โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Quiet Luxury: หลุมหลบภัยทางการเงิน- กลยุทธ์ “รวยเงียบ” ดันอสังหาฯ หรูโตสวนวิกฤต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 พ.ย. 2568 เวลา 16.36 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2568 เวลา 09.36 น.

เมื่อความหรูหราที่ "ไม่ตะโกน" กลายเป็นมาตรวัดใหม่ของความมั่งคั่ง เศรษฐีเทเงินซื้อบ้านหรูเรียบ ในยุคตลาดผันผวน Developer ปรับเกมหนี Price War หันเข้าสังเวียน Ultra Luxury ที่มีแต่นวัตกรรมและรสนิยม

5 พฤศจิกายน 2568-ในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่หดตัว และภาวะหนี้ครัวเรือนสูง จนหลายภาคส่วนเกิดสงครามราคา (Price War) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่า มีตลาดหนึ่งที่ยังคงเติบโตอย่างเงียบ ๆ และแข็งแกร่ง นั่นคือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra Luxury ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ที่เรียกว่า ‘Quiet Luxury’ หรือ ความหรูหราที่ไม่จำเป็นต้องโอ้อวด เทรนด์นี้ได้เปลี่ยนเกมของ Developer รายใหญ่ และเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการปรับตัวของชนชั้นสูงที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individuals - HNWIs)

การเปลี่ยนผ่านของตลาดอสังหาฯ ไทยสู่เกมใหม่ “Quiet Luxury”

เทรนด์ Quiet Luxury ซึ่งมีรากฐานมาจากแนวคิด Stealth Wealth (รวยเงียบ) ในวงการแฟชั่น ได้ก้าวเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว มันไม่ใช่เพียงแค่สไตล์การตกแต่ง แต่เป็นปรัชญาการใช้ชีวิตของ HNWIs ที่เบื่อหน่ายการแสดงออกทางสถานะแบบเดิม ๆ ความหรูหราในบริบทนี้จึงนิยามด้วย คุณภาพ ที่ไร้กาลเวลา, งานฝีมือ ที่ประณีต, และ ความรู้สึก ที่ได้จากการอยู่อาศัยเป็นสำคัญ แทนที่จะเน้นองค์ประกอบที่ฟู่ฟ่า หรือมีโลโก้แบรนด์ตะโกนบอกความร่ำรวย [อ้างอิง: บทวิเคราะห์แนวโน้มผู้บริโภคระดับลักชัวรี] หัวใจอยู่ที่ “รู้กัน” ในหมู่ผู้ที่มีรสนิยมเดียวกัน โดยมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนของมูลค่า (Enduring Value) มากกว่าความโดดเด่นชั่วคราว

โจทย์ใหญ่ของตลาดอสังหาฯ ไทย: ทางรอดจาก Price War

การเข้ามาของ Quiet Luxury มีนัยสำคัญต่อกลยุทธ์ของผู้พัฒนาโครงการอย่างยิ่ง เนื่องจากตลาดอสังหาฯ ระดับกลาง-ล่างกำลังประสบปัญหาอย่างหนักจาก Over Supply และการเข้มงวดของมาตรการควบคุมสินเชื่อ (LTV) ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ในทางกลับกัน กลุ่มลูกค้า Ultra Luxury นั้น ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มากนัก และยังคงมีกำลังซื้อสูง ผู้พัฒนาจึงมองเห็นโอกาสในการปรับพอร์ตโฟลิโอให้ Luxury Focus เพื่อหลีกหนีจากสังเวียน Price War ที่ดุเดือด โดยเน้นไปที่ตลาดที่มี Real Demand และสามารถสร้าง Pricing Power ได้สูงกว่า การขยับขึ้นสู่ตลาดนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์การ "หนีขึ้น" ที่สำคัญของดีเวลลอปเปอร์

