องค์อุปถัมภ์โขนศิลปาชีพ ‘ถ้าไม่มีใครดู แม่จะดูเอง’
“ถ้าไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” พระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่เป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมหัวใจ “โขนไทย” ต่อลมหายใจให้ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ซึ่งเป็นพระราชเสาวนีย์ต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลังกราบบังคมทูลว่า สมเด็จแม่ของพระองค์ว่า การแสดงโขนกำลังซบเซาขาดคนดู เมื่อปี พ.ศ. 2546
จากพระราชเสาวนีย์นั้นเอง ทำให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กรมศิลปากร นำไปศึกษาพัฒนาเครื่องแต่งกายโขน ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับในทุกขบวนการของศิลปะการแสดงชั้นสูงนี้
ซึ่งเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่คู่กับสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดง “โขน” ซึ่งเป็นนาฏกรรมไทยอันทรงคุณค่า มีความงดงามประณีต วิจิตรบรรจง ทั้งศิราภรณ์ พัสตราภรณ์ และเครื่องประดับ ยังผลให้นักแสดงและผู้เกี่ยวข้องกับโขน ได้ร่วมสนองพระราชปณิธานเพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย
และด้วยพระมหากรุณาธิคุณนี้ ยังผลให้ในปี พ.ศ. 2561 องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศขึ้นบัญชี “Khon, masked dance drama in Thailand” (การแสดงโขนในประเทศไทย) เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอย่างเป็นทางการ อันแสดงเป็นประจักษ์ว่า “โขน” ซึ่งเป็นนาฏกรรมไทยชิ้นเอกนี้ ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก สมดังพระเจตนารมณ์แห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
และทรงให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดการแสดงโขนทุกปี โดยในปีนี้ได้จัดแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี”
สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนเรื่องราวของพญาพาลีวานรผู้เป็นกษัตริย์แห่งเมืองขีดขิน ซึ่งเสียคำสัตย์เพราะความหลงผิด แต่ภายหลังระลึกได้จึงสำนึกและยอมรับโทษ โดยการแสดงเริ่มจากองก์ที่ 1 “สัตยาพาลี” โดยทศกัณฐ์ผู้คั่งแค้นเนื่องจากพาลีแย่งนางมณโฑไปเป็นชายาจนมีลูกด้วยกันคือ องคต ได้รู้ข่าวพิธีลงสรงขององคต จึงแปลงเป็นปูยักษ์เพื่อหวังสังหารองคตในพิธีลงสรง แต่ถูกพาลีจับได้ จับมัดขึ้นฝั่ง นำมาให้องคตขี่ และลากเล่นจนครบ 7 วัน แล้วปล่อยไป
จากนั้นพาลีผู้มีฤทธิ์มากได้สังหารทรพีที่อกตัญญูต่อทรพาผู้บิดา เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้พาลีมีเรื่องผิดใจกับสุครีพถึงกับขับไล่น้องชายออกจากเมือง กระทั่งสุครีพได้พบหนุมานและเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระราม และได้ทูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระรามจึงให้สุครีพกลับเข้าเมืองขีดขินเพื่อรบกับพาลี พระรามแผลงศรหมายสังหารพาลี แต่ด้วยฤทธิ์พาลีจับลูกศรได้ พระรามแสดงอิทธิฤทธิ์ปรากฏกายเป็นพระนารายณ์ พาลีสำนึกผิดที่ขาดสัตย์และไม่สามารถทนอยู่ได้ด้วยความละอายต่อความผิด จึงยอมตายปล่อยให้ศรพรหมาสตร์ปักอกตนเอง
จากนั้นในองก์ที่ 2 “ศึกอสุรีเจ้าลงกา” โดยกล่าวถึงทศกัณฐ์ที่ยังผูกจิตอาฆาตพระราม และบรรดาวานรที่ฆ่าญาติวงศาและลูกล้มตาย นางมณโฑทูลว่านางได้รับพรจากพระอุมาในการหุงน้ำทิพย์ชุบชีวิตผู้ตายให้ฟื้นได้ ทศกัณฐ์จึงสั่งให้นางมณโฑตั้งโรงพิธี และให้ทศคีรีวันกับทศคีรีธรออกรบเป็นทัพหน้า ส่วนทศกัณฐ์จะเป็นทัพหลวง เมื่อกองทัพพระราม และเหล่าวานรเข้ารบกับทัพยักษ์และฆ่าทัพยักษ์ได้ ทศกัณฐ์ใช้น้ำทิพย์ประพรม เหล่าทัพยักษ์ก็ฟื้นกลับขึ้นมารบได้อีก
พระรามสงสัยถามพิเภกจึงรู้สาเหตุ จึงสั่งให้หนุมานไปทำลายพิธีของนางมณโฑ หนุมานแปลงกายเป็นทศกัณฐ์ เพื่อลวงนางมณโฑให้หยุดทำพิธี เมื่อเสร็จภารกิจหนุมานและพลวานรก็กลับเข้าสู่สนามรบ เพื่อทูลพระรามว่าได้ทำลายพิธีสำเร็จแล้ว ทศกัณฐ์โกรธสั่งให้ปีศาจยักษ์ เสนายักษ์ และทศคีรีวันกับทศคีรีธรเข้ารบ แต่ถูกพระลักษมณ์และพลวานรฆ่าตายจนสิ้น ทศกัณฐ์ขว้างจักรแก้วหมายสังหารพระราม พระรามแผลงศรทำลายจักรแก้วและฆ่าช้างทรงทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์จึงหย่าทัพหนีกลับเข้าลงกา
“สัตยาพาลี” จึงชี้ให้เห็นคุณของความกตัญญูและโทษของความไม่รักษาสัตย์ และกล่าวถึงหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่ต้องตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและผู้มีพระคุณ การต่อสู้ของทศกัณฐ์และพระราม (อวตารของพระนารายณ์) ย้ำให้มั่นใจว่าผู้มีจิตใจชั่วร้าย แม้จะมีอิทธิฤทธิ์มากมายปานใดก็ไม่สามารถดำรงตนไปได้นาน ฝ่ายผู้ยึดมั่นในธรรมะ แม้จะเผชิญอุปสรรคใด ๆ ก็จะชนะฝ่ายอธรรมเสมอ
การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” แสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา มรดกทางวัฒนธรรมนี้ ดั่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้อย่างแน่วแน่
โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียส่วนพระองค์ ถึงน้องอันโน่ ด.ช.ธรณิต เพิ่มสิน อายุ 5 ขวบ ผู้แสดงในบทบาท “องคตตอนเด็ก” ซึ่งน้องได้รับโอกาสจาก อ.วิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ ศิลปินแห่งชาติ ให้มาร่วมแสดงครั้งนี้ น้องมีความตั้งใจ และชื่นชอบโขนตามคุณพ่อคุณแม่ ที่เป็นศิลปินต้นแบบของอันโน่ ภาพรอยยิ้มและท่วงท่าที่คล่องแคล่วสง่างามของน้องอันโน่ คือวินัยและใจรัก รวมทั้งการฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อถ่ายทอดความวิจิตรของนาฏศิลป์ไทยออกมาได้อย่างสวยงาม นับเป็นพลังที่แสดงให้เห็นถึงศิลปะอันทรงคุณค่าจะถูกสืบสานจากคนรุ่นหลังต่อไป
นับว่าด้วยพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในครั้งนั้นต่อลมหายใจศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยนี้ให้ยั่งยืนสืบไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : องค์อุปถัมภ์โขนศิลปาชีพ ‘ถ้าไม่มีใครดู แม่จะดูเอง’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net