โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

การข่มขู่และโจมตีจริงของทรัมป์ 2.0

ไทยโพสต์

อัพเดต 08 พ.ย. 2568 เวลา 22.46 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2568 เวลา 17.01 น.

การข่มขู่และลงมือจริงของทรัมป์ 2.0 เป็นหลักฐานชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์ทำอย่างไรตามหลัก “America First”

ทรัมป์ 2.0 มาพร้อมกับการข่มขู่สารพัด ขู่ว่าจะเล่นงานด้วยภาษี ตัดความช่วยเหลือ จนถึงใช้กำลังทหาร ที่ผ่านมารัฐบาลทรัมป์ข่มขู่ใช้กำลังทหารกับหลายประเทศ เช่น เรื่องนำคลองปานามา (Panama Canal) กลับมาเป็นของสหรัฐ ขู่ใช้กำลังกับฮามาสหากไม่ยอมลงนามข้อตกลงกับอิสราเอล ในที่นี้นำเสนอ 3 ตัวอย่างคือ กรณีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ไนจีเรียและเวเนซุเอลา ดังนี้

ภาพ: ทรัมป์ 2.0 ประกาศทำสงครามกับพ่อค้ายาเสพติด

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน:

มิถุนายน 2025 หนึ่งสัปดาห์ก่อนการปะทะอิสราเอล-อิหร่าน รัฐบาลทรัมป์ยืนยันอิหร่านต้องรับเงื่อนไขไม่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์อีกต่อไป เพราะจะนำไปใช้ในทางอื่น (สร้างอาวุธนิวเคลียร์) พูดเป็นนัยว่าหากไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้จะโดนโจมตี

อาวุธนิวเคลียร์คือเหตุผลหลักที่อิสราเอลชี้ว่ามีความชอบธรรมที่จะโจมตีอิหร่าน ทั้งๆ ที่รัฐบาลอิหร่านยืนยันเรื่อยมาว่าไม่มีและไม่คิดมี เนื่องจากผิดบัญญัติศาสนา

หลักฐานสำคัญอีกชิ้นคือ สัปดาห์แรกที่อิสราเอลโจมตีอิหร่าน สถานทูตอิหร่านประจำอินเดียเผยแพร่แถลงการณ์ของ Rafael Grossi อธิบดี IAEA ว่า “ยังไม่มีหลักฐานชี้ว่า (อิหร่าน) กำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์” เรื่องนี้สวนทางกับแถลงการณ์ของรัฐบาลอิสราเอล ที่กล่าวหาอิหร่านกำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์และใกล้จะสำเร็จแล้ว

ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รัฐบาลสหรัฐกับเนทันยาฮูร่วมกันใช้กำลังทางอากาศโจมตีโครงการนิวเคลียร์หลายแห่ง สร้างความเสียหายไม่น้อย

ทางการจีนชี้ว่า สหรัฐโจมตีอิหร่าน ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติกับกฎหมายระหว่างประเทศ ขยายความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

วิเคราะห์: เป็นอีกครั้งที่ผู้พยายามอ้างตัวเป็นผู้นำฝ่ายเสรีประชาธิปไตยโลก ผู้พยายามให้นานาชาติปฏิบัติตามกฎหมายนานาชาติ แต่ตัวเองกลับละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ

ผู้ก่อการร้ายไนจีเรีย:

ต้นเดือนพฤศจิกายน 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารต่อไนจีเรียจากเหตุต่อต้านคริสเตียน กล่าวหารัฐบาลไนจีเรียไม่พยายามปกป้องคนนับถือคริสต์ ตนได้สั่งให้กองทัพเตรียมตัวจัดการผู้ก่อการร้ายอิสลาม (Islamic Terrorists)