คุณภาพชีวิตที่ตีคู่มาพร้อมการลงทุน

การตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงจึงไม่ได้วัดที่ “ราคาต่อตารางเมตร” ที่แพงที่สุดอีกต่อไป แต่ย้ายไปวัดที่ “คุณภาพชีวิตต่อการลงทุน” และ “ความเป็นส่วนตัว” ที่โครงการสามารถมอบให้ได้ ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการที่อยู่อาศัยที่เป็นเสมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sanctuary) ที่ซึ่งพวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบ เป็นอิสระ และสะท้อนรสนิยมของตนเองอย่างละเอียดอ่อน การลงทุนในบ้านจึงเป็นการลงทุนใน "ความสุขทางใจ" และ "สุขภาพจิต" ที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้ทั้งหมด

Quiet Luxury สินทรัพย์ "Flight to Quality" หลุมหลบภัยที่มั่นคง

ในยามที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ผู้ซื้อที่มีความมั่งคั่งสูงจะแสวงหาสินทรัพย์ที่สามารถเป็น “หลุมหลบภัยทางการเงิน” (Flight to Quality) ซึ่งอสังหาฯ กลุ่ม Ultra Luxury ตอบโจทย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขายินดีจ่ายเพื่อถือครองสินทรัพย์ที่มี Real Value จากวัสดุคุณภาพสูงและทำเลที่หาได้ยาก เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้มีศักยภาพในการรักษา Capital Gain ได้ดีกว่าอสังหาฯ ทั่วไป และมีความผันผวนด้านราคาต่ำกว่าในช่วงวิกฤต การซื้อจึงเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อกระจายความเสี่ยง (Portfolio Diversification) โดยคาดหวังผลตอบแทนทั้งในรูปของมูลค่าเพิ่มและรายได้จากค่าเช่าในระยะยาว

บทวิเคราะห์ของบริษัทวิจัยหลายแห่งชี้ตรงกันว่า ในขณะที่ตลาดอสังหาฯ โดยรวมมียอดขายชะลอตัว อัตราการดูดซับ (Absorption Rate) ของโครงการ Luxury ที่มีราคาตั้งแต่ 30-100 ล้านบาทขึ้นไป ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และมีการเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่มีองค์ประกอบของ Quiet Luxury ที่เน้นคุณภาพของวัสดุและงานดีไซน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ความแข็งแกร่งของกำลังซื้อ ในกลุ่มนี้ และความสามารถในการรักษา Momentum ทางการตลาดได้ดีเยี่ยม สวนทางกับตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ที่ยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง

แก่นแท้ของ Quiet Luxury จากความโอ่อ่าสู่ความพิถีพิถันวัสดุที่ "ไม่ตะโกน" แต่ "รู้กัน"

ลูกค้ากลุ่ม Quiet Luxury ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากป้ายราคาที่ใหญ่ที่สุด แต่จาก "สิ่งที่จับต้องไม่ได้" และหัวใจของ Quiet Luxury คือการลงทุนในคุณภาพที่ยั่งยืน ดีเวลลอปเปอร์จึงต้อง

  • ขายรสนิยม ไม่ใช่สถานะ: เลิกใช้โลโก้ใหญ่ๆ หรือความโอ่อ่าฟุ่มเฟือยแบบยุคเก่า แต่เน้นการสื่อสารเรื่อง "สุนทรียะแห่งการอยู่อาศัย", "ความพิถีพิถันในรายละเอียด" และ "วัสดุที่มาจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก" ที่กลุ่มคน 'If you know, you know' จะเข้าใจกันเอง
  • Personalization (ความเฉพาะบุคคล): บ้านต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะของแต่ละครอบครัวอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการปรับฟังก์ชันและพื้นที่ใช้สอยให้มีความยืดหยุ่นสูง
  • ความยั่งยืน (Sustainability): ความหรูหราในยุคนี้มาคู่กับความใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Conscious Consumption) การใช้วัสดุที่ยั่งยืน หรือการออกแบบบ้านที่ประหยัดพลังงาน กลายเป็นส่วนหนึ่งของความ 'แพงแบบมีเหตุผล'

