมปทานจากรัฐบาล และ 6 ใน 10 บริษัทมีการควบรวบ หรือเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ได้แก่ GULF-AIS, CP-MAKRO และ PTT-PTTEP ทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถามว่า ทุนนิยมไทยมีการแข่งขันด้านนวัตกรรมมากน้อยแค่ไหน

ข้อมูลจากรายงานวิจัยของ กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ทำการศึกษาอำนาจการผูกขาดบริษัทในไทยจำนวน 80,000 แห่ง อ้างอิงข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าในปี 2559 บริษัทที่ใหญ่ที่สุด 5% มีส่วนแบ่งรายได้ 90% ของรายได้ภาคธุรกิจทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 85% ในปี 2547

นอกจากนี้ผู้ถือหุ้น 500 คน ยังมีการถือครองหุ้นที่มีมูลค่าสูงสุด เป็นสัดส่วนมากถึง 30% ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการกระจุกตัวของหุ้นในคนกลุ่มเดียว แม้ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะมีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่กำกับดูแลการแข่งขันของภาคธุรกิจ ป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดที่สร้างความไม่เป็นธรรม

ทั้งนี้ กลไกลอำนาจเหนือตลาดจะไม่เป็นปัญหา หากไม่มีการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นการกีดกันผู้เล่นรายอื่นในตลาด

5 กลุ่มธุรกิจที่เป็นเจ้าตลาดครองส่วนแบ่งมากที่สุด

อ้างอิงข้อมูลสัดส่วนการถือครองส่วนแบ่งทางการตลาดตามกลุ่มธุรกิจ โดย ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา อดีตประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า ในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2562 พบว่า 5 กลุ่มธุรกิจที่เป็นเจ้าตลาดครองส่วนแบ่งมากที่สุด มีดังนี้

1. กลุ่มธุรกิจแปรรูปอาหารสัตว์

ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นเจ้าตลาด

มีรายได้ 4,474 ล้านบาท

ครองสัดส่วนในตลาด 39%

*รายได้รวมในกลุ่ม 11,336 ล้านบาท

2. กลุ่มธุรกิจด้านการผลิตอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็ง

ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นเจ้าตลาด

มีรายได้ 27,547 ล้านบาท

ครองสัดส่วนในตลาด 41%

*รายได้รวมในกลุ่ม 66,536 ล้านบาท

3. กลุ่มค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ

ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นเจ้าตลาด

มีรายได้ 302,584 ล้านบาท

ครองสัดส่วนในตลาด 86%

*รายได้รวมในกลุ่ม 351,282 ล้านบาท

4. กลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์

ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นเจ้าตลาด

มีรายได้ 39,864 ล้านบาท

ครองสัดส่วนในตลาด 15%

*รายได้รวมในกลุ่ม 273,689 ล้านบาท

5. กลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพ

ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นเจ้าตลาด

มีรายได้ 73,174 ล้านบาท

ครองสัดส่วนในตลาด 38%

*รายได้รวมในกลุ่ม 192,565 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าจากข้อมูลข้างต้น กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ้าตลาดมีส่วนส่วนแบ่งน้อยที่สุด ในขณะที่กลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เจ้าตลาดครองส่วนแบ่งเกือบ 90%

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเหล่านี้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญกับคนไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำ และมีความสำคัญต่อต้นทุนธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องซื้อวัตถุดิบจากเจ้าใหญ่

ทั้งนี้ งานวิจัยของกฤษฎ์เลิศ ยังศึกษาถึงผลกระทบของอำนาจตลาดของบริษัทไทยเพิ่มเติม พบว่าบริษัทไทยที่มีอำนาจตลาดสูง มีลักษณะร่วมกันดังนี้

• มีอัตราการเติบโตของผลิตภาพต่ำ

• มีแนวโน้มที่จะส่งออกและโอกาสที่จะอยู่รอดในตลาดต่างประเทศต่ำ

• มีจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกและจำนวนประเทศปลายทางน้อย

• มีแนวโน้มที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่ำ

• มีอัตราการลงทุนต่ำ

แม้จะเป็นสัญญาณที่ดีจากหน่วยงานกำกับดูแล หลังมีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าไปเมื่อปี 2560 แต่เมื่อมาพิจารณาขอบเขตกฎหมาย และความจริงจังในการใช้อำนาจกำกับดูแล พบว่าคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ายังไม่มีการใช้อำนาจตามมาตรา 17 ของกฎหมายใหม่ ซึ่งกำหนดให้ว่าคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มีอำนาจหน้าที่ “เสนอความเห็น” และ “เสนอแนะ” ต่อรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายของรัฐด้านการแข่งขันทางการค้า และให้คำแนะนำแก่หน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับกฎ ระเบียบ หรือคำสั่งที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันทางการค้า ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดของกฎหมายที่อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า หน่วยงานกำกับดูแลของไทย สวมหมวกแนวคิดนักธุรกิจ มากกว่าแนวคิดแบบเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และเอื้อประโยชน์ธุรกิจโดยไม่รู้ตัว สะท้อนจากโครงสร้างคณะกรรมการกำกับดูแลในบางอุตสาหกรรม เช่น ไข่ไก่ พันธุ์พืช และปุ๋ย ที่เอื้อให้เอกชนเข้ามามีอำนาจในสัดส่วนมากถึง 30%

ข้อจำกัด พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า

ดร.พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล ได้ตั้งข้อสังเกตปัญหาของการบังคับใช้พระราชบัญญัติ การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ไว้ดังนี้

1. ยังไม่มีการบัญญัติเกี่ยวกับการควบรวมกิจการในต่างประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในประเทศไทย

ตัวอย่างเช่น การควบรวมกิจการของ Grab/Uber ในปี ค.ศ. 2018 หลังจากที่ได้ประกาศว่าจะเข้าซื้อกิจการของ Uber ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Grab นำบริการ ridesharing และการจัดส่งอาหารของ Uber ในภูมิภาคนี้เข้ามารวมกับแพลตฟอร์มฟินเทค (fintech platform) และการขนส่งหลายรูปแบบที่ Grab มีอยู่แล้ว การควบรวมกิจการครั้งนี้ คาดว่าจะเพิ่มอำนาจตลาดของ Grab อย่างมหาศาล และส่งผลเชิงลบต่อสวัสดิการของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม มีเพียงประเทศสิงคโปร์และฟิลิปปินส์เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการกำกับกรณีนี้ ในขณะที่ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทยไม่มีข้อสรุปใดๆ เกี่ยวกับการควบรวมกิจการดังกล่าว

2. ยังไม่มีการใช้มาตรการยกเว้นและลดหย่อนโทษ (Leniency Programme) เพื่อจูงใจให้ผู้ร่วมกระทำความผิด ร่วมมือกันเปิดโปงดีลธุรกิจลับที่จำกัดการแข่งขันในตลาด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นในหลายประเทศแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการตรวจจับ และรับมือกับการ “ฮั้ว”

โดยทั่วไป ปัจจัยที่ทำให้มาตรการลดหย่อนโทษประสบความสำเร็จ ได้แก่แรงจูงใจที่น่าดึงดูด การบังคับใช้ตัวบทกฎหมายที่มีประสิทธิภาพและความชัดเจน การปกปิดข้อมูลของผู้สารภาพ ความแน่ชัดของลำดับของผู้สารภาพ และความต่อเนื่องของความร่วมมือในการสารภาพจนสิ้นกระบวนการ

3. มีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายกับหน่วยงาน ดังนี้

  • ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น
  • รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ดำเนินการตามกฎหมาย หรือมติของคณะรัฐมนตรีที่มีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ ผลประโยชน์ส่วนรวม หรือจัดให้มีสาธารณูปโภค
  • กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือชุมนุมสหกรณ์ ซึ่งมีกฎหมายรับรอง และมีวัตถุประสงค์ดำเนินการทางธุรกิจ เพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพของเกษตรกร
  • ธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลในเรื่องการแข่งขันทางการค้า เช่น สถาบันการเงิน โทรคมนาคม

ปัจจัยเหล่านี้ยังเป็น “ปม” เศรษฐกิจไทยให้โตต่ำ ผลิตภาพน้อย และถูกผูกขาดโดยทุนใหญ่

อ่านข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/world_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทุนผูกขาด-ค่าเช่าเลว กินรวบรายได้ตลาด 90% “หน่วยงานรัฐ” ทำตัวเป็นนักธุรกิจ มากกว่ารักษาผลประโยชน์

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...