Don't Dream It's Over มายาคติของความฝัน ในหนัง Anniversary
บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
Don’t Dream It’s Over
มายาคติของความฝัน
ในหนัง Anniversary
Don’t Dream It’s Over เป็นเพลงที่โยนคำถามที่เรียบง่ายให้ผู้ฟังครุ่นคิดเอาเองว่า “ทุกวันนี้เราจะพยายามไปเพื่ออะไร?”
คำถามนี้อาจจะไม่ยากที่จะให้คำตอบมากนักถ้าหากผู้ตอบเป็นคนรุ่นเก่า ในโลกที่ถ้าหากคุณมีความพยายามมากพอ คุณมีโอกาสสูงมากที่จะได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นการได้เลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงาน, การสร้างครอบครัวที่อบอุ่น, ความรักที่จริงใจในหมู่เพื่อนฝูง, ความฝันที่ในที่สุดก็กลายเป็นความจริงและอื่นๆ
แต่ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยอำนาจเงินตรา, ชื่อเสียง, สรรเสริญและเกียรติยศอย่างเช่นในทุกวันนี้ คำตอบของคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
เมื่อเราถามคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราว่าเราจะพยายามไปเพื่ออะไรในยุคสมัยของพวกท่าน
คำตอบไม่ใช่เรื่องยาก เพราะในโลกยุคเก่าไม่มีฟีดบนหน้าจอโซเชียลมีเดียให้เลื่อนขึ้นลงเพื่อที่จะเห็นข่าวความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐ, ข่าวสแกมเมอร์คนดังกินหรูอยู่สบายด้วยเงินเพื่อนที่เขาหลอกมา, ข่าวสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกสื่อปลุกปั่นความคลั่งชาติ
สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อให้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้สึกขึ้นสุดลงสุดในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้
Don’t Dream It’s Over เป็นเพลงแนวป็อป/ร็อกติดกลิ่น Blue-eyed soul ของ Crowded House วงดนตรีสัญชาติออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์
เพลงนี้อยู่ในเดบิวต์อัลบั้มชื่อเดียวกับวงที่วางจำหน่ายในปี 1986 โดย นีล ฟินน์ นักร้องนำประจำวงและเป็นผู้ที่แต่งเพลงนี้ด้วยเคยให้สัมภาษณ์ว่า
“ผมแต่งเพลงนี้กับเปียโน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าต้นเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ผมเขียนเนื้อเพลงมันมาจากไหน แต่ถ้าให้ตอบตามความรู้สึกแล้วละก็ มันเป็นเพลงที่ในแง่หนึ่งพูดถึงความรู้สึกสูญเสียและในอีกแง่หนึ่งมันเป็นเพลงที่กระตุ้นให้ตัวผมเองที่ในตอนนั้นกำลังหมดกำลังใจว่าอย่าเพิ่งถอดใจง่าย”
คำว่า Don’t Dream It’s Over ไม่ได้แปลว่า “อย่าฝันไปเลย เพราะทุกอย่างมันจบลงไปแล้ว” เพราะความหมายที่แท้จริงของมันก็คือ “อย่าเพิ่งไปทึกทักหรือจินตนาการไปก่อนว่าทุกสิ่งได้พังทลายลงไปแล้ว” เพราะทุกชีวิตย่อมมีอุปสรรคและเราไม่ควรถอดใจไปกับอะไรง่ายๆ
นักฟังเพลงรุ่นใหม่อาจจะรู้จักเพลงนี้จากวง Sixpence None The Richer ที่นำเพลงนี้มาคัฟเวอร์จนโด่งดังไปทั่วโลก
นอกจากนี้ศิลปินรุ่นใหญ่อย่างพอล ยัง ก็เคยนำเพลงนี้มาโคฟเวอร์ด้วยเช่นกัน
