ไทยเจอวิกฤตอายุยืนกดดันกองทุนบำนาญ “KKPS” แนะ ‘รีเซ็ตแผนการเงิน’ รับสังคม 100 ปี แรงงานหด
อายุยืน 100 ปี กลายเป็น "ความปกติใหม่" ช่องว่างชีวิตหลังเกษียณ 8-20 ปี สร้างวิกฤตทางการเงิน สุขภาพ และสังคม กดดันประชากร นายจ้าง และรัฐบาล ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ หลังคนไทยเกือบครึ่ง ไร้เงินออมหลังเกษียณ ค่ารักษาพุ่ง 15 เท่าของเงินเฟ้อทั่วไป หวั่นเงินหมดก่อนตาย 8-20 ปี “KKPS" ชี้ทางรอดสังคม 100 ปี ต้องปรับแผนการเงิน-การลงทุน คงสินทรัพย์เสี่ยง 40% พอร์ตหลังเกษียณ สู้ค่าใช้จ่าย ย้ำยิ่งลงทุนเร็วยิ่งได้เปรียบ
14 พฤศจิกายน 2568 - ดร. จอน วงศ์สวรรค์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์การลงทุน สายงานที่ปรึกษาและบริหารการลงทุนลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (บล.เกียรตินาคินภัทร หรือ KKPS) เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี TFPA Wealth Management Forum 2025 หัวข้อ "Optimizing Lifespan, Healthspan, and Wealthspan: นับ 1 สร้างสมดุล ‘ชีวิต สุขภาพ การเงิน’ เมื่อต้องอยู่ถึง 100 ปี" ว่า หากมนุษย์มีชีวิตยืนยาวถึง 100 ปี ประเด็นเรื่องสุขภาพและการเงินจะเป็นสองปัจจัยสำคัญที่สุดที่เราไม่สามารถมองข้ามได้
คนไทยอายุยืนถึง 88 ปี อนาคตอยู่ถึง100 ปีไม่เกินเอื้อม เกิดช่องว่างหลังเกษียณ 8-20 ปีที่ต้องรับมือ
ดร. จอน กล่าวถึงแนวโน้มอายุขัยเฉลี่ยในปัจจุบันว่า ในประเทศไทย อายุขัยเฉลี่ยคนไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 75 ปีสำหรับผู้ชาย และ 80 ปีสำหรับผู้หญิง และคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2100 คนไทยจะมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 88 ปี
ขณะที่ข้อมูลจากประเทศอังกฤษชี้ว่า ประชากรที่เกิดในวันนี้ครึ่งหนึ่งมีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการมีอายุ 100 ปีไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวอีกต่อไป
"คำถามสำคัญคือ เราจะใช้เวลาอีก 40 ปีหลังเกษียณ ทำอะไร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่วงของชีวิตที่ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้อีกมาก" ดร. จอน ระบุ
ความเสี่ยงทางการเงิน: อายุยืนกว่าเงินออม
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี คิดเป็นสัดส่วน 20% ทำให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศของโลกที่มีประชากรสูงวัย ซึ่งสิ่งที่กำลังเผชิญคือ ปัญหาทางการเงิน โดยเฉลี่ยแล้วผู้คนมีอายุยืนยาวกว่าระยะเวลาที่เงินออมเพื่อการเกษียณของตนเองจะเพียงพอ โดยอยู่ที่ประมาณ 8 - 20 ปี โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่มีอายุยืนกว่าผู้ชาย
ข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ ภายในปี ค.ศ. 2050 ประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และอิตาลี ประชากรในวัย 65 ปีขึ้นไปจะมีจำนวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นประเทศที่มีอายุเฉลี่ยสูง แต่คนส่วนใหญ่กลับมีเงินเก็บไม่พอใช้ และในบางกรณี เช่น ผู้สูงอายุที่เข้าสู่ระบบเรือนจำเพื่อรับการดูแล ก็สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาการขาดแคลนการดูแลและปัญหาความเหงาในสังคมสูงวัย
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์เงินออมในวัยเกษียณยังน่ากังวล โดยผู้สูงอายุมีเงินออมเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต 54.3% ขณะที่ 45.7% ไม่มีเงินออมใด ๆ เลย และที่สำคัญคือ 41.4% ของผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีมูลค่าการออมรวมต่ำกว่า 50,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณ
เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล คือศัตรูหลังเกษียณ
ดร. จอน เน้นย้ำว่า "ศัตรูหลังเกษียณคือเงินเฟ้อ" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปอย่างมากในประเทศไทย โดยขณะที่ราคาข้าวของโดยทั่วไปอาจเพิ่มขึ้นเพียง 1% แต่ค่ารักษาพยาบาลกลับพุ่งสูงถึง 15% ต่อปี ทำให้ความจำเป็นในการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงบางส่วนยังคงมีอยู่ แม้กระทั่งในวัยเกษียณอายุ
นอกจากนี้การมีอายุยืนถึง 100 ปีส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมใน 3 ระดับคือ :
