คลังชง ครม.เศรษฐกิจ รื้อลดหย่อน ‘กองทุนรวม’ หักภาษีสูงสุด 800,000 บาท/ปี
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
คลังชง ครม.เศรษฐกิจ รื้อค่าลดหย่อน ‘กองทุนรวม’ โยกเงิน ‘คนรวย’ ช่วย ‘มนุษย์เงินเดือน’ ออมเงิน – รายได้ไม่ถึง 1.5 ล้านบาท/ปี หักภาษี 1.3 เท่า – เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี หักภาษีได้แค่ 0.7 เท่า รวมทุกกองหักภาษีสูงสุดไม่เกิน 800,000 บาท/ปี พ่วงยกเว้นภาษี ณ ที่จ่ายดอกเบี้ย-เงินปันผล 200,000 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค.2569 เป็นต้นไป
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 นี้ กระทรวงการคลังจะนำเสนอนโยบาย Quick Big Win เสาที่ 5 คือ มาตรการส่งเสริมการออมเงินของประเทศในระยะยาว ให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568 หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” พิจารณาเห็นชอบ โดยมาตรการส่งเสริมการออมเงินในระยะยาวจะครอบคลุมทุกเป้าหมาย ประกอบด้วย 3 มาตรการย่อย ดังนี้
1.มาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว และสนับสนุนตลาดทุนไทย โดยจะเปิดให้ผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) หรือ กองทุนเพื่อการออมระยะยาว (SSF) สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้รวมกันไม่เกิน 800,000 บาท/ปี โดยมีเงื่อนไขสำคัญๆดังนี้
- เปิดบัญชีเพื่อการลงทุน หรือ “Thailand individual Saving Account” กับธนาคารพาณิชย์ หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) 1 บัญชี
- ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุนทุกประเภท (รวมกันแล้ว) มาหักลอดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1.3 เท่าของค่าใช้จ่ายในการซื้อหน่วยลงทุน แต่ไม่เกิน 800,000 บาท/ปี
- ผู้ที่มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุนทุกประเภท (รวมกันแล้ว) มาหักลอดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 0.7 เท่าของค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุน แต่ไม่เกิน 800,000 บาท/ปี
- กรณีที่มีการจ่ายเงินปันผล หรือ ดอกเบี้ย : วงเงิน 200,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%
- ระยะเวลาถือครอง : ต้องถือครองหน่วยลงทุนไปจนกว่าจะอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ถึงจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ หากอายุเกิน 55 ปี ต้องถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปี ถึงจะขายคืนได้ และในกรณีผู้ถือครองเจ็บป่วย หรือ ประสบภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม อนุญาตให้ขายออกได้ไม่เกิน 25% ของพอร์ต หรือ นำหน่วยลงทุนมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ได้ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นทุนในการดำรงชีพ
- เริ่มมีผลบังคับใช้ : ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
มาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมการออกในระยาว และสนับสนุนตลาดทุนทางอ้อม โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มต้นทำงาน หรือ มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย สามารถเลือกลงทุนอะไรก็ได้ ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยไม่ต้องถูกบิดเบือนด้วยกลไกภาษีในอดีต ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิด
“ยกตัวอย่าง ในช่วงก่อนสิ้นปีผู้เสียภาษีหลายคนก็มักจะไปหาซื้อ LTF เพื่อนำมาใช้หักลดหย่อนภาษี แต่เวลาขายก็ขาดทุน เพราะราคาหุ้นมันตก แต่ในวันนี้เราจะไม่บังคับจะไปซื้อ RMF หรือ Thai ESG เท่าไหร่ก็ได้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเสี่ยงของแต่ละบุคคล แต่รวมกันแล้วสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี จากนี้ไปก็จะเป็นดุลยพินิจของประชาชนเลือกลงทุนได้ตามความเหมาะสม รัฐบาลไม่ได้ให้แรงจูงใจที่ผิดโดยใช้กลไกภาษีที่บิดเบือนเหมืนในอดีตอีกต่อปี ส่วน บลจ.ที่ต้องการจะออกผลิตภัณฑ์กองทุนรวมใหม่ๆก็จะนำมารวมอยู่ในวงนี้ คือ รวมกันแล้วไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี โดยไม่ต้องมาขอให้กระทรวงการคลัง เพิ่มค่าลดหย่อนภาษี เพื่อสนับสนุนการขายอีกต่อไป”
มาตรการที่ 2 เปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลให้กับประชาชนทุกเดือน เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยกระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง จากเดิมขายพันธบัตรปีละ 1 ครั้ง ในอัตราดอกเบี้ยตามตลาด ณ ในช่วงที่จัดจำหน่ายบวกให้อีกเล็กน้อย และรัฐบาลจะจ่ายค่าภาษีดอกเบี้ยให้ด้วย ส่วนนี้จะเป็นตลาดของผู้สูงอายุที่ต้องการความมั่นคง นอกจากนี้ยังสามารถนำพันธบัตรรัฐบาลไปซื้อ—ขายผ่าน Bond Connect Platform ที่พัฒนาโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนสามารถโอน หรือ ซื้อ-ขายผ่านธนาคาร หรือ บริษัทหลักทรัพย์ได้
มาตรการที่ 3 ยกเว้นอากรให้กับผู้ที่ซื้อประกันภัย เช่น ประกันภัยน้ำท่วม ประกันภัยท่องเที่ยว เป็นต้น
ดร.เอกนิติ ตอบว่า “ปัจจุบันมีผู้เสียภาษีประมาณ 300,000 คน นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุนมาหักลดหย่อนภาษี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท ดังนั้น การปรับปรุงโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษีครั้งนี้ มีเป้าหมายในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือ มนุษย์เงินเดือน หรือ ผู้ที่มีรายได้ปานกลางได้มีเงินออมไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ จึงกำหนดให้คนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5ล้านบาทต่อปี หักลดหย่อนภาษีได้ 1.3 เท่า ส่วนผู้รายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี หักลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่าของเงินลงทุน เปรียมเสมือนการนำเงินของผู้ที่มีรายได้ดีมาช่วยผู้ที่มีรายได้น้อยให้ออมเงินในระยะยาวและยังช่วยสนับสนุนการลงทุนในตลาดทุนด้วย และเมื่อรวมกับอีก 2 มาตรการแล้ว คาดว่าจะทำให้กรมสรรพากรมีรายได้เพิ่มขึ้น 5,000 ล้านบาทต่อปี”
‘เอกนิติ’จัด 3 แพกเกจช่วย SMEs สู้ ‘สินค้าราคาถูก’ ทะลักเข้าไทย ชง ครม.เศรษฐกิจใน 2 สัปดาห์
ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวปลดหนี้รายย่อยไม่เกิน 1 แสนบาท เฟสแรก 2.4 ล้านบัญชี ชำระดี ปลดล็อกเครดิตบูโร
คลังเตรียม‘คนละครึ่ง พลัส เฟส 2’ แจกคนละ 2,000 บาท ม.ค.ปีหน้า เปิดลงทะเบียน ‘บัตรคนจน’ พ.ย.นี้
ครม.ไฟเขียว 5 แพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว “เมืองรอง” ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค.นี้