ทรัมป์ชี้ว่าผู้ก่อการร้ายสังหารคริสเตียนในประเทศทุกที่ รัฐบาลไนจีเรียมี 2 ทางเลือก คือคุ้มครองคริสเตียนทันที ไม่เช่นนั้นสหรัฐจะลงมือจัดการผู้ก่อการร้าย ก่อนหน้านี้ทรัมป์ตีตราว่าไนจีเรียละเมิดเสรีภาพทางศาสนา องค์กรคริสเตียนกับนักการเมืองสหรัฐหลายคนชี้ว่าคริสตชนที่นั่นถูกคุกคาม ถูกทำร้าย

ด้านไนจีเรียแย้งว่า รัฐบาลปกป้องพลเมืองของตนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ความจริงแล้วไม่มีการสังหารหมู่ผู้นับถือคริสต์แต่อย่างไร มีข้อมูลว่าเฉพาะปี 2025 คนไนจีเรียกว่า 8,000 ถูกสังหาร คนเหล่านี้บางส่วนนับถือคริสต์ บางส่วนเป็นมุสลิม

ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามว่าหากสหรัฐลงมือจะเป็นอย่างไร คงเน้นโจมตีทางอากาศ ส่งหน่วยรบพิเศษจัดการผู้ก่อการร้ายบางจุด ใช้โดรนไล่ล่าผู้ก่อการร้ายเหมือนที่ทำเรื่อยมา ปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อการร้ายในไนจีเรียอาจคล้ายสงครามต่อต้านก่อการร้ายกรณีอื่นๆ

กรณีไนจีเรียเพิ่งเป็นข่าวไม่นาน จึงยังต้องติดตามความคืบหน้า เรื่องนี้น่าสนใจเพราะ รัฐบาลสหรัฐคิดใช้กำลังทหารเพื่อปกป้องคนนับถือคริสต์ซึ่งไม่ใช่คนอเมริกัน หากทำเช่นนี้จริงในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะกลายเป็นสงครามศาสนาหรือไม่

กรณีเวเนซุเอลา:

รัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐนับทศวรรษทำนองเดียวกับอิหร่าน รัฐบาลสหรัฐพยายามปิดล้อม จ้องโค่นล้มรัฐบาลประเทศนี้

ยกตัวอย่าง พฤษภาคม 2020 สื่อเวเนซุเอลาเผยแพร่คำสารภาพของอดีตทหารผ่านศึกอเมริกันคนหนึ่งที่ถูกจับได้ สารภาพว่าภารกิจคือจับตัวประธานาธิบดีมาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาไปสหรัฐ ด้านทำเนียบขาวชี้แจงทันทีว่ารัฐบาลสหรัฐไม่มีส่วนรู้เห็นปฏิบัติการดังกล่าว

ไม่ว่าจริงเท็จอย่างไร ความเป็นปรปักษ์นั้นชัดเจน เมื่อทรัมป์ 2.0 ประกาศทำสงครามกับพ่อค้ายาเสพติด เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในเป้าหมายทันที ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามว่าเลือกปฏิบัติหรือไม่ ดูเหมือนจะมุ่งจัดการพ่อค้ายาที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวเนซุเอลาที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่

รอบนี้รัฐบาลสหรัฐยกเรื่องเฟนทานิล (fentanyl) ซึ่งในทางการแพทย์เป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์ (Opioids) แต่บางคนใช้อย่างผิดๆ กลายเป็นยาเสพติด

ตุลาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ตอนนี้สหรัฐกำลังทำสงครามกับพ่อค้ายาเสพติด ตีตราว่าพวกนี้เป็นผู้ก่อการร้าย การทำสงครามสังหารคนพวกนี้เป็นการป้องกันตัวเอง พวกนี้เป็นภัยความมั่นคงแห่งชาติ ยาเสพติดทำให้คนอเมริกันเสียชีวิตปีละหลายหมื่นคน ชี้ว่าพวกนี้มีกองกำลังนอกกฎหมาย พวกค้ายาเสพติดที่หมายถึงรวมทั้งพวกที่เป็นคนต่างชาติ สหรัฐปราบปรามทำสงครามทั้งในและต่างประเทศ ไม่สนใจว่าละเมิดอธิปไตยต่างประเทศหรือไม่