ล่าสุด Don’t Dream It’s Over กลายเป็นเพลงที่นำไปใช้ประกอบหนังการเมืองระทึกขวัญเรื่อง Anniversary ของผู้กำกับชาวโปแลนด์ ยาน โคมาซา นำแสดงโดย ไดแอน เลน และไคล์ แชนด์เลอร์
Anniversary เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกๆ ของครอบครัวชาวอเมริกันชนชั้น Upper Middle Class ครอบครัวหนึ่ง
โดยหนังเริ่มต้นเรื่องด้วยฉากความเลี้ยงรื่นเริงฉลองครบรอบ 25 ปีชีวิตแต่งงานระหว่างคู่สามีภรรยา เอลเลน เทย์เลอร์ (ไดแอน เลน) และพอล เทย์เลอร์ (ไคล์ แชนด์เลอร์)
ความขัดแย้งหลักที่หนังแสดงให้เห็นตั้งแต่เริ่มเรื่องก็คือบรรดาลูกๆ ของเอลเลน และพอลต่างก็ไม่ลงรอยกับลิซ (ฟีบี ไดน์วอร์) คู่หมั้นของจอช (ดีแลน โอ’ไบรอัน) ลูกชายคนเดียวของตระกูลเทย์เลอร์
หนังค่อยๆ เฉลยให้เห็นว่า ลิซเป็นนักศึกษาที่เคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงในเรื่องการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ เอลเลนที่มีอาชีพเป็นศาสตราจารย์รัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์
เอลเลนเป็นชาวอเมริกันเสรีนิยม ในขณะที่ลิซมีอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับแนวคิดประชาธิปไตยแบบอนุรักษนิยมอย่างรุนแรง เพราะเธอต้องการสร้างชาติขึ้นมาใหม่โดยไม่จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองแต่จะมอบอำนาจในการปกครองประเทศให้อยู่ในมือของประชาชนโดยสมบูรณ์
แนวคิดนี้ไม่ต่างอะไรไปจากแนวคิดของระบอบฟาสซิสต์ เพราะการเมืองที่ไม่ผ่านการตรวจสอบโดยระบบรัฐสภาขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างชัดเจน
และการที่ลิซอ้างว่า การ “อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน” โดยไม่มีนักการเมืองที่เธอมองว่าส่วนใหญ่ล้วนฉ้อฉลนั้นคล้ายกับวาทกรรมของมุสโสลินีที่อ้างว่าพรรคฟาสซิสต์คือเสียงที่แท้จริงของชาวอิตาลี ส่งผลให้กฎหมายไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่มีอำนาจตุลาการเข้ามาตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจของประชาชน
โดยอุดมการณ์ชาตินิยมสุดโต่งของลิซแสดงให้เห็นว่า เธอมองสงครามกลางเมืองและการก่อกำเนิดของลัทธิ Ku Klux Klan ในอดีตคือการกอบกู้อเมริกาที่เน่าเฟะให้กับมาบริสุทธิ์เพื่อสร้างชาติใหม่ที่ขาวสะอาดอีกครั้ง
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเพลง Don’t Dream It’s Over มาเกี่ยวข้องอะไรกับประเด็นทางการเมืองที่หนังนำเสนอ คำตอบก็คือ เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว เพราะเพลงประจำชีวิตคู่ของเอลเลนและพอลคือเพลงนี้ โดยเนื้อหาของเพลงพูดถึงอิสรภาพภายในและอิสรภาพภายนอกได้อย่างลุ่มลึกและมีชั้นเชิง
“There is freedom within, there is freedom without” ท่อนแรกของเพลงสื่อให้เห็นว่าสิทธิและเสรีภาพเป็นสิ่งที่ดี แต่ถึงจะอย่างนั้นมันก็เป็นดาบสองคมได้ถ้าหากไม่รู้จักการรักษาสมดุล หากมองในมุมปัจเจก เสรีภาพของเราจะไม่ต้องกระทบกับเสรีภาพของคนอื่น
แต่หากมองในมุมที่ใหญ่กว่านั้น เสรีภาพของคนเราทุกคนมีอยู่ก็จริงแต่มันก็ถูกจำกัดด้วยข้อบังคับของจารีตประเพณีและตัวบทกฎหมาย
