โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ย้อนเส้นทางพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ จากอดีตผบ.ทบ. – สนช. – สว.ชุดพิเศษ สู่รองเลขาธิการพระราชวัง

iLaw

อัพเดต 05 ธ.ค. 2568 เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2568 เวลา 11.20 น. • iLaw

พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กแดง” ตกเป็นที่พูดถึงในหน้าสื่อจากการถ่ายภาพร่วมเฟรมกับเบน สมิธ หนึ่งในผู้ที่คณะกรรมการธุรกรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดและอายัดทรัพย์จากกรณีเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยพล.อ.อภิรัชต์ แจงความสัมพันธ์ว่าไม่ได้สนิทสนม แต่รู้จักแบบ “ผิวเผิน”

ภาพถ่ายดังกล่าว ถ่ายเมื่อปี 2557 ขณะนั้นพล.อ.อภิรัชต์รับราชการทหารอยู่ แต่เส้นทางชีวิตของ “บิ๊กแดง” ไม่ได้จบที่กองทัพบกเท่านั้น เขายังมีบทบาทเกี่ยวพันกับรัฐบาลคณะรัฐประหารปี 2557 เป็นสมาชิกสภาแต่งตั้ง ต่อเนื่องมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดพิเศษโดยตำแหน่ง หลังเกษียณอายุราชการ ก็ได้รับบทบาทใหม่เป็นรองเลขาธิการราชวัง และรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ลูกชายอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2534

พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เกิดและเติบโตมาในครอบครัวของ “ทหาร” เป็นบุตรชายคนโตของพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กจ๊อด” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) และอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ผู้นำรัฐประหารเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ยึดอำนาจจากรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ การรัฐประหารในครั้งนั้น รสช. อ้างเหตุผลผ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่อง คำชี้แจงเหตุผลการเข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศว่าคณะผู้บริหารประเทศมี “พฤติการณ์การฉ้อราษฎร์บังหลวง”

หลังพล.อ.สุนทรเสียชีวิต ก็เกิดกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์มรดกและพินัยกรรมเนื่องจากคุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ อดีตภรรยา และบุตรชายทั้ง 2 คนยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรมและเรียกคืนทรัพย์สินมูลค่ารวม 3.9 พันล้านบาท ผลสุดท้ายฝั่งอดีตภรรยาและฝั่งคู่สมรสใหม่ก็ทำสัญญาประนีประนอมกัน โดยฝั่งอดีตคู่สมรสและทายาทของพล.อ.สุนทร ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสด 21 ล้านบาท และ ที่ดิน จ.จันทบุรี จำนวน 21 ไร่ 2 งาน 77 ตารางวา

อดีตผบ.ทบ. - สนช. – เลขาธิการคสช.

เช่นเดียวกันกับผู้เป็นบิดา พล.อ.อภิรัชต์ก้าวเข้าสู่การรับราชการทหารและเคยได้รับตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง หลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2557 อภิรัชต์เข้ามามีบทบาทในแวดวงการเมืองผ่านการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ “สภาแต่งตั้ง” โดยคสช. มีอำนาจหน้าที่โหวตผ่านกฎหมาย เงินเดือนและเงินประตำแหน่งรวมกัน 113,560 บาท/เดือน

เดือนกรกฎาคม 2561 ขณะยังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.อ. อภิรัชต์ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น “นายทหารพิเศษ” ประจำกรมมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการที่อยู่ภายใต้ “ส่วนราชการในพระองค์”

1 ตุลาคม 2561 อภิรัชต์ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และในวันเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการ คสช. ซึ่งเทียบได้กับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และแน่นอนว่าได้เงินเดือนเท่ากับตำแหน่งนี้ กล่าวคือ เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งรวมกัน 81,700 บาท/เดือน

อดีตสว. แต่งตั้ง โควตา สว. โดยตำแหน่ง

หลังคสช. ปรับบทบาทจากรัฐบาลคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจและเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขยับตัวสู่สนามการเมืองผ่านการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ ผลปรากฏว่าอดีตหัวหน้า คสช. ได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะไม่ได้เป็นพรรคที่ครองเก้าอี้มากสุดในสภาผู้แทนราษฎร ปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะสว.ชุดพิเศษ ที่คสช. แต่งตั้งเอง มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มาจากการเลือกตั้ง อำนาจนี้เป็นผลพวงจากบทเฉพาะกาล ของรัฐธรรมนูญ 2560 และการทำประชามติในปี 2559

ในสว. แต่งตั้ง 250 คน รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 269 (1) (ค) กำหนดพื้นที่โควตาเล็กๆ ให้ “สว. โดยตำแหน่ง” 6 คน ส่งผลให้พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่งเป็นผบ.ทบ. ได้เป็น สว. ควบอีกตำแหน่งไปด้วย รายได้ต่อเดือนของสว. ทั้งเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มอยู่ที่
119,920 บาท/เดือน

ด้วยตำแหน่งผบ.ทบ. ที่อาจจะมีภารกิจมาก ผลการทำงาน 1 ปีแรกในฐานะ สว. พล.อ. อภิรัชต์ ติดอันดับ “ขาด” ลงมติมากที่สุดเป็นอันดับที่สอง จากผลลงมติทั้งหมด 145 มติ ขาดไปแล้ว 143 มติ เท่ากับว่าเขามาลงมติแค่ 2 มติเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือการลงมติ พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 เมื่อ 20 ตุลาคม 2562

รองเลขาธิการพระราชวัง - รองผู้อำนวยการสำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

เมื่อเกษียณอายุราชการตำแหน่ง ผบ.ทบ ในปี 2563 พล.อ. อภิรัชต์ ก็ขยับเข้าสู่บทบาทใหม่ผ่านการเป็นรองเลขาธิการพระราชวัง ระดับ 11 หมายเลข 6 จากพระบรมราชโองการ ประกาศ การเลื่อนระดับข้าราชการในพระองค์ให้สูงขึ้นและปรับโอนข้าราชการทหารและพลเรือน เป็นข้าราชการในพระองค์ ซึ่งเป็นผลมาจากพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้ “ส่วนราชการในพระองค์” สามารถรับโอนข้าราชการอื่นมาเป็นข้าราชการในพระองค์ได้ตามพระราชอัธยาศัย ถึงแม้ว่า “ส่วนราชการในพระองค์” จะไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่ส่วนราชการ และ “ข้าราชการในพระองค์” จะไม่ใช่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐตามนิยามของกฎหมายอื่น

ทั้งนี้ ตำแหน่งรองเลขาธิการพระราชวัง เป็นตำแหน่งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายพลเรือน

ปีเดียวกันนั้นเอง พล.อ. อภิรัชต์ ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ด้วยอีกตำแหน่ง

จากการสืบค้นพระบรมราชโองการที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งหรือการให้ข้าราชการในพระองค์พ้นจากตำแหน่ง พบว่าเดือนกันยายน 2567 พล.อ. อภิรัชต์ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายทหารพิเศษ เนื่องจากลาออกจากราชการ ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่เขาได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อกรกฎาคม 2561 สำหรับตำแหน่งรองเลขาธิการพระราชวัง จากการสืบค้นในราชกิจจานุเบกษา ยังไม่พบว่าพล.อ. อภิรัชต์พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...