ครม. ไฟเขียว งบให้ทหาร 5.2 พันล้านสู้ศึกชายแดน อีก 2.3 พันล้าน เยียวยาปชช. 7 จังหวัด
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 23 ธ.ค. 2568 มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน
2. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติม จำนวน 467,128 ครัวเรือน วงเงิน 2,335,640,000 บาท (สองพันสามร้อยสามสิบห้าล้านหกแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน ตามข้อ 1โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน โดยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้
3. อนุมัติระยะเวลาการจ่ายเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยให้จ่ายเงินช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และจังหวัดตราด ดังนี้
1. กรณีอพยพตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท
2. กรณีอพยพไม่เกิน 7 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 2,000 บาท เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยมีความทั่วถึงอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกพื้นที่ กระทรวงมหาดไทยจึงได้ทบทวนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงิน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน
โดยจากเดิมขอทบทวนเป็นเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน ดังนี้
ต้องเป็นประชาชนผู้ที่อาศัยประจำในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว/พื้นที่ปลอดภัย และ
(1) มีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ (ตาม พ.ร.บ.ปภ. 2550 ม. 30) และ
(2) ต้องได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ประสบภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จากผู้นำชุมชนหรือ ผู้ใหญ่บ้าน หรือ กำนัน คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับรอง และ
(3) ผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.)
ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ โดยขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 467,128 ครัวเรือน วงเงิน 2,335,640,000 บาท โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน โดยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้
โฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ครม. มีมติอนุมัติงบกลางสำหรับกองทัพบก (ทบ.) จัดหายุทธภัณฑ์เพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพของกำลังพลอีก 206 ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดอยู่ในชั้นความลับ แต่เรียนให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาลได้สนับสนุนกองทัพในการเสริมศักยภาพครั้งนี้ นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้กระทรวงกลาโหมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อสนับสนุนกระทรวงกลาโหมโดยผ่านกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศเพิ่มเติมอีกในกรอบวงเงิน 5,050,871,138 บาทรายละเอียดอยู่ในชั้นความลับเช่นกัน แต่เป็นการประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนกำลังพลอย่างเต็มที่ต่อภารกิจที่กำลังปฏิบัติอยู่ เพื่อเป็นการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย
นอกจากนี้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอมติครม.ในการทบทวนมติครม. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เนื่องจากมติ ครม.ดังกล่าว ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม- 2 สิงหาคม มติซึ่งครม. ครั้งนั้นทำให้ผู้ที่ประสบเหตุหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นทหารที่ไปเหยียบกับระเบิด หรือกรณีมีการปะทะกันหลังจากวันนั้นมา ผู้ที่ประสบเหตุจะไม่เข้าหลักเกณฑ์เลย ดังนั้น สมช.จึงขอปรับมติ ครม.ใหม่ โดยใช้กรอบวงเงินเดิมจากวันที่ 16 กรกฎาคม ไปจนกว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งหลักเกณฑ์การเยียวยาเป็นเช่นเดิมทุกประการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจบเหตุ จะมีงานเยียวยาปูนบำเหน็จทหารในภาพรวมหรือไม่ นายสิริพงษ์กล่าวว่า วันนี้พูดคุยกันประเด็นนี้ ไม่ได้หมายถึงทหารเท่านั้น แต่หมายถึงข้าราชการในพื้นที่อพยพทั้งหมด ที่ไม่ว่าจะเป็นในศูนย์อพยพหรือ ผู้ที่ต้องไปอำนวยความสะดวกจะพูดคุยกันครั้งถัดไปในที่ประชุมครม.
เมื่อถามย้ำว่า จะมีความชัดเจนว่าให้เป็นเงินหรือปูนบำเหน็จ นายสิริพงษ์กล่าวว่า มีแน่นอน เพราะเป็นแนวทางของรัฐบาลอยู่แล้ว ปัจจุบันอาจเร็วเกินไปที่จะพูดถึง การให้ขวัญและกำลังใจและการปูนบำเหน็จ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่ได้คลี่คลาย แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้ตอนนี้คือ การสนับสนุนตามคำขอของฝ่ายความมั่นคงในทุกรูปแบบเท่าที่ รัฐบาลสามารถจะดำเนินการได้ ซึ่งจากข้อสั่งการนายกฯกรณีที่ทายาทกำลังพลเสียชีวิตจะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ทายาทของเขาเหล่านั้นสามารถบรรจุได้ ส่วนเรื่องการปูนบำเหน็จรางวัล ทั้งในส่วนของกำลังพลและส่วนข้าราชการพลเรือนจะเป็นเรื่องที่จะนำมาพูดคุยกันในครั้งต่อไป