โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลังชง ครม.เศรษฐกิจ รื้อลดหย่อน ‘กองทุนรวม’ หักภาษีสูงสุด 800,000 บาท/ปี

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 07 ธ.ค. 2568 เวลา 16.46 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2568 เวลา 15.50 น.

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

คลังชง ครม.เศรษฐกิจ รื้อค่าลดหย่อน ‘กองทุนรวม’ โยกเงิน ‘คนรวย’ ช่วย ‘มนุษย์เงินเดือน’ ออมเงิน – รายได้ไม่ถึง 1.5 ล้านบาท/ปี หักภาษี 1.3 เท่า – เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี หักภาษีได้แค่ 0.7 เท่า รวมทุกกองหักภาษีสูงสุดไม่เกิน 800,000 บาท/ปี พ่วงยกเว้นภาษี ณ ที่จ่ายดอกเบี้ย-เงินปันผล 200,000 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค.2569 เป็นต้นไป

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 นี้ กระทรวงการคลังจะนำเสนอนโยบาย Quick Big Win เสาที่ 5 คือ มาตรการส่งเสริมการออมเงินของประเทศในระยะยาว ให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568 หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” พิจารณาเห็นชอบ โดยมาตรการส่งเสริมการออมเงินในระยะยาวจะครอบคลุมทุกเป้าหมาย ประกอบด้วย 3 มาตรการย่อย ดังนี้

1.มาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว และสนับสนุนตลาดทุนไทย โดยจะเปิดให้ผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) หรือ กองทุนเพื่อการออมระยะยาว (SSF) สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้รวมกันไม่เกิน 800,000 บาท/ปี โดยมีเงื่อนไขสำคัญๆดังนี้

  • เปิดบัญชีเพื่อการลงทุน หรือ “Thailand individual Saving Account” กับธนาคารพาณิชย์ หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) 1 บัญชี
  • ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุนทุกประเภท (รวมกันแล้ว) มาหักลอดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1.3 เท่าของค่าใช้จ่ายในการซื้อหน่วยลงทุน แต่ไม่เกิน 800,000 บาท/ปี
  • ผู้ที่มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุนทุกประเภท (รวมกันแล้ว) มาหักลอดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 0.7 เท่าของค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุน แต่ไม่เกิน 800,000 บาท/ปี
  • กรณีที่มีการจ่ายเงินปันผล หรือ ดอกเบี้ย : วงเงิน 200,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%
  • ระยะเวลาถือครอง : ต้องถือครองหน่วยลงทุนไปจนกว่าจะอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ถึงจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ หากอายุเกิน 55 ปี ต้องถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปี ถึงจะขายคืนได้ และในกรณีผู้ถือครองเจ็บป่วย หรือ ประสบภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม อนุญาตให้ขายออกได้ไม่เกิน 25% ของพอร์ต หรือ นำหน่วยลงทุนมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ได้ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นทุนในการดำรงชีพ
  • เริ่มมีผลบังคับใช้ : ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

มาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมการออกในระยาว และสนับสนุนตลาดทุนทางอ้อม โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มต้นทำงาน หรือ มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย สามารถเลือกลงทุนอะไรก็ได้ ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยไม่ต้องถูกบิดเบือนด้วยกลไกภาษีในอดีต ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิด

“ยกตัวอย่าง ในช่วงก่อนสิ้นปีผู้เสียภาษีหลายคนก็มักจะไปหาซื้อ LTF เพื่อนำมาใช้หักลดหย่อนภาษี แต่เวลาขายก็ขาดทุน เพราะราคาหุ้นมันตก แต่ในวันนี้เราจะไม่บังคับจะไปซื้อ RMF หรือ Thai ESG เท่าไหร่ก็ได้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเสี่ยงของแต่ละบุคคล แต่รวมกันแล้วสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี จากนี้ไปก็จะเป็นดุลยพินิจของประชาชนเลือกลงทุนได้ตามความเหมาะสม รัฐบาลไม่ได้ให้แรงจูงใจที่ผิดโดยใช้กลไกภาษีที่บิดเบือนเหมืนในอดีตอีกต่อปี ส่วน บลจ.ที่ต้องการจะออกผลิตภัณฑ์กองทุนรวมใหม่ๆก็จะนำมารวมอยู่ในวงนี้ คือ รวมกันแล้วไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี โดยไม่ต้องมาขอให้กระทรวงการคลัง เพิ่มค่าลดหย่อนภาษี เพื่อสนับสนุนการขายอีกต่อไป”

มาตรการที่ 2 เปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลให้กับประชาชนทุกเดือน เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยกระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง จากเดิมขายพันธบัตรปีละ 1 ครั้ง ในอัตราดอกเบี้ยตามตลาด ณ ในช่วงที่จัดจำหน่ายบวกให้อีกเล็กน้อย และรัฐบาลจะจ่ายค่าภาษีดอกเบี้ยให้ด้วย ส่วนนี้จะเป็นตลาดของผู้สูงอายุที่ต้องการความมั่นคง นอกจากนี้ยังสามารถนำพันธบัตรรัฐบาลไปซื้อ—ขายผ่าน Bond Connect Platform ที่พัฒนาโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนสามารถโอน หรือ ซื้อ-ขายผ่านธนาคาร หรือ บริษัทหลักทรัพย์ได้

มาตรการที่ 3 ยกเว้นอากรให้กับผู้ที่ซื้อประกันภัย เช่น ประกันภัยน้ำท่วม ประกันภัยท่องเที่ยว เป็นต้น

ดร.เอกนิติ ตอบว่า “ปัจจุบันมีผู้เสียภาษีประมาณ 300,000 คน นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุนมาหักลดหย่อนภาษี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท ดังนั้น การปรับปรุงโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษีครั้งนี้ มีเป้าหมายในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือ มนุษย์เงินเดือน หรือ ผู้ที่มีรายได้ปานกลางได้มีเงินออมไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ จึงกำหนดให้คนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5ล้านบาทต่อปี หักลดหย่อนภาษีได้ 1.3 เท่า ส่วนผู้รายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี หักลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่าของเงินลงทุน เปรียมเสมือนการนำเงินของผู้ที่มีรายได้ดีมาช่วยผู้ที่มีรายได้น้อยให้ออมเงินในระยะยาวและยังช่วยสนับสนุนการลงทุนในตลาดทุนด้วย และเมื่อรวมกับอีก 2 มาตรการแล้ว คาดว่าจะทำให้กรมสรรพากรมีรายได้เพิ่มขึ้น 5,000 ล้านบาทต่อปี”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...