ฟังก์ชัน VS แฟชั่น: Luxury Practical Living

แนวคิด Luxury Practical Living (หรูหราแต่ใช้งานได้จริง) เป็นอีกเสาหลักสำคัญ Quiet Luxury โดยมีจุดเด่นคือ

  • คุณภาพวัสดุและงานฝีมือ:เน้นการเลือกใช้วัสดุพรีเมียมจากธรรมชาติ เช่น หินอ่อน ไม้แท้ ผ้าแคชเมียร์/ผ้าไหม แต่ใช้ในโทนสีกลาง (Clean & Calm) เช่น สีครีม, สีเทาอ่อน โดยไม่จำเป็นต้องใช้สีทองอร่ามหรือหินแวววาว
    • ดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา:เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย (Minimalist) เส้นสายสะอาดตา แต่มีความละเอียดและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง (Practical Living) ทำให้บ้านดูดีเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี
    • ความเป็นส่วนตัวสูงสุด:โครงการมีจำนวนยูนิตน้อย มีระบบรักษาความปลอดภัยและการจัดการที่เป็นเลิศ รวมถึงการออกแบบที่เน้นให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบและเป็นอิสระ
    • ประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง: สิ่งอำนวยความสะดวกไม่จำเป็นต้องใหญ่โตอลังการ แต่ต้องตอบโจทย์ความชอบส่วนตัว (Personalization) เช่น มีโรงภาพยนตร์ส่วนตัว, ห้องซ้อมดนตรี, หรือการให้บริการระดับ World-Class Service ที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของลูกบ้าน
    • การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ: การออกแบบที่ดึงเอาแสงธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่มาสอดแทรกในทุกส่วนของบ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและส่งเสริม Quality of Life

สะท้อนผ่านการออกแบบที่ละทิ้งความแวววาวและสีทองอร่ามแบบ Traditional Luxury แล้วหันมาใช้โทนสีกลาง (Clean & Calm) เช่น ครีม เทาอ่อน และน้ำตาลเอิร์ธโทน การเลือกใช้วัสดุจะเน้นความทนทาน และรสนิยม (Taste) มากกว่าความหรูหราที่ฉูดฉาด เช่น การนำเข้าหินอ่อนหายากที่มีลายเฉพาะตัว, ไม้แท้ที่ผ่านการคัดสรร, และการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง Molteni&C, Poltrona Frau หรือ B&B Italia ที่มีราคาแพงลิบลิ่ว แต่โดดเด่นด้วยงานฝีมือ (Craftsmanship) และไม่มีโลโก้ฉูดฉาดให้เห็น การลงทุนในวัสดุเหล่านี้ช่วยรับประกัน Long-Term Value และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในอนาคต

ทำเลที่ "เงียบ" แต่ "มีราคา": การเลือกพื้นที่ยุทธศาสตร์

ทำเลที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์แนว Quiet Luxury มักไม่ใช่ทำเลที่หวือหวา หรือมีป้ายบอกทางขนาดใหญ่ แต่เป็นทำเลที่เน้น ความเป็นส่วนตัว (Privacy), ความสะดวกในการเดินทาง (Convenience), และ คุณภาพชีวิต (Quality of Life) เป็นหลัก ในประเทศไทย สามารถแบ่งทำเลหลักๆ ที่ตอบโจทย์แนวคิด Quiet Luxury ได้ดังนี้:

1. ทำเลใจกลางเมืองที่ซ่อนเร้น

การเลือกทำเลทองในกรุงเทพฯ จะเน้นความใกล้ CBDเลือกจุดที่ Low-density และ Exclusive เพื่อขายความเป็นส่วนตัวสูงสุด ทำเลเหล่านี้มักจะเป็นแปลงที่ดินขนาดเล็กที่หายาก (Rare Item) และไม่มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อื่น ๆ มาบดบังทัศนียภาพหรือรบกวนความเป็นส่วนตัว ความหรูหราจึงหมายถึงการสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในเมืองได้อย่างง่ายดาย แต่ขณะเดียวกันก็สามารถตัดขาดจากความวุ่นวายได้อย่างสมบูรณ์ เช่น