- ระดับบุคคล : การมีอายุยืนยาวขึ้นหมายถึงความต้องการ เงินออมหลังเกษียณ ที่เพิ่มขึ้น ความคุ้มครองสุขภาพ ที่ครอบคลุม และ ทักษะในการทำงาน (Skill) ที่ต้องเพียงพอใช้ไปอีกหลายสิบปี ความเสี่ยงหลักที่เกิดขึ้นคือ เงินออมหมดก่อนเสียชีวิต และการส่งต่อทรัพย์สินล่าช้า เนื่องจากหลายคนประเมินค่าใช้จ่ายในอนาคตต่ำเกินไปและไม่มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน
- ระดับนายจ้าง : อัตราการเกิดที่ลดลงและสังคมผู้สูงอายุทำให้ แรงงานหดตัว ในขณะเดียวกันภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการพนักงานก็เพิ่มขึ้น บริษัทจึงต้องออกแบบรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและรองรับทุกช่วงวัยเพื่อรักษาและดึงดูดบุคลากร พร้อมกับจัดสวัสดิการให้ยั่งยืนในระยะยาว
- ระดับรัฐบาล : ในส่วนของ กองทุนบำเหน็จบำนาญ อัตราการเกิดที่ลดลงและจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นกำลังกดดันระบบบำนาญและสาธารณสุขของรัฐอย่างหนัก ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องเร่งปฏิรูประบบการเงินและการจัดสรรงบประมาณ เพื่อกระจายความเสี่ยงและส่งเสริมระบบเกษียณอายุที่ยั่งยืน
ลงทุนเร็วและคงสินทรัพย์เสี่ยงหลังเกษียณ
ดร. จอน แนะนำว่าแผนการลงทุนเพื่อรับมือกับชีวิต 100 ปี จำเป็นต้องเริ่มให้เร็ว เนื่องจาก พลังของผลตอบแทนทบต้น (Compounding) จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงแรกของการลงทุน โดยยกตัวอย่างว่า หากเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 30 ปี ผลตอบแทนเพียงแค่ 5 ปีแรก ก็จะเติบโตเป็นกว่า หนึ่งในห้าของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด และเมื่อนักลงทุนมีอายุ 75 ปี Portfolio จะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 25 เท่าของเงินต้นทั้งหมด
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในต่างประเทศมีการปรับกลยุทธ์การลงทุนหลังเกษียณ โดยยังคงสัดส่วนของ สินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้น) ไว้ที่ประมาณ 40% เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ เนื่องจากจุดที่ต้องใช้เงินยืดเยื้อนานขึ้น ทำให้ต้องตั้งคำถามใหม่ว่าหลังเกษียณจะใช้เงินอย่างไร และย้อนกลับมามองว่าควรจะมีเงินเท่าไหร่ในการวางแผนทางการเงิน
ถอดบทเรียนสิงคโปร์ : การเรียนรู้ตลอดชีวิตและความสัมพันธ์
ดร. จอน ชี้ให้เห็นตัวอย่างการรับมือของต่างประเทศ โดยเฉพาะ สิงคโปร์ ที่มีการตั้งหน่วยงานโดยรัฐบาล เช่น Money Sense เพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนแก่ประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่นักเรียนประถมจนถึงผู้เกษียณอายุ รวมถึงการสอนวิธีการทำบัญชี การดูค่าใช้จ่าย การลงทุน และการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีโครงการระดับชาติที่น่าสนใจอีกสองโครงการ:
- Skill Future : โครงการส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยให้เครดิต (คูปอง) แก่ประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อนำไปใช้ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรต่าง ๆ สำหรับการพัฒนาอาชีพและสร้างความพร้อมในการทำงานยุคใหม่
- National Silver Academy (NSA) : โครงการเฉพาะทางภายใต้แนวคิด Skill Future แต่มุ่งเน้นกลุ่มผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะ โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงหลักสูตรระยะสั้นราคาประหยัด เช่น เทคโนโลยีพื้นฐาน ภาษา ศิลปะ สุขภาพ และกิจกรรมสร้างปฏิสัมพันธ์ในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รู้สึกมีคุณค่า และยังมีบทบาทในสังคม
"วันนี้คนอายุ 60 ปี ยังทำอะไรได้อีกเยอะ การ Reskilling และ Retraining เป็นสิ่งที่เราต้องทำ และที่สำคัญคือคนไม่ได้อยากอยู่บ้านเฉย ๆ แต่ยังอยากออกไปเจอผู้คนและมีสังคม"
ดร. จอน กล่าวสรุปว่า ตัวอย่างเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ที่น่าสนใจว่า หากเราต้องการมีอายุถึง 100 ปีได้อย่างดีและมีความสุข ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่แค่เรื่องของเงินเท่านั้น แต่ต้องมี สุขภาพที่ดี และ ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างด้วย