พลังงานซึมยาวถึงปี’72 อุปทานล้น-เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero
ปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์พลังงานไทยและโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยากจะคาดเดา และกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ร้อนแรงกว่าที่เคย ในห้วงเวลาที่หลายประเทศเร่งปรับตัวสู่ยุคพลังงานอนาคต อุปทานพลังงานโลกกลับเริ่มฟื้นตัวและส่งสัญญาณสมดุลมากขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาพลังงานในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะ “ทรงตัว” ทั้งในตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นบททดสอบความพร้อมของประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานไทยสำหรับทศวรรษหน้า
คาดปีหน้าราคาพลังงานไม่สูง
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มราคาพลังงานปี 2569 คาดว่า ในแง่ของราคาคงไม่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังมีการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาก๊าซ LNG หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน พบว่าทั่วโลกมีการลงทุนสำรวจและขุดเจาะจำนวนมาก จึงทำให้ปริมาณการผลิตปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหากไม่มีการยกระดับการสู้รบเพิ่มขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อทิศทางราคาน้ำมันให้ลดลง
นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในปี 2025 กลุ่มโรงกลั่นของประเทศไทยยังคงเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเสริมความพร้อมด้านการจัดหาน้ำมันดิบให้รองรับความผันผวนและความตึงเครียดระหว่างประเทศ เพื่อให้การผลิตมีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ
นอกจากนี้ กลุ่มโรงกลั่นได้มีการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำมันการบินยั่งยืน (SAF) พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับการลดการปล่อยคาร์บอน อาทิ การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage หรือ CCS)
รวมถึงการพัฒนาบทบาทของไฮโดรเจนในฐานะพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับความสามารถในการลดคาร์บอนของประเทศ โดยยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ผ่านเส้นทางการพัฒนาที่สะอาด มั่นคง และรองรับเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย
ปีหน้าน้ำมันล้น-มุ่ง Net Zero
ด้านทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) กล่าวถึงเศรษฐกิจโลกว่า กำลังเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนแอเพราะผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประกอบกับปริมาณผลผลิตจากประเทศกลุ่ม OPEC+ และ Non-OPEC+ ที่เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังผลิตล้นตลาด
จึงคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มีความรุนแรงขึ้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยประเทศไทยปรับเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น จากปี 2065 เป็นปี 2050 ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% มีการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการเปลี่ยนผ่าน ควบคู่ไปกับการใช้ CCS ในการช่วยลดคาร์บอน
ขณะที่น้ำมันยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีใหม่ Hydrogen และ SMR มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ดี หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ การสร้างสมดุลระหว่างการใช้พลังงานฟอสซิลและการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรองรับการเติบโตในอนาคต โดยประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยและใช้ได้จริง การผลักดันการลงทุนสีเขียว การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อลดต้นทุน และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
คาดแนวโน้มชะลอยาวถึงปี’72
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ระบุว่า ในปี 2568 ตลาดน้ำมันดิบ (Crude Oil) เผชิญกับแรงกดดันของการคืนกำลังการผลิตของ OPEC+ และการเพิ่มการผลิตของผู้ผลิตนอกกลุ่ม ทำให้เกิดภาวะ Implied Stock Bild ต่อเนื่องและกดดันสมดุลตลาด โดยตลาดมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในปี 2569-2572 ตามความต้องการใช้น้ำมันที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ Supply ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันโลกจะเผชิญ “Supply-led Disinflation” (ในปี 2569-2572) ราคามีแนวโน้มลดลงจากอุปทานส่วนเกิน โดยเฉพาะจาก Non-OPEC+ เช่น สหรัฐ และบราซิล ด้านอุปสงค์ (Demand) ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง หลังผ่านพ้นช่วงฟื้นตัว Post-COVID โดยเฉพาะในภาคขนส่ง และถูกกดดันจาก Energy Transition ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น อิหร่าน-อิสราเอล) ยังเป็น Upside Risk สำคัญของราคาน้ำมัน
ส่วนธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของไทยปี 2569 ปริมาณการใช้น้ำมัน เติบโตขึ้นได้เล็กน้อย จากแรงสนับสนุนของภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ส่วนในระยะกลางปี 2569-2572 ยังคงได้รับอานิสงส์จากการใช้น้ำมัน Diesel จากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง
ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปของไทยโดยรวมฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2569-2572 จากแรงสนับสนุนของ Jet Fuel จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการกลับมาของเที่ยวบินระหว่างประเทศ ประกอบกับความไม่แน่นอนของความไม่สงบของชายแดน แต่มีแนวโน้มฟื้นในปี 2569-2572 ตามกิจกรรมขนส่งและภาคเกษตร ส่วนน้ำมันเตา หรือ Fuel Oil ถูกกดดันต่อเนื่องจากภาคเดินเรือที่เผชิญกับมาตรการ IMO และการใช้เชื้อเพลิงสะอาดกว่าในการเดินเรือ ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันเตาไม่เติบโตอีกต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลังงานซึมยาวถึงปี’72 อุปทานล้น-เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net