ส่วนเนื้อหาของเพลงโดยรวมต้องอาศัยการตีความและอ่านความหมายระหว่างบรรทัดพอสมควร
แต่สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเพลงก็คืออำนาจคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะสามารถควบคุมมันเอาไว้ได้ ไม่ต่างไปจากการต่อสู้ในสมรภูมิรบที่มีแต่ความสูญเสียและไม่มีใครเลยที่เป็นผู้ชนะที่แท้จริง
การให้กำลังใจเพื่อที่จะต่อสู้กับอุปสรรคไปด้วยกันด้วยความหวังและความฝันเป็นหัวใจสำคัญของเพลงนี้ โดยท่อนที่เชื่อมโยงเนื้อหาของเพลงเข้ากับประเด็นสำคัญของหนังได้อย่างแยบยลอยู่ในท่อนที่เขียนว่า “When the world comes in. They Come, they come. To build a wall between us. We know they won’t win”
ที่แปลได้ว่า “เมื่อโลกและผู้คนภายนอกได้รุกล้ำเข้ามาเพื่อสร้างกำแพงขวางกั้นระหว่างเราสองคน เราต่างก็รู้ดีว่า พวกเขาไม่มีวันชนะ”
นี่คือความฝันแบบอเมริกันรูปแบบหนึ่ง มันคือชุดความคิดที่ว่า “ทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ได้ถ้ามีความมุ่งมั่นตั้งใจ โดยที่ไม่เกี่ยงว่าคุณจะเป็นคนชาติไหน, อยู่ในชนชั้นไหน หรือนับถือศาสนาอะไร”
แต่ก็อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ว่า ในสังคมอเมริกันยุคใหม่ หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี ความฝันแบบอเมริกันได้พังทลายลงแล้วอย่างสิ้นเชิงด้วยนโยบาย American First
ส่วนกำแพงที่อยู่ในเนื้อเพลงและกำแพงที่ทรัมป์สร้างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นกำแพงชายแดนเม็กซิโก, กำแพงภาษี และสารพัดกำแพงที่แบ่งแยกเขาและเราออกจากกัน บ่งบอกให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า คำว่าพวกเขาไม่มีวันชนะในเพลงไม่มีทางกลายมาเป็นความจริง
ความหมายของคำว่า Anniversary ในบริบทของภาพยนตร์ไม่ใช่การเฉลิมฉลองความสำเร็จ แต่เป็นการรำลึกถึงจุดสิ้นสุดแห่งยุคสมัยที่เคยสวยงามในอดีต
น้ำตาของลิซในฉากจบของหนังไม่ได้มาจากความเสียใจ แต่มันกลั่นมาจากความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด เมื่อเธอตระหนักได้ว่ากำลังส่งผ่านความอยุติธรรมที่เธอสร้างมากับมือให้กับคนรุ่นหลังที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่โลกยุคดิสโทเปียอย่างเต็มรูปแบบ
กลับมายังคำถามตั้งต้นที่ว่า ทุกวันนี้เราพยายามกันไปเพื่ออะไรกันอีกครั้งหนึ่ง
ถ้าหากพินิจจากเนื้อหาของเพลงที่สอดคล้องกับหนังที่ว่าด้วยแนวคิดเสรีนิยมสุดโต่งแล้ว ความพยายามที่จะทำให้ชีวิตหรือบ้านเมืองดีขึ้นน่าจะเป็นสิ่งที่ป่วยการเปล่า เพราะคำสาปที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่รัฐขีดเส้นแบ่งให้กับเรานั้นช่างสาหัสสากรรจ์ และการเดินตามกระแสวาทกรรมสวยหรูที่ปรากฏให้เห็นผ่านสื่อทุกแพลตฟอร์มไม่ต่างไปจากการเดินทางไปสู่กรงขัง
และยุคสมัยแห่งความฝันที่ว่าทุกคนเท่าเทียมกันนั้นได้ “จบสิ้นลงไปนานแล้ว”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Don’t Dream It’s Over มายาคติของความฝัน ในหนัง Anniversary
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly