มารดาพวกข้านามว่า "อันจินเยว่" (ขอบคุณที่กดติดตามมากนะคะ/มีตอนพิเศษต่อด้วยนะ)
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องแรกของไรท์เอง เดิมก็ชอบใช้จินตนาการกับชีวิตจริง พอมาอ่านนิยายหลายเรื่องเข้าก็เกิดแรงบันดาลใจ อยากแต่งนิยายของตนเอง แต่ส่วนตัวไม่ใช่คนเก่งภาษาไทย ตอนเขียนเรียงความก็มักจะสะกดผิด คำตกลงบ้างแต่หากใช้จินตนาการในการอ่านบ้างก็น่าจะพอเดาคำได้ สิ่งสำคัญคือ “อ่านเพื่อความบรรเทิง” นะคะรีทเตอร์
เรื่องเล่าของ “มะลิ” หญิงสาววัย 43 ปี ทะลุมิติเข้าร่างสาวงามล่มเมือง่ในยุคสมัยคล้ายจีนโบราณ ในคืนเข้าหอกับแม่ทัพหนุ่มรูปงาม แต่แม่มะลิสายหื่นก็คิดว่าฝันถึงฉากเร้าร้อนและไม่ได้ปล่อยให้เป็นเพียงฝันที่เสียเปล่า มะลิจัดหนักจัดเต็มทุกคืน
ปล.อย่าว่าข้าเลยนะเจ้าคะ ข้าไม่ได้ทิ้งลูกๆมา นางแค่มาโดยไม่รู้ตัวเท่านั้นเจ้าค่ะ
* "หากไม่ชอบนางเอกสายหื่น หมกมุ่น ฉากบนเตียงเยอะ ไม่ต้องกดเข้ามาอ่านนะคะ! กดมาอ่านแล้วทิ้งคอมเม้นแย่ๆเอาไว้ก็จะลบออก เพราะผู้เขียนใจไม่กว้างพอ อ่านแล้วใจเสียมากเพราะทุกตอนเราตั้งใจเขียนมาก ใช้เวลา ใช้ความรู้สึก ทุ่มเทที่แบ่งออกมาจากเวลาส่วนตัว ทำในสิ่งที่ชอบ หากอ่านแล้วก็ไม่ชอบก็กดออกไปได้เลยนะคะ จะด่าเสียต่ำตมทำไหม ไม่เข้าใจ"
** ถึง..ผู้อ่านและผู้ติดตามที่น่ารัก "ขอบคุณหลายๆท่านที่ติดตามและให้กำลังใจตลอด ทิ้งคอมเม้นที่ทำให้หัวใจน้อยๆดวงนี้พองโตสุดๆ ยิ้มทุกครั้งที่อ่าน ขอบคุณมากมายนะคะ"
“ผู้เขียนก็พยายามแต่งในแนวของตัวเอง ถ้าให้เหมือนนิยายทะลุมิติเรื่องอื่นๆ แล้วมันจะแตกต่างกันอย่างไร แม้ตอนแรกๆจะเขียนกลับไปกลับมาบ้างแต่ก็เพื่อให้เห็นที่มาของเรื่อง ให้ลองอ่านและติดตามไปเรื่อยๆ บางเรื่องจะคลี่คลายเองภายหลัง มีหักมุมและมีให้จินตนาการบ้าง เรื่องรักๆใคร่ๆ ฮาบ้าง น่าเบื่อบ้าง ตามอารมณ์คนเขียนวันนั้นนะคะ *แต่ถ้าคุณอ่านแล้วไม่ชอบ ให้อ่านอีก 5 ตอนก็ไม่ชอบ ก็กดออกเถอะค่ะ”
……
คำชี้แจ้ง!!!
นิยายนี้เหมาะสมสำหรับวัย 18+ เปิดเนื้อหาด้วยฉากการมีเพศสัมพันธ์และคำบรรยายที่ไม่เหมาะสม
เนี้อหาทั้งหมดเป็นเพียงจินตนาการล้วนๆ บุคคลและสถานที่ก็เป็นเรื่องสมมุติขึ้นมา
แต่งเรื่อยๆตามสังขารและเวลาว่างจากการเลี้ยงลูกนะคะ
ตอนที่ 1 สามี..ท่านลักหลับข้า NC
ตอนที่ 1 สามี..ท่านลักหลับข้า NC
ภายในห้องอันสลัวรางล้วนประดับประดาด้วยผ้าม่านสีแดง บนเทียนแดงขนาดใหญ่คู่หนึ่งกำลังเผาไหม้มีอักษรมงคลสมรส เปรวเพลิงลุกไหม้อย่างร้อนแรง บนโต๊ะมีของมงคลเช่น พุทราจีน ถั่วลิสง เมล็ดบัวและอื่นๆ อักษรมงคลสมรสสีแดงขนาดใหญ่ถูกติดอยู่บนผนัง
บนเตียงไม้ภายในม่านสีแดงมีเสียงครวญครางหอบกระสายดังกระเส่าเร่าร้อนอันมีเสน่ห์แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องหอ
ร่ายกายของชายหนุ่มหญิงสาวนัวเนียกันพัลวันดั่งมัจฉาว่ายคลอเคลีย แขนเรียวเล็กดั่งหยกขวาโอบไหล่กว้างของร่างหนาไว้อย่างเอียงอาย ร่างบางแนบชิดไปกับร่างกายกำยำราวกับเถาวัลย์พันเกี่ยวต้นไม้ใหญ่ เรือนผมของร่างบางแผ่สยายบนเนินอกขาวนวลของหญิงสาวราวผืนผ้าสีดำอันงดงาม ดวงตาของร่างบางพร่ามัว ใบหน้าแดงก่ำเนื้อตัวสั่นสะท้าน แม้ความรู้สึกจะปวดหนึบแต่ก็หวานล้ำทำให้สูญเสียความเป็นตัวเองไปโดยสิ้นเชิง ลมหายใจถี่กระชั้น น้ำเสียงเจืออาการหอบถี่ หายใจแรง
ร่างบางนัยน์ตาเยิ้มคล้ายมองชายร่างหนาตรงหน้าด้วยความเสียดเสียวสะท้านไหวไปทั้งกาย เอวบางเด้งขึ้นสูง ขาวเรียวแยกออกกว้างจนเผยเนินเนื้อฉ่ำเยิ้ม น้ำหวานไหลซึมตามหน้าขา หยดลงไปยังผ้าปูจนเป็นรอยเปียก
ร่างหนาสูดลมหายใจลึกคล้ายกำลังขาดอากาศ รู้สึกคอแห้งผากจนต้องเลียริมฝีปากเพื่อดับกระหาย “………….”
เสียงหวานครางกระเส่าเบาหวิว “อืม ไม่ไหวแล้ว…” มือเล็กพยายามถูไถบุพผาอันเปียกชื้น อีกมือบีบอกอิ่ม ปลายนิ้วขยี้ยอดปทุมถันด้วยดวงตาฉ่ำเยิ้มเชิญชวน แต่ไม่สามารถผ่อนปรนสิ่งใดได้
ร่างหนาเคลื่อนเข้าไปแล้วแยกปลายเท้านวลเนียนออกกว้างจนสุด ร่างหนาร้อนรุ่ม ไม่สามารถควบคุมความมืดภายในจิตสำนึกตนเอง ร่างหนาจรดไล้ปลายลิ้นดูดกลืนหยาดน้ำหวาน บดดูดคลึงบุพผาฉ่ำแฉะจนร่างบางยกเอวสู้เขาเป็นระยะๆ บีบเต้าอวบขาวตนเองด้วยความซาบซ่าน กลางกายสาวเสียวสะท้านไหวจนสมองขาวโพลน
ยิ่งเห็นร่างบางเปลือยเปล่าด้านหน้าก็ยิ่งแสดงความกระสันต์ซ่านเกินทน กระทั่งทอนลำดุนใหญ่ยาวจนเห็นเส้นเอ็นปูดนูนชัดเจน หัวบานใหญ่แดงตั้งสง่าฉ่ำเยิ้มด้วยน้ำสวาท
ร่างหนาไม่สนใจกดนิ้วแทรกเข้าไปในโพรงชื้นนุ่ม ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนบีบรัดเอาไว้จนยากจะขยับ
สองนิ้วใหญ่กดลงไปจนสุดโคน ร่างบางสะดุ้งอึดอัด จนน้ำใสไหลเยิ้มหลังมือ ร่างหนาชักนิ้วเข้าออกช้าๆ ก้มหน้าลงเสมอนูนเนินขาว ร่างหนาส่งลิ้นหนายาวเลียน้ำหวานอย่างหิวกระหาย ดูดเลียสอดแทรกลิ้นร้อนลึกเข้าช่องรักที่เคยฉ่ำน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อ๊า………….” ร่างบางเกร็งกระตุก ร่างบางถึงฝั่งสวรรค์อย่างสมอารมณ์สวาท
ร่างหนาดึงมืออกมาช้าๆ แล้วมองน้ำใสเต็มฝ่ามือแล้วยืนลิ้นออกไปสัมผัสและดูดกลืนกินลงท้องไป
ร่างบางลุกนัjงอย่างเหมอลอย มองของใหญ่ยาวด้านหน้าอย่างยากจะอดทน หญิงสาวคว้าหมับกุมท่อนทวนขนาดใหญ่เอาไว้เต็มไม้เต็มมือชักรูดขึ้นลง เรียวลิ้นแตะปลายทวนอุ่นใหญ่ เสียงอู้อี้ดัง
หญิงชายใช้มือเล็กรั้งจนท่อนทวนของเขาแข็งขืนขีดสุด ชายร่างใหญ่ครางต่ำราวกับยากจะสะกดกลั้น
เมื่อเห็นแกนกลางกายใหญ่หัวหยักบานแดงตรงหน้า อีกทั้งรอยบุ๋มยังปรากฎน้ำใสไหลซึม ไม่รอช้า ริมฝีปากหญิงสาวอ้ากว้างขึ้นครอบงำดุนยาวใหญ่ลึก ขยับเข้าออกอย่างพอใจ
อืม สุดยอด หญิงสาวพอใจกับขนาดท่อนดุนยาวใหญ่นี้มาก แค่คิดว่ามันจะเข้าไปอยู่ในร่องสวาทของนางๆจะรู้สึกดีอย่างไร นางอยากจะครอบงำเขาทั้งท่อนแท่งให้ลึกและกระแทกหนักสุดแรง ให้เขาร้องครางจนนางพอใจ
ขณะหญิงสาวกำลังพึงพอใจกัับแก่นกายชาย และไม่มีทีท่าจะหยุดพัก
ร่างหนาไม่รอให้นางพัก จับร่างบางนอนหงายและย้ายตนเองมาตรงหว่างขาของนาง ลงมือจับปลายเท้าทั้งสองแยกออกจากกัน แทรกตนเองเข้าไปตรงกลาง เมื่อเห็นน้ำหวานใสไหลซึมออกมา แล้วเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของนาง เขาจึงเอื้อมมือออกไปสัมผัสบุพผาที่มีน้ำหวานไหลซึมจนเปรอะไปทั่วหน้าขา “อ๊า…”
ร่างหนาจับมั่นที่ความแข็งกลางกายที่ขยายใหญ่แน่นจนอึดอัด ถูไปมาบนร่องรักเยิ้มน้ำแฉะหวาน หญิงสาวสุดทนร้องคราง
เขาจับทอนแข็งใหญ่ให้เชื่อมต่อกับช่องรัก ก่อนค่อยๆกดตัวลงไป เพื่อให้บุพผาอันคับแคบกลืนกินแก่นกายขนาดใหญ่จนสุดทางรัก
ร่างบางนิ่วหน้าเพราะความเจ็บช่องทางรักอย่างกับจะสูญเสียบางอย่างๆแท้จริง เลือดจากการฉีกขาดด้วยสิ่งที่ใหญ่โต แข็งยาวกว่าแต่กลับมีความเสียวซ่านที่นางปรารถนา “อึก…..อืม”
ร่างหนาดันแกนกายใหญ่ยาวลึกสุดมิดด้ามและหยุดนิ่งๆอยู่อย่างนั้น อดกลั้นความต้องการที่จะออกแรงกระแทกใส่ร่องรักแน่นนั้นที่กำลังตอดเขา เหมือนต้องการต่อสู้ป้องกันพื้นที่ของตน
การกระทำผสานร่างกายเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ สร้างความรวดร้าวและเสียวซ่านให้คนทั้งสองในเวลาเดียวกัน
ร่างหนาก้มลงขบเขี่ยวลงบนลำคอระหง จนร่างบางสั่นสะท้าน เผลอครวญครางอย่างลืมตัว
สองแก้มของนางร้อนผ่าว มือเรียวยึดเหยี่ยวด้วยการคล้องลำคอของคนที่นางเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่เห็นร่างๆคือ 'หล่อมาก หล่อแบบนี้ใช่ไหมที่เรียกว่า หล่อเหมือนเทพเซียน’ อย่างในนิยายที่นางอ่าน
'…เอาเถอะ ใครบ้างไม่อยากโดนหนุ่มหล่อจับกิน จะกินกี่รอบ เจ้ก็ยอม นอนนิ่งๆให้กินจนพอใจ เจ้เองก็จะสู้ไม่ถอย บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเจ้ไม่เสร็จไม่หนำใจ เจ้จะไม่หยุด!'
ความเจ็บแสบแล่นแปล๊บไปทั่วบริเวณ หากแต่นัยน์ตาหวานเชื่อมกลับเปล่งประกายชื่นชอบและยิ่งบิดสะโพกโยกย้ายอย่างท้าทาย
“ซี๊ด…อา ฮูหยิน เจ้าจะซุกซนเกินไปแล้ว” กล่าวทั้งเอวสอบเริ่มเคลื่อนไหวสาวเข้าหาร่องรักด้วยจังหวะเนิบช้า หญิงสาว '……..ฮูหยินรึ?' หญิงสาวคิดในใจอย่างงง
มุมปากหนาหยักโค้กขึ้นและเลื่อนริมฝีปากหยักลงประกบ บดเบียดริมฝีปากแดงหวานเรียวบาง ราวกับต้องการแนบชิดความอุ่นร้อนของตนให้คนใต้ร่างได้สัมผัสมากที่สุด
เดิมที่เขาไม่เคยคิดจะใส่ใจการแต่งงานครั้งนี้ มันก็แค่การตกลงระหว่างท่านปู่ย่าของเขากับท่านตาท่านยายของนางที่เป็นศิษย์พี่น้องร่วมสำนักเดียวกันเท่านั้น เพราะเมื่อ 10ปีก่อน มารดาของนางป่วยใกล้เสียชีวิตจึงส่งจดหมายหมั่นหมายมาที่ท่านพ่อของเขา ท่านพ่อตอนรับจดหมายทันทีเพราะท่านเคยร่วมรบกับท่านตาของนางและเสียชีวิตในสนามรบ เพื่อช่วยชีวิตของท่านพ่อ รอถึงเวลาที่นางพ้นวัยปักปิ่นก็แต่งงานเขาจวนแม่ทัพทันที
ปึก ปึก
เสียงร่วมรักที่ดังภายในห้องกระตุ้นความต้องการส่วนลึกของทั้งสอง มือเล็กจิกบนบ่าแกร่ง ก่อนจุมพิตไหล่หนาของเขาคล้ายเป็นการเอาใจ การกระทำที่อ่อนโยนจึงพลัยขยายใหญ่มากกว่าเก่า ดันขาชิดอกนุ่น ก่อนโถมตัวเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง
ปึก ปึก
ร่างหนาซบลงมาทั้งที่ยังคงสอดประสานรวมเป็นหนึ่งกับนางอยู่ ร่างบางพลันรู้สึกถึงบางอย่างที่เอ่อล้นออกมาจากจุดเชื่อมประสานกัน ในหน้างามแดงซ่าน ร่างกายสันเทา ไม่คิดว่าบทรักครั้งแรกกับหนุ่มหล่อแปลกหน้าในฝัน มันจะรู้สึกดีมากอย่างนี้ กล้ามหน้าท้องแน่นๆนั้น หุ่นขั้นเทพล่อน้ำลาย ความเร่าร้อนเสียวซ่านที่โดนกระแทกทั้งแรงทั้งลึกที่ช่องรัก มันดีมากจริงๆ
‘ช่างเป็นฝันที่เหมือนจริงแท้’ ถ้าเป็นฝัน ฉันก็จะไม่หยุดบทรักที่ร้อนแรงครั้งนี้ นางหิวมานานพอแล้ว
หลังพาหญิงสาวท่องสวรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะหยุด จับร่างหญิงสาวพลิกซ้ายขวา ทุกมุมมุกซอกชายหนุ่มก็สำรวจจนหมดด้วยลิ้นหนาและริมฝีปากอุ่นร้อน คล้ายหญิงสาวจะรู้ว่าเขาจะหยุด นางก็จับแก่นกายเขาเข้าปากแล้วแบบนี้เขาจะหยุดได้อย่างไร
ถึงยามเหม่าชายหนุ่มก็ปล่อยให้หญิงสาวพักบนเตียงที่มีรอยร่วมรักของพวกเขา ชายหนุ่มลุกขึ้นแต่งตัวแล้วออกจากห้องไป
ยามซื่อของวันรุ่งขึ้น “โอ้ย! ปวดจัง ทำไหมถึงปวดไปหมดเลยนะหรือเมื่อคืนฝันหนักไปหน่อย แต่มันก็แค่ความฝันไม่ใช่รึ? เอะ! หะ! What?” หญิงสาวบ่นเป็นภาษาแปลกๆ พอมองไปรอบๆก็รู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก รีบมองมือตัวเอง ‘ทำไหมมือเรียวแบบนี้ ทั้งขาวอีกด้วย’นางคิดในใจ
เมื่อนิ่งค้างสักพัก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฎบนใบหน้างาม นางพยายามลุกออกจากเตียงไปส่องกระจกทองเหลืองที่มุมห้องแต่ไม่สามารถขยับได้อย่างที่คิด ความปวดหนึบที่เกิดขึ้น มันเป็นความรู้คุ้นเคย พอมองตัวเองใต้ผ้าห่มจึงรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในฝันไม่ใช่ ‘ฝัน’แล้ว
นางนอนคิดโดยปราศจากเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว รอยแดงทั่วร่างกายนั้นอีกมันเต็มไปหมดเลยนะเนี้ย บ้าไปแล้วจริงๆ นางทะลุมิติมาช่วงเร้าร้อนเลยรึนี้ ไอ้เราก็คิดว่าฝันไป ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยฝันแบบนี้เสียหน่อย เคยฝันว่ากำลังจะได้กินตับหนุ่มหล่อก็บ่อยไป แต่ทุกครั้งนางไม่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่นางปรารถนาแบบนี้
เมื่อคืนนี้ นางจับไม่ได้ว่าได้ไปเที่ยวเล่นบนสวรรค์กี่รอบ คิดๆคืนเดียวน่าจะมากกว่าชาติที่แล้วรวมกันทั้งชาติด้วยซ้ำ
นางชอบความรู้สึกบีบรัดเกร็งแน่นนั้น นางชอบมาก จนไม่สามารถทนต่อความต้องการของร่างกายได้เลย
‘ดี ในเมื่อไม่ใช่ความฝัน และนางเองก็ทะลุมิติมาแล้วนางก็จะลองดูละกัน….อืม…คืนนี้จะโดนอีกไหมนะ?’