ทรัมป์ชี้ว่าตนใช้อำนาจนี้ตามอำนาจพิเศษในยามสงคราม (Extraordinary Wartime Powers) ของประธานาธิบดี นักกฎหมายบางคนเห็นว่าทรัมป์ใช้อำนาจนี้ไม่ถูกต้อง เพราะการค้ายาเสพติดต่างจากการถูกโจมตีด้วยกองกำลังติดอาวุธ

Jack Reed สว.เดโมแครตชี้ว่า ทรัมป์ “ทำสงครามลับกับทุกคนที่เขาคิดว่าเป็นศัตรู” โดยปราศจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ กลายเป็นว่าเขาสามารถสั่งฆ่าใครก็ได้ด้วยกองทัพอเมริกัน

ไม่ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ทรัมป์เดินหน้าใช้กำลังทหารจัดการพ่อค้ายาเสพติดแล้วหลายครั้งและยังคงดำเนินต่อไป ขยายมาทางเอเชียด้วย

ทรัพยากรน้ำมันและปราบให้เป็นตัวอย่าง:

ในอีกมุมถูกตีความว่า รัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันของเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานเวเนซุเอลา การตีตราว่าประเทศนี้เป็นต้นเหตุภัยยาเสพติดช่วยเพิ่มข้อกล่าวหาอีกข้อ (ข่าวพ่อค้ายาเสพติดเวเนซุเอลาน่าจะจริง แต่โยงเข้ากับรัฐบาล เพิ่มความชอบธรรมที่สหรัฐจะล้มล้างรัฐบาลประเทศนี้) เป็นแนวทางเดิมๆ ที่สหรัฐใช้เสมอ

ความพยายามเข้าครอบงำกลายเป็นเหตุให้เวเนซุเอลาต้องหันเข้าหาประเทศที่ยินดียื่นมือเข้าช่วย หนีไม่พ้นปรปักษ์สหรัฐอย่างรัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ

ผลตามมาคือ รัฐบาลสหรัฐใช้โอกาสนี้จัดการเวเนซุเอลาให้เป็นตัวอย่างว่าใครที่หันเข้าหาปรปักษ์ของตนจะได้รับผลอย่างไร ใครที่ออกห่างตีจากสหรัฐจะต้องถูกลงโทษ

สรุป ทรัมป์ 2.0 มาพร้อมกับการข่มขู่นานาชาติสารพัดวิธี เช่น ตัดความช่วยเหลือ ขู่ขึ้นภาษี จนถึงใช้กำลังทหาร บางกรณีลงมือแล้ว เช่น โจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน กรณีที่น่าจับตามองมากคือเวเนซุเอลา ล่าสุดมีข่าวว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังตัดสินใจเล่นงานทางใดทางหนึ่งคือ 1.ไล่ล่าพ่อค้ายาเสพติด 2.ส่งกองกำลังยึดบ่อน้ำมัน 3.ล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา

แนวทางทั้ง 3 สอดคล้องกับการวิเคราะห์ที่ว่า หลายปีแล้วที่รัฐบาลสหรัฐหวังฮุบบ่อน้ำมัน ทรัมป์ 2.0 ยกเรื่องปราบปรามยาเสพติด เพิ่มความชอบธรรมที่จะเล่นงานประเทศนี้ การล้มรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นนโยบายดั้งเดิมและเคยพยายามลงมือแล้ว

การข่มขู่และลงมือจริงของทรัมป์ 2.0 เป็นหลักฐานชี้ชัดว่ารัฐบาลทรัมป์ทำอย่างไรตามหลัก “America First" นักวิเคราะห์บางคนตีความว่า สหรัฐมองโลกเป็นสมรภูมิแห่งผลประโยน์ ใครมีกำลังมากกว่าคนนั้นได้ ไม่สนใจว่าคนอื่นเสียอะไร แม้กระทั่งพันธมิตรใกล้ชิด บางคนจึงตีความว่าทรัมป์เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็นรัฐมาเฟีย (mafia state).

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...