โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พลังงานซึมยาวถึงปี’72 อุปทานล้น-เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ม.ค. เวลา 03.23 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. เวลา 03.23 น.

ปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์พลังงานไทยและโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยากจะคาดเดา และกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ร้อนแรงกว่าที่เคย ในห้วงเวลาที่หลายประเทศเร่งปรับตัวสู่ยุคพลังงานอนาคต อุปทานพลังงานโลกกลับเริ่มฟื้นตัวและส่งสัญญาณสมดุลมากขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาพลังงานในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะ “ทรงตัว” ทั้งในตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นบททดสอบความพร้อมของประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานไทยสำหรับทศวรรษหน้า

คาดปีหน้าราคาพลังงานไม่สูง

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มราคาพลังงานปี 2569 คาดว่า ในแง่ของราคาคงไม่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังมีการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาก๊าซ LNG หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน พบว่าทั่วโลกมีการลงทุนสำรวจและขุดเจาะจำนวนมาก จึงทำให้ปริมาณการผลิตปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหากไม่มีการยกระดับการสู้รบเพิ่มขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อทิศทางราคาน้ำมันให้ลดลง

นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในปี 2025 กลุ่มโรงกลั่นของประเทศไทยยังคงเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเสริมความพร้อมด้านการจัดหาน้ำมันดิบให้รองรับความผันผวนและความตึงเครียดระหว่างประเทศ เพื่อให้การผลิตมีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ

นอกจากนี้ กลุ่มโรงกลั่นได้มีการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำมันการบินยั่งยืน (SAF) พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับการลดการปล่อยคาร์บอน อาทิ การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage หรือ CCS)

รวมถึงการพัฒนาบทบาทของไฮโดรเจนในฐานะพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับความสามารถในการลดคาร์บอนของประเทศ โดยยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ผ่านเส้นทางการพัฒนาที่สะอาด มั่นคง และรองรับเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย

โรงกลั่น

ปีหน้าน้ำมันล้น-มุ่ง Net Zero

ด้านทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) กล่าวถึงเศรษฐกิจโลกว่า กำลังเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนแอเพราะผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประกอบกับปริมาณผลผลิตจากประเทศกลุ่ม OPEC+ และ Non-OPEC+ ที่เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังผลิตล้นตลาด

จึงคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มีความรุนแรงขึ้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยประเทศไทยปรับเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น จากปี 2065 เป็นปี 2050 ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% มีการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการเปลี่ยนผ่าน ควบคู่ไปกับการใช้ CCS ในการช่วยลดคาร์บอน

ขณะที่น้ำมันยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีใหม่ Hydrogen และ SMR มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ดี หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ การสร้างสมดุลระหว่างการใช้พลังงานฟอสซิลและการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรองรับการเติบโตในอนาคต โดยประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยและใช้ได้จริง การผลักดันการลงทุนสีเขียว การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อลดต้นทุน และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

คาดแนวโน้มชะลอยาวถึงปี’72

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ระบุว่า ในปี 2568 ตลาดน้ำมันดิบ (Crude Oil) เผชิญกับแรงกดดันของการคืนกำลังการผลิตของ OPEC+ และการเพิ่มการผลิตของผู้ผลิตนอกกลุ่ม ทำให้เกิดภาวะ Implied Stock Bild ต่อเนื่องและกดดันสมดุลตลาด โดยตลาดมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในปี 2569-2572 ตามความต้องการใช้น้ำมันที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ Supply ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันโลกจะเผชิญ “Supply-led Disinflation” (ในปี 2569-2572) ราคามีแนวโน้มลดลงจากอุปทานส่วนเกิน โดยเฉพาะจาก Non-OPEC+ เช่น สหรัฐ และบราซิล ด้านอุปสงค์ (Demand) ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง หลังผ่านพ้นช่วงฟื้นตัว Post-COVID โดยเฉพาะในภาคขนส่ง และถูกกดดันจาก Energy Transition ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น อิหร่าน-อิสราเอล) ยังเป็น Upside Risk สำคัญของราคาน้ำมัน

ส่วนธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของไทยปี 2569 ปริมาณการใช้น้ำมัน เติบโตขึ้นได้เล็กน้อย จากแรงสนับสนุนของภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ส่วนในระยะกลางปี 2569-2572 ยังคงได้รับอานิสงส์จากการใช้น้ำมัน Diesel จากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง

ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปของไทยโดยรวมฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2569-2572 จากแรงสนับสนุนของ Jet Fuel จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการกลับมาของเที่ยวบินระหว่างประเทศ ประกอบกับความไม่แน่นอนของความไม่สงบของชายแดน แต่มีแนวโน้มฟื้นในปี 2569-2572 ตามกิจกรรมขนส่งและภาคเกษตร ส่วนน้ำมันเตา หรือ Fuel Oil ถูกกดดันต่อเนื่องจากภาคเดินเรือที่เผชิญกับมาตรการ IMO และการใช้เชื้อเพลิงสะอาดกว่าในการเดินเรือ ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันเตาไม่เติบโตอีกต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลังงานซึมยาวถึงปี’72 อุปทานล้น-เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...