นางบางเปลือยเปล่านั่งบนเตียงสักพักก็มีสาวใช้วัย 13หนาวเข้ามา นางยกน้ำมาให้ล้างหน้า หญิงสาวรีบกล่าว “เออ ข้าขอน้ำอาบได้หรือไม่?” นางทำหน้านิ่งๆ และพยายามพูดให้เหมือนคนที่นี้มากที่สุด
สาวใช้หน้าตาน่ารักพยักหน้าและรีบออกไป 1 เค่อกลับมาพร้อมกับน้ำและเติมจนเต็มถัง กลัมาอีกครั้งกับชุดใหม่ให้นางเปลี่ยน ชุดที่นางเห็นเป็นสีชมพูเรียบๆไม่ใช่ผ้าเนื้อดีอะไร ไม่มีเครื่องประดับอะไร หญิงสาวก็ไม่ได้บ่นอะไรเช่นกัน
หญิงสาวลุกออกจากเตียงการช่วยเหลือของสาวใช้ตัวน้อย นางยังเด็กแต่กลับเก็บสีหน้าและว่างตัวได้ดีมาก หญิงสาวถาม “เจ้าชื่ออะไรรึ” นางถามชื่อเพื่อที่จะได้เรียกนางให้ถูก สาวใช้ตัวน้อยตอบนิ่งๆ “ข้าชื่อ ถิงถิงเจ้าค่ะฮูหยินน้อย”
หญิงสาวไม่พูดอะไร ก้าวลงอ่างน้ำเฉย นางอยากแช่น้ำสักพักจึงกล่าว “ข้าอยากแช่น้ำสักพักได้รึไม่ ถิงถิง” ถิงถิงลังเลสักพักแล้วตอบว่า “เจ้าค่ะ”
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรเตอร์
หากมีคำผิดคำตกหล่นที่ใด ขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกๆท่าน สำหรับ“กำลังใจ" และ “ของขวัญ” ที่มอบให้ไรเตอร์นะคะ
ตอนที่ 2 'ซุนจินเยว่' คุณหนูใหญ่จวนท่านราชครู
ตอนที่ 2 ‘ซุนจินเยว่’คุณหนูใหญ่จวนท่านราชครู
เมืองนี้ชื่อว่า เมืองซีเปียน แคว้นเปียน
ร่างนี้ชื่อว่า ‘ซุนจินเยว่’ เดิมทีซุนจินเยว่เป็นบุตรีคนโตของฮูหยินเอกท่านราชครูซุน ‘ซุนเจี้ยนโยว’ มารดานาง ‘เหลิงเยว่’เป็นบุตรสาวคนรองตระกูลเหลิง ‘เหลิงหยวน’ ท่านตาเป็นรองแม่ทัพเสียชีวิตในสนามรบในวัน40ปี ท่านยาย ‘เอินฟู่’ เป็นลูกสาวคนรองของคหบดีใหญ่ 1ใน 4ของแคว้น ท่านยายเสียชีวิตหลังจากท่านตา 2ปี มารดามีพี่ชาย 1คน ‘เหลิงหมิง’แต่งงานกับบุตรสาวตระกูลซิ่ว ‘ซิ่วกุ้ย’ เป็นคู่ค้าเก่าแก่และเป็นคหบดีใหญ่ 1ใน 4ของแคว้นเช่นกันและดูแลกิจการร้านค้าของท่านยายต่อและน้องสาว 1คน ‘เหลิงหนี๋’ ที่แต่งงานกับมือปราบจ้าน ‘จ้านเต๋อ’และได้เงินทอง 20 หีบ เครื่องประดับเงินทองหยก 20ชุด ตั๋วเงิน 10,000ตำลึงทองและร้านค้าอีก 10ร้านเป็นสินเดิมติดตัวไป ตอนที่ท่านยายเสียชีวิตมารดานางก็อายุ 18ปี และซุนจินเยว่อายุ 2 หนาว มารดาก็เริ่มขาดการติดต่อพี่น้องเพราะอาการป่วยเรื้อรังของนาง
มารดานางเริ่มล้มป่วยตั้งแต่คลอดนาง และป่วยหนักขึ้นเรื่อยและเสียชีวิตเมื่อ 10ปีก่อนตอนที่นางอายุได้ 3หนาว ส่วนท่านราชครูซุนไม่เคยมองหน้าและสนใจบุตรสาวคนนี้เลยเพราะคิดว่าเป็นเพราะนางทำให้ตนเองต้องเสียภรรยารักไป
ซุนจินเยว่ถูกแม่นมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดเพราะมารดาป่วยไม่สามารถให้นมและดูแลได้อย่างตั้งใจ ‘หวังฟาง’ แม่นมหวังคนนี้ตามมาจากครอบครัวเดิม บ่อยครั้งมารดาก็ให้แม่นมพานางมานอนกลางวันและนอนเล่นข้างๆนาง แต่ถ้าหากบิดาอยู่เฝ้ามารดา เขาจะไม่ให้นางเข้าใกล้มารดาเลย หลังๆอาการของมารดาเริ่มหนักขึ้น แม่นมจึงเลิกพานางไป
หลังมารดานางเสียชีวิต แม่นมหวังก็ถูกฮูหยินใหม่ของบิดาใส่ร้ายและขับไล่ออกจากจวนไป ฮูหยินคนใหม่นามว่า ‘เพ่ยสิฮัน’ ฮูหยินเพ่ยของบิดาหาแม่นมใหม่มาดูแลนางแทน แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไรกับซุนจินเยว่น้อย ซุนจินเยว่เติบโตในจวนไม่ต่างจากบ่าวคนอื่นๆ ไม่ได้รับความรักและความสนใจจากบิดา ไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงและไม่ให้นางเรียนหนังสือ ถูกบ่าวในเรือนเองก็ไม่เคารพอะไรนาง
‘ซุนฮันหลิงกับซุนฮันหลิน’ น้องสาวต่างมารดา ก็ยังมารังแกนางที่เรือนบ่อยๆ