  • ทองหล่อ (Thonglor) และเอกมัย (Ekkamai):

  • เป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านอาหารระดับพรีเมียมและคาเฟ่หรู ทำให้มีไลฟ์สไตล์ที่ครบครัน

    [    * โครงการคอนโดมิเนียมแนว Quiet Luxury ในย่านนี้มักจะเน้นยูนิตน้อย \(Low\-density\) และความเป็นส่วนตัวสูง เพื่อสร้างบรรยากาศเหมือนอยู่โรงแรม \(Boutique Luxury\) เช่น โครงการที่เน้นความหรูแบบไม่ตะโกนบนถนนทองหล่อ , , * **หลังสวน \(Lang Suan\) และ ราชดำริ \(Ratchadamri\):** ]
  • ทำเลทองที่หาที่ดินยากมาก และเชื่อมต่อกับพื้นที่สีเขียวอย่างสวนลุมพินี

    [    * โครงการมักจะเป็นคอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury ที่มีราคาสูงลิบลิ่ว เน้นการบริการระดับ World\-class Service และความเงียบสงบในใจกลางเมือง , , * **อารีย์ \(Ari\):** ]
  • แม้จะไม่ใช่ย่าน CBD แต่เป็นย่านที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เงียบสงบ และมีบรรยากาศแบบบ้านเก่าที่กลายเป็นคาเฟ่/ร้านอาหารหรู

    [    * โครงการในย่านนี้มักได้แรงบันดาลใจจากสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก หรือดีไซน์เฉพาะตัว เน้นการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายแต่มีรสนิยม ]

2. ทำเลบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury (New Luxury Residential Area)

เป็นทำเลรอบนอกที่เข้าสู่เมืองได้สะดวก แต่มีที่ดินขนาดใหญ่พอที่จะสร้างบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่สีเขียวและสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร:

  • กรุงเทพกรีฑา (Krungthep Kreetha):

  • กลายเป็นศูนย์กลางของตลาดบ้านเดี่ยวหรูในปัจจุบัน เนื่องจากมีถนนตัดใหม่ที่เชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่เมืองได้ง่าย

    [    * โครงการในย่านนี้เน้นการออกแบบสถาปัตยกรรมที่หรูหราทันสมัย \(Modern Luxury\) และพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ตอบโจทย์ครอบครัวหลายเจเนอเรชั่น , , * **บางนา \(Bangna\):** ]
  • ถนนบางนา-ตราด กม. ต่างๆ ถูกพัฒนาให้เป็นที่ตั้งของโครงการซูเปอร์ลักชัวรี ที่เน้นการออกแบบสไตล์ "Luxury Practical Living" ที่มีความเรียบง่าย แต่พิถีพิถันในการเลือกวัสดุและฟังก์ชันการใช้งาน

3. บ้านตากอากาศเพื่อ Quality of Life

อสังหาฯ ประเภท Second Home หรือบ้านตากอากาศ ก็เป็นอีกตลาดที่ตอบโจทย์ Quiet Luxury ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะในทำเลอย่างหัวหินและภูเก็ต ที่ไม่ได้เป็นเพียงที่พักผ่อน แต่เป็นสถานที่สำหรับยกระดับ Quality of Life โครงการเหล่านี้มักมาพร้อมกับบริการระดับโรงแรม 5 ดาว (Hospitality Service) ที่รวมอยู่ในวิลล่าส่วนตัว โดยเน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติ ความยั่งยืน และการออกแบบที่เอื้อต่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในรูปของ "ความสุข" และ "สุขภาพ" นอกเหนือจากตัวเงิน โดยทำเลที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักเช่น:

  • หัวหิน (Hua Hin) และ ชะอำ:

  • เป็นทำเลที่มีดีมานด์สูงจากกลุ่มเศรษฐีไทยที่ต้องการที่พักตากอากาศใกล้กรุงเทพฯ

    [    * โครงการส่วนใหญ่มักเป็น Branded Residence หรือ Luxury Pool Villa ที่เน้นดีไซน์ที่คลาสสิกเหนือกาลเวลา มีความเป็นส่วนตัวสูง และมีการจัดการ/บริการแบบโรงแรม \(Hospitality Service\) , , * **ภูเก็ต \(Phuket\):** ]
  • ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าต่างชาติกำลังซื้อสูง และเศรษฐีไทยที่ต้องการวิลล่าตากอากาศหรู

    [    * เน้นทำเลติดทะเล หรือวิวทะเล ที่มอบความรู้สึกพิเศษและเป็นส่วนตัวสูงมาก ]

ทำเลเหล่านี้ไม่ได้เน้นแค่ว่า "แพง" แต่เน้นว่า "หายาก" และ "มอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด" ให้กับผู้อยู่อาศัย โดยที่เจ้าของไม่จำเป็นต้องเปิดเผยความมั่งคั่งให้คนทั่วไปรับรู้

กลยุทธ์ "รวยเงียบ" และการสร้าง Brand Trust และLegacy ด้วยการตลาดแบบ 'Stealth Wealth'

Developer ในตลาด Quiet Luxury ไม่สามารถพึ่งพา Mass Marketing ได้อีกต่อไป เนื่องจากกลุ่มเป้าหมาย HNWIs มีจำนวนจำกัด และให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวสูง กลยุทธ์จึงเปลี่ยนไปสู่การตลาดแบบ Personalization และการตลาดแบบบอกต่อ (Word-of-Mouth Marketing) เช่น การจัดงาน Private Preview หรือ Exclusive Dinner ให้กับกลุ่มลูกค้าที่ถูกคัดเลือกมาแล้วเท่านั้น การขายไม่ได้เน้นที่ "ฟังก์ชัน" ของบ้าน แต่เป็นการขาย "ประสบการณ์" และ "ความเข้าใจไลฟ์สไตล์" ของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

อย่างไรก็ดีการสร้างความเชื่อมั่น (Brand Trust) ในกลุ่มลูกค้าที่รวยอยู่แล้วเป็นเรื่องที่ท้าทาย Developer ต้องเน้นย้ำถึง Sustainability DNA ของแบรนด์, การรับประกันคุณภาพที่ยาวนานกว่าปกติ, และการเลือกใช้พันธมิตรระดับโลกที่มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพและรสนิยม ลูกค้ากลุ่มนี้มองการซื้ออสังหาฯ เป็นการลงทุนเพื่อ มรดก (Legacy) ที่จะส่งต่อให้ลูกหลาน ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของแบรนด์จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญ พวกเขาต้องการความมั่นใจว่าสินทรัพย์นี้จะคงคุณค่าและสามารถดูแลรักษาได้ง่ายในระยะยาว

"ดีเวลลอปเปอร์ 'หนี'ตลาด Mass ขยายพอร์ต 'Luxury Focus' ดึงบริษัทพ้น Price War แลกแบกต้นทุนมหาศาล-เสี่ยงพึ่งต่างชาติ

ผู้เล่นหลักในตลาด Ultra Luxury ของไทยต่างปรับเกมรับเทรนด์ Quiet Luxury อย่างชัดเจน:

  • ชาญอิสสระ: เน้นแนวคิด Luxury Practical Living อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในโครงการบ้านตากอากาศ (Second Home) ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานจริงควบคู่ไปกับงานดีไซน์ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ และการบริการระดับรีสอร์ทที่ตอบโจทย์ Quality of Life เช่นโครงการ “บ้านอิสสระ บางนา”
    • Asset Five : เน้น "ความหรูหราที่ไม่ต้องอวด" และ "ความเป็นส่วนตัวสูงสุด 5 มิติ" โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอยที่รองรับการใช้ชีวิตจริงของทุกเจเนอเรชั่น และความสง่างามที่ส่งต่อเป็นมรดก เช่น Cinquieme Krungthep Kreetha (แซงเคียม กรุงเทพกรีฑา)
    • สิงห์ เอสเตท: ใช้กลยุทธ์ "รวยเงียบ" โดยเน้นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน (Sustainability DNA) ผสมผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยที่ดี (Best-in-class) แทนการตลาดที่เน้นการโฆษณาที่หวือหวา เช่น S'RIN (แบรนด์บ้านเดี่ยว Premium Luxury)
    • The Standard: ในกลุ่มคอนโด/โรงแรมหรู จะเน้น "ความหรูแบบไม่ตะโกน" ที่มีสเปคพรีเมียม จำนวนยูนิตน้อย เน้นความเป็นส่วนตัวสูง และมีการออกแบบที่ลงตัวกับไลฟ์สไตล์แบบ Minimal Luxury เช่นThe Strand Thonglor
    • Dusit Estate : ในโครงการ Branded Residence จะเน้น "Multigenerational Living" และ Hospitality Service ระดับเวิลด์คลาส ที่เน้นการดูแลลูกค้ารุ่นสู่รุ่น และบริการที่ใส่ใจเฉพาะบุคคลแบบเงียบๆ เช่นดุสิต อจารา หัวหิน เรสซิเดนเซส

แม้ตลาดจะแข็งแกร่ง แต่การพัฒนาโครงการในกลุ่ม Quiet Luxury ก็มีความท้าทายสูง ต้นทุนการพัฒนา (Development Cost) สูงมากเนื่องจากต้องใช้วัสดุหายากและเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะเดียวกัน โครงการระดับ Ultra Luxury บางส่วนยังต้องพึ่งพา ตลาดต่างชาติ (Foreign Demand) โดยเฉพาะกลุ่ม HNWIs จากจีนและยุโรป ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก (Macroeconomic Headwinds) และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อ อสังหาฯ Luxury ถือเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าตลาดกลาง-ล่าง เนื่องจากลูกค้ามีฐานะทางการเงินที่มั่นคงกว่า อย่างไรก็ตาม ธนาคารควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าอย่างรอบด้าน โดยมองปัจจัยอื่นนอกเหนือจากหลักประกัน เช่น แหล่งที่มาของความมั่งคั่ง (Source of Wealth) ที่โปร่งใส และความผันผวนของรายได้ที่อาจเกิดจากการลงทุนในตลาดสินทรัพย์อื่น

ในขณะที่ตลาดอสังหาฯ กลาง-ล่าง เผชิญภาวะ Over Supply กลุ่ม Quiet Luxury ยังเติบโตสวนทาง (Resilience) และรักษา Capital Gain ได้ดี และไม่ใช่แค่เทรนด์แฟชั่นชั่วคราว แต่คือ ปรัชญาการลงทุนและใช้ชีวิต ที่สะท้อนความซับซ้อนของชนชั้นสูงในปัจจุบัน เป็นสัญญาณว่าตลาดอสังหาฯ กำลังเข้าสู่ยุคที่ความหรูหราที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับ สติ (Mindfulness), ความยั่งยืน (Sustainability) และ การคงคุณค่าในระยะยาว (Enduring Value)

การปรับตัวของผู้พัฒนาโครงการด้วยการหลีกหนี Price War และมุ่งเน้นตลาด Ultra Luxury จึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะเป็นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อเหลือเฟือและมองหาเพียงสิ่งที่ "ดีที่สุด" เท่านั้น ซึ่งสามารถสร้างอัตรากำไรและเสถียรภาพทางธุรกิจที่สูงกว่าตลาดทั่วไป

"ในโลกที่ผู้คนต่างพากัน 'ตะโกน' บอกความสำเร็จ Quiet Luxury สอนให้เรารู้ว่า การครอบครองสิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างเงียบๆ คือความมั่งคั่งที่แท้จริง"

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...