ก่อนถึงวัยปักปิ่นบิดาได้รับเทียบเชิญจากตระกูลหยาง เป็นตระกูลแม่ทัพมา 100กว่าปี เพื่อเจรณาเรื่องการหมั่นหมายของหลานสาวคนโตของ ‘รองแม่ทัพเหลิงหยวน’ กับบุตรชายคนโต‘หยางหลีหมิ่น’ อายุ 20ปี ของฮูหยินชาง ‘ชางซิงอี’ กับ ‘แม่ทัพใหญ่หยางเฉิง’ ตระกูลหยางมีบุตรชายทั้งหมด 6คน บุตรสาว 1คน ตอนนี้บุตรชายอีก 3คน เป็นรองแม่ทัพและนายกองในค่ายทหารของท่านแม่ทัพใหญ่ไห่ ‘ไห่หวังหย่ง’ สหายของแม่ทัพใหญ่หยางและอยู่สำนักศึกษาอีก 2คน บุตรสาวคนเล็กเรียนหนังสืออยู่ที่จวน
‘หยางหลีหมิ่น’ ได้เป็นแม่ทัพตั้งแต่อายุยังน้อย พวงสมญานามว่าเทพสงคราม สามารถสู้กับทหารข้าศึก 1ต่อ100 ได้สบายๆ เพราะออกรบตั้งแต่เยาว์วัยไร้ประสบการณ์ ตอนนั้นมีข่าวลือว่าเขาได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้าจึงสวมหน้ากากผีตลอดเวลา หลายปีผ่านไป แม้ความเก่งกาจในสนามรบเป็นที่นับถือและหวาดกลัวถึงความโหดเหี้ยมสำหรับทหารต่างแคว้น แต่กลับได้ความเคารพและซื่อสัตย์จากทหารนับแสนของเขา
ต่างจากหญิงสาว พวกนางหวาดกลัวและเชื่อข่าวลือพวกนั้นของเขามาก แล้วใครจะอยากมาหมั่นหมายกับเขากันเล่า ใครๆก็ชอบแต่งกับหนุ่มหล่อสาวสวยทั้งนั้น
ดังนั้นบิดาและมารดาของเขาจึงตกลงยอมรับจดหมายจากมารดาของซุนจินเยว่ทันที เมื่อรู้เรื่องการหมั่นหมายของบุตรชายกับหลานสาวคนโตตระกูลเอินทันที อย่างดีใจ เต็มใจมาก แทบรอไม่ไหวให้นางถึงวัยปักปิ่นได้เลย
ครั้งที่ตระกูลซุนได้ข่าวหมั่นหมายจากจวนแม่ทัพหยางก็ทำให้น้องสาวทั้งสองของซุนจินเยว่อิจฉา แต่พอรู้ว่าเจ้าบ่าวเป็นถึงเทพสงครามที่โหดร้ายเลือดเย็น ฆ่าคนปราศจากความปราณีและพอนึกถึงใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวใต้หน้ากาก พวกนางก็รู้สึกดีขึ้นและยังสนับสนุนให้ซุนจินเยว่แต่งๆออกไปด้วย
เมื่อถึงวันปักปิ่นของซุนจินเยว่ นางได้รับปิ่นหยกสีชมพู มีดอกหมู่ตาน(ดอกโบตั๋น) เล็กๆหลายดอก 1ช้อที่ปลายปิ่น มองดูสวยน่ารักแต่เรียบง่ายจากท่านแม่ทัพหยาง ปิ่นนี้เคยเป็นหนึ่งในปิ่นที่ท่านพ่อของเขา (ท่านปู่ของแม่ทัพเทพสงคราม)มอบให้กับท่านแม่ของเขาตอนที่รู้จักกันแรกๆ
ส่วนงานพิธีปักปิ่นวันนี้ไม่มีพิธีใดๆหรืองานเลี้ยงใดๆ ซุนจินเยว่ก็หาได้สนใจ นางเก็บปิ่นหยกไว้กับตัวตลอดเวลา มันเป็นสิ่งมีค่าชิ้นเดียวที่นางมี ก็เก็บไว้ดีๆสักหน่อย
เมื่อใกล้ถึงวันแต่งงาน ฮูหยินเพ่ยส่งชุดแต่งงานสีแดงราคาถูกมาให้นางแก้ให้พอดีตัวเอาเอง ก่อนวันแต่งงาน 5วัน ซุนจินเยว่ขอพบบิดาเพื่อคุยเรื่องสินเดิมของมารดา หลังจากนางรู้ว่านางจะไม่ได้สินเดิมติดตัวไปกับนางเลย แต่บิดาไม่ต้องการพบหรือพูดคุยกับนาง ใช่แล้ว เขาไม่เคยคิดอยากจะพบพูดคุยกับนางมาตั้งแต่ภรรยารักล้มป่วย
แม้ว่านางกำลังแต่งงานออกไปก็ตาม ใครจะสนใจ นางก็ซวยคนหนึ่ง
คืนก่อนงานแต่ง นางได้รับเงินทอง 1หีบกับเครื่องประดับเงิน 2 ชุดเพื่อเป็นสินเดิมของนาง แต่นางเองก็รู้ว่ามารดามีสินเดิมมากกว่านี้ แม่นมหวังได้แอบซ่อนสมุดบันทึกสินเดิมและหนังสือครอบครองกิจการต่างๆของมารดาไว้ในตุ๊กตาผ้าที่มารดาเย็บก่อนคลอดนาง นางบังเอิญเจอตอนเก็บของใส่หีบวันก่อนนี่เอง
แต่นางรู้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้ตอนนี้ นางไม่ได้โลภแต่นางอยากได้สิ่งที่เป็นของมารดากลับมา ไม่ใช่ให้คนพวกนี้ใช้จ่ายสบายมือ อย่างที่เป็นมาตลอดหลายปีนี้
‘เหลิงเยว่’ มารดาของนางได้เงินทอง 20 หีบ เครื่องประดับเงินทองหยก 20ชุด ตั๋วเงิน 10,000ตำลึงทองและร้านค้าอีก 10ร้านเป็นสินเดิมติดตัวมาด้วย แต่นี้ที่นางได้ มันไม่ถึงเศษเสี้ยวของสินเดิมเลย
เช้าวันต่อมา ซุนจินเยว่ตื่นแต่เช้า ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งหน้าและสวมชุดเจ้าสาวเอง เมื่อพ่อบ้านมาแจ้งว่า จวนแม่ทัพส่งรถม้ามารับแล้ว
นางเดินออกมาก็เห็นรถม้ามีผ้าแดงประดับ มีคนบังคับรถม้า 2คน และทหารคุ้มกัน 8คนเท่านั้น พ่อบ้านสั่งคนขนหีบสินเดินขึ้นรภม้าและเดินกลับเข้าจวนไป นางไม่มีบิดามารดามาส่ง ไม่มีพิธี ไม่มีใครกล่าวอวยพร นางเองไม่คิดว่าพวกเขาจะออกมาส่งนางอยู่แล้ว
ทหารของจวนแม่ทัพมองว่าที่ฮูหยินแม่ทัพเทพสงครามด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า ไม่กล่าวสิ่งใด นางก็ไม่พูดอะไร สำหรับนาง ‘อย่างไรแล้วอยู่ที่ใดก็ไม่น่าแย่ไปกว่าอยู่ที่จวนราชครูนี้แล้ว’ นางคิด
ทหารคนหนึ่งยกบันไดเล็กให้นางขึ้นรถม้าเอง จากนั้นก็บังคับรถม้าออกไป เดินทางมา 1วันนางก็รู้แล้วนางจะต้องเดินทางไกล นางจึงเปลี่ยนใส่ชุดเก่าของนางเพื่อความสะดวกในการเดินทาง
ใช้เวลา 1 เดือนเดินทางถึงชายแดน นางไม่พูดคุยกับทหาร ไม่ซักถาม ถึงเวลาพัก นางก็พักในรถม้าหรือออกมาทำธุระส่วนตัวเท่านั้น ก่อนถึงจวนแม่ทัพ ทหารก็มาแจ้งว่า อีกครึ่งชั่วยามจะถึงจวนแม่ทัพ นางก็เปลี่ยนมาใส่ชุดเจ้าสาวแทน มาถึงจวน นางก็เข้าพักในจวนทันที ไม่มีพิธี ไม่มีงานเลี้ยงและแขกเช่นเคย
นางเองก็เหนื่อยกว่าจะมาคิดเรื่องเล็กน้อยอะไรพวกนี้ ชินชามากเสียแล้ว นางเองก็รู้สึกปวดหัว ตัวร้อนคล้ายเป็นไข้ก็เริ่มหนักขึ้น เมื่อถึงห้อง นางก้ขอให้สาวใช้ที่เดินตามมากับพ่อบ้านเตรียมน้ำให้นางอาบและอาหารง่ายๆ 2-3อย่าง
หลังจากได้อาบน้ำจนสบายตัวและอิ่มท้อง ‘โชคดีที่ยังได้อาบน้ำและอาหารให้บ้าง’ นางคิด นางจึงล้มตัวลงนอนเพราะคิดๆแล้วท่านแม่ทัพคงไม่มาแล้ว ดูจากตั้งแต่นางมาถึงก็รู้แล้ว ‘เขายังไม่อยู่เพื่อทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเลย’ แต่พิธีที่เป็นหัวใจหลักซึ่งก็คือ ‘3 จดหมาย 6 พิธีการ’ที่ควรทำก่อนแต่งก็ไม่มีนี้ “หึ หึ!!!”
ยามซวี ภายในห้องอันสลัวรางล้วนประดับประดาด้วยผ้าม่านสีแดง บนเทียนแดงขนาดใหญ่คู่หนึ่งกำลังเผาไหม้มีอักษรมงคลสมรส เปรวเพลิงลุกไหม้อย่างร้อนแรง
ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้เตียง ค่อยๆวางมือบนศีรษะฮูหยินน้อยของตัวเอง ร่างใหญ่ถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกแล้วนั้งลงบนเตียงช้าแล้วขึ้นคร่อมร่างบาง บรรจงถอดเสื้อผ้าหญิงสาวออก นางใส่เพียงเสื้อนอนสีขาวบางๆไว้เท่านั้น ร่างสูงใหญ่กดตัวเองทับร่างเล็ก ล้มลงมอบจุมพิตร้อนแรงบนริมฝีปากสีผิงกั่ว
…………..
“เหตุการณ์ในตอนนี้เกิดก่อนตอนที่ 1 นะคะ ช่วงแรกของนิยายจะเป็นการย้อนไปมาถึงเรื่องเล่าต่างๆ เท่านั้นค่ะ”
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรเตอร์
หากมีคำผิดคำตกหล่นที่ใด ขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกๆท่าน สำหรับ“กำลังใจ" และ “ของขวัญ” ที่มอบให้ไรเตอร์นะคะ
ตอนที่ 3 สาวอุ่นเตียง NCเล็กๆ
ตอนที่ 3 สาวอุ่นเตียง NCเล็กๆ
ปัจจุบัน
เรือนไม้ขนาดกลางท้ายจวน ภายในห้องที่แสนจะเรียบง่ายมีข้าวของเครื่องใช้ไม่ใหม่ไม่เก่าที่จำเป็นเท่านั้น หากจะมองหาสิ่งสวยงามหรูหรางดงามสำหรับฮูหยินเอกของแม่ทัพใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นถึงเทพสงครามนั้นคงไม่มีเลยสักนิชิ้นเดียว พอดูดีๆแล้วก็ดีกว่าห้องสาวใช้มากอยู่
“ถิงถิง”
2 เค่อต่อมา พอแช่น้ำจนชำใจหอมฟุ้งแล้ว ซุนจินเยว่ก็เรียกถิงถิงให้มาช่วยพยุงนางออกจากอ่าง นางก็ปล่อยให้ถิงถิงช่วยนางแต่งตัวอย่างว่าง่าย ตอนนี้หญิงสาวจากโลกอนาคตก็ได้เห็นร่างใหม่ของนางผ่านกระจกทองเหลือง ก็ยกยิ้มพอใจอย่างมาก ถ้าไม่รวมรอยแดงทั่วร่างนั้นนะ
ซุนจินเยว่ เป็นหญิงสาวแรกแย้มวัย 15ปีเท่านั้นสูง160กว่าๆ ดวงตากลมโตน่ารักอ่อนหวาน ใสสว่างราวดวงดาวนับร้อยมารวมกันอยู่ในนั้น ผมยาวดำหอมอ่อนๆมีสุขภาพ ผิวขาวอมชมพูเนียนนุ่น เอวบางร่างน้อย สิ่งใดที่หญิงสาวควรมีนางก็มีครบ หรือเรียกได้ว่า ‘งามล้มชาติล้มเมือง นางฟ้านางสวรรค์หรือเทพธิดา’ก็ว่าได้ หญิงสาวยกยิ้มน้อยๆปราบปลื้มใจ อย่างหนึ่งของการทะลุมิติมาก็คือ การเข้ามาอยู่ในร่างสาวงามล้มเมืองแบบนี้ละ สุดยอดมาก!
ใช่แล้ว! วิญญาณที่อยู่ในร่างนี้ คือหญิงสาวชาวไทยที่ลูกๆเรียกเธอว่า มัมมี่มะลิ วัย 43ปี มีลูก 3คน สามีเป็นชาวต่างชาติแต่เพราะเขาต้องทำงานที่ต่างประเทศ นางจึงต้องดูแลลูกๆคนเดียว ถึงไม่ได้เป็นแม่เลี้ยงเดียวแต่ก็เหมือน งานของคนเป็นแม่นั้นไม่ง่ายเลย เหนื่อยมาก พอได้นอนพักกลางวันช่วงลูกๆไปโรงเรียน ก็ตื่นขึ้นมาช่วงกินตับกับชายหนุ่มหุ่นแซบพอดี
ส่วนเจ้าของร่างน่าจะเสียชีวิตเพราะผิษไข้ก่อนแล้ว นางเองก็มีความทรงจำของเจ้าของร่างและเข้าใจภาษาของคนยุคนี้แล้ว ไม่ได้ทำให้นางตกใจอะไร ก็นางทะลุมิติมานิ มันก็ต้องเป็นแบบนี้ละ
เรียบร้อยแล้ว ถิงถิงก็ยกอาหารธรรมดา 2-3 อย่างเข้ามาให้ อาหารมีผัดผักกับเนื้อไก่นิดหน่อยและข้าวต้ม 1 ถ้วยเท่านั้น
“ข้าอิ่มแล้ว ถิงถิง” นางพูดพร้อมกับว่างตะเกียบในมือ อาหารจานผัดทั้งมันและจืดมาก ข้าวต้มก็เละมาก กินนิดหน่อยก็พอ แต่มื้อหน้าคงต้องสั่งให้แม่ครัวทำอาหารใหม่ละ
“ถิงถิง ท่านแม่ทัพละ เจ้ารู้รึไหมว่าอยู่ไหน?” นางถาม
“ไม่ทราบเจ้าคะ” ถิงถิงตอบ
“อืม….” นางก็แค่ถามออกไป แต่ก็รู้อยู่แล้วว่าจะได้คำตอบแบบนี้ เชอะ!
ถิงถิงเดินเข้ามาเก็บสำรับออกไป แล้วกลับมาพร้อมกับกาน้ำชาและถ้วยว่างไว้บนโต๊ะ ตอนถิงถิงเดินเข้า นางก็เห็นซุนจินเยว่นอนหลับตาพิงหัวเตียงแล้ว
ตอนส่องกระจกเมื่อกี้ นางสังเกตว่า หน้าผากของตนเองมีปานดอกลี่ฮวา(ดอกมะลิ) สีชมพูอ่อนๆ พอนางได้สัมผัสมันแล้วก็นิ่งไป ใครไม่รู้ก็คิดว่านางหลับ แต่จริงๆแล้วนางเข้าไปอยู่ในมิติที่มีระบบของตนเอง
ภายในมิติ ซุนจินเยว่ลืมตาก็เห็นว่าสถานที่รอบๆเป็นพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์ มีภูเขาและน้ำตกสวยงามไหลลงมาเป็นแม่น้ำสายยาว ที่ไม่เห็นปลายทาง สายลมพัดผ่านเย็นสบาย อากาศก็สดชื่น พอได้สูดเข้าไปก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
“ปิ้งป่อง! ปิ้งป่อง! ระบบผู้ช่วยพร้อมรับใช้บอสแล้วขอรับ” เสียงดังขึ้นจากที่ใดที่หนึ่ง
“อุ้ย!…..” ซุนจินเยว่ตกใจ เอามือปิดปากก่อนจะร้องอุทานหยาบๆออกมา ก็เล็กน้อยแต่ไม่ได้เกินการคาดเดาของนาง “ระบบรึอยู่ที่ไหนรึ?” นางถามออกไป
“อยู่ทุกที่ขอรับ แค่บอสเรียกข้าๆก็จะออกมารับใช้ทันที” ระบบผู้ช่วย
“อย่างนั้นรึ แล้วเจ้าชื่ออะไร มีไหม?” นางถาม
“ไม่มีขอรับ บอสตั้งให้ได้เลยขอรับ” ระบบผู้ช่วยตอบ
“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ถือว่าเจ้าเป็นเลขาข้าละกันนะ ข้าชอบแบบนี้ ข้าจะเรียกเจ้าว่า เลขาจิน ละกัน”
“ขอบคุณมากขอรับ แล้วทำไหมถึงเป็น ‘จิน’รึขอรับ?” เลขาอันถาม
“อืม….ก็จินแปลว่า เงินทองไงละ” นางตอบ ‘แต่ไม่ใช่ตัวเงินตัวทองนะ….อิอิอิ’นางคิดในใจ
“………….” เลขาจิน (ระบบผู้ช่วย)
“เอาเถอะๆ แล้วข้าสามารถทำอะไรได้บ้างในมิติแห่งนี้ละ แล้วเลขาจินละ ทำอะไรได้บ้าง ข้าอยากรู้จัง” นางเอยด้วยรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้าหวาน
“ข้าทำได้ทุกอย่างที่บอส อยากได้อะไรข้าก็จัดให้ขอรับ” เลาจินตอบ
“ง่ายๆอย่างนี้เลยรึ” นางถามอีกครั้ง
“ใช่ขอรับ ง่ายๆอย่างนี้เลย” เลขาจินตอบ
“อืม….น่าสนใจมาก สุดยอด ยอดเยี่ยมจริงๆ อิอิ” ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และเสียงหัวเราะน่าขนลุกนั้นดังอยู่ในมิติสักพัก
“…………..” เลขาจิน
“ข้าจะค่อยๆคิดละกันนะ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าอยากจะทำแต่ตอนนี้ข้าติดอยู่ในจวนนี้ เฮอ! แล้วค่อยว่ากันอีกทีนะเลขาจิน” นางกล่าวออกไปอย่างเสียดาย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร ดูจากเรือนที่อยู่นี้ รางสังหรบอกว่า‘นางจะอยู่ที่ไม่น่านานแล้ว!’
“ขอรับ” เลขาจินตอบรับอย่างว่าง่าย
ซุนจินเยว่เดินรอบมิติอยู่ 1 เค่อแล้วก็ออกจากมิติไป พอนางลืมตาก็พบถิงถิงยืนรออยู่แล้ว
“ถิงถิง เจ้าช่วยบอกพ่อครัวว่า ข้าขออาหารไม่เลียน ไม่มันเกินไปได้หรือไหม” นางถามพร้อมกับพยายามลุกจากเตียง
“ได้เจ้าค่ะ” ถิงถิงตอบเสร็จแล้วก็เดินออกไป
หลังอาหารกลางวัน ตอนบ่ายวันนี้ ซุนจินเยว่ลุกมานั้งหน้าเรือน มองดูรอบๆก็ไม่มีสิ่งใดให้ดู พื้นที่โดยรอบไม่มีต้นไม้อะไรที่สวยงามน่ามอง ไม่มีดอกไม้ ไม่สวนให้นั้งเล่นเลย แค่พื้นที่โหล่งๆก็เท่านั้น “เฮอ!…..”
ก่อนยามโหย่ว ถิงถิงก็กลับมาพร้อมอาหารเย็น “ถิงถิง ต่อไปข้าไม่ดื่มชานะ ขอแค่น้ำเปล่าก็พอแล้วกัน เจ้าคอยเติมให้เต็มตลอดก็พอแล้ว” นางบอกสาวใช้น้อยข้างกาย นางไม่ต้องการดื่มชาตลอดเวลาหรอกนะ มีกาแฟบ้างก็คงจะดี
“เจ้าค่ะ ฮูหยินน้อยต้องการอะไรอีกรึไหมเจ้าคะ” ถิงถิงกล่าวถาม
“อืม….ข้า ข้าอยากอาบน้ำก่อนเข้านอนนะ” นางตอบ
“เจ้าคะ” ถิงถิงตอบและ ชั่วยามต่อมานางก็กลับเข้ามาพร้อมกับน้ำอาบและช่วยซุนจินเยว่ตรียมตัวเข้านอน
……
ยามซวี ภายในห้องอันเงียบสงบ เปรวเทียนลุกไหม้พลิ้วไหวไปตามลมจากประตู ชายหนุ่มกว้ายาวๆเข้ามายืนข้างเตียง
ริมฝีปากหยักร้อนผ่าวประกบสนิทบนริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้ม ลิ้นใหญ่ตวัดเข้ามาในโพรงปากหวานดึงดูดลิ้นน้อยของนางอย่างหิวกระหาย
ความรู้สึกราวกับขาดอากาศหายใจปลุกนางตื่นขึ้น ชายหนุ่มเอาแต่ดูดกลืนกินด้วยจุมพิตบดเน้นบนปากจนนางเคลิ้มไปกับความเร้าร้อนที่ชายหนุ่มมอบให้ เขาไม่เว้นหยุดพักสักนิดเดียว ลมหายใจของนางจึงหอบอย่างแรงจนทรวงอกเพื่อมสั่นสะท้าน
ใบหน้าและดวงตาขอทั้งคู่บัดนี้เต็มไปด้วยไฟราคะตัณหาที่กำลังแผกเผาร้อนรุ่มอยู่มากเพียงใด
มือชายหนุ่มค่อยๆลากไล้ลงไปกดแน่นที่บุปผากลางสาวที่มีน้ำหวานหลั่งริน ความรู้สึกวาบวิวขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสจากนิ้วค่อยๆเคลื่อนขยับเข้าออกร่องรักจนร่างบางต้องจิกขยำไหล่กว้างของเขาเอาไว้
ไม่นานนักเรียวขาสวยก็ถูกชายหนุ่มดันให้กว้างขึ้นเพื่อให้แทรกตัวเขาเข้าแนบชิด ความเป็นชายถูกกดเข้าออกเพียงแค่ปากถ้ำเท่านั้น ร่างบางสะท้านไหวเตรียมใจรับแกนกลางชายแทรกเข้ามิดด้าม ร่องรักรัดแน่นจนชายหนุ่มยากจะร้องครางออกมา “อ๊า…… อ๊า!!!” ชายหนุ่มหญิงสาวครวญครางพร้อมกัน
หลังจากคืนที่ 2 ชีวิตของซุนจินเยว่ก็คล้ายจะดำเนินเหมือนๆกันทุกวันมาตลอด 1 เดือน จะมีอยู่ 2-3คืนที่ท่านแม่ทัพไม่ได้มาค้างกับนาง นางก็ไม่ถามถึง จะให้ถามไปทำไหมเพราะปกติแล้วเขาจะมาตอนนางเข้านอนแล้วและออกไปก่อนนางตื่น โชคดีที่ยังพอแน่ใจได้ว่าคนที่นางนอนด้วยนั้นคือท่านแม่ทัพตัวจริงก็เพราะถิงถิงยืนยันด้วยตัวเอง และนานๆครั้งจะมีข้อความทิ้งให้นาง เช่น คืนนี้ไม่กลับ หรือจะค้างที่ค่ายทหารคืนนี้เท่านั้น นางก็หมดคำพูดหรืออาจจะไม่มีคำจะพูด
ชีวิตคู่ของนางชาตินี้ก็ไม่ต่างกับสาวอุ่นเตียงให้สามีตนเองให้ได้มีที่ปลดปล่อยเท่านั้นกระมัง ดูเรือนนี้ซิ เสื้อผ้าและอาหารการกินนี้อีก มันเหมือนกับของที่ฮูหยินเอกของท่านแม่ทัพกินอยู่เสียที่ไหนละ ช่างเถอะ! อย่างไงเขาก็หล่อเหลา ร่างกายแน่นนั้นอีก แถมอึดและลีลาดีมากอีกด้วย นางก็ไม่สนเรื่องอื่นแล้ว มีที่พัก อาหาร ไม่ต้องทำงานอย่างสาวใช้เหมือนตอนอยู่ที่จวนท่านราชครู อยู่ที่นี้ไปก่อนก็ไม่เลว
“เลขาจิน นี้ถ้าข้าไม่ได้น้ำตกวิเศษของเจ้า ข้าคงไม่มีชีวิตรอดอย่างทุกวันแน่ ข้าต้องตรากตรำรับศึกเกือบ 6ชั่วยามทุกคืนแบบนี้” นางรู้สึกโชคดีจริงๆ
“แล้วบอสไม่ชอบรึ ให้ข้าจัดการให้ไหม รึไม่ก็ให้ท่านแม่ทัพไปนอนที่ค่ายสักหลายๆคืน?” เลขาจินถามอย่างจริงจัง
“เออ…ไม่ต้อง ไม่ต้องเลย…ข้าชอบ!” นางตอบกลับทันทีแบบไม่ต้องผ่านสมองเลยสักนิดเดียวจริงๆ
“………” เลขาจินหมดคำจะเอย
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรเตอร์
หากมีคำผิดคำตกหล่นที่ใด ขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกๆท่าน สำหรับ“กำลังใจ" และ “ของขวัญ” ที่มอบให้ไรเตอร์นะคะ
ตัวอย่างปิ่นหยกสีชมพู