โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Don't Dream It's Over มายาคติของความฝัน ในหนัง Anniversary

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 ธ.ค. 2568 เวลา 02.09 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2568 เวลา 02.09 น.

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์

Don’t Dream It’s Over

มายาคติของความฝัน

ในหนัง Anniversary

Don’t Dream It’s Over เป็นเพลงที่โยนคำถามที่เรียบง่ายให้ผู้ฟังครุ่นคิดเอาเองว่า “ทุกวันนี้เราจะพยายามไปเพื่ออะไร?”

คำถามนี้อาจจะไม่ยากที่จะให้คำตอบมากนักถ้าหากผู้ตอบเป็นคนรุ่นเก่า ในโลกที่ถ้าหากคุณมีความพยายามมากพอ คุณมีโอกาสสูงมากที่จะได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ

ไม่ว่าจะเป็นการได้เลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงาน, การสร้างครอบครัวที่อบอุ่น, ความรักที่จริงใจในหมู่เพื่อนฝูง, ความฝันที่ในที่สุดก็กลายเป็นความจริงและอื่นๆ

แต่ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยอำนาจเงินตรา, ชื่อเสียง, สรรเสริญและเกียรติยศอย่างเช่นในทุกวันนี้ คำตอบของคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว

เมื่อเราถามคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราว่าเราจะพยายามไปเพื่ออะไรในยุคสมัยของพวกท่าน

คำตอบไม่ใช่เรื่องยาก เพราะในโลกยุคเก่าไม่มีฟีดบนหน้าจอโซเชียลมีเดียให้เลื่อนขึ้นลงเพื่อที่จะเห็นข่าวความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐ, ข่าวสแกมเมอร์คนดังกินหรูอยู่สบายด้วยเงินเพื่อนที่เขาหลอกมา, ข่าวสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกสื่อปลุกปั่นความคลั่งชาติ

สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อให้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้สึกขึ้นสุดลงสุดในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้

Don’t Dream It’s Over เป็นเพลงแนวป็อป/ร็อกติดกลิ่น Blue-eyed soul ของ Crowded House วงดนตรีสัญชาติออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

เพลงนี้อยู่ในเดบิวต์อัลบั้มชื่อเดียวกับวงที่วางจำหน่ายในปี 1986 โดย นีล ฟินน์ นักร้องนำประจำวงและเป็นผู้ที่แต่งเพลงนี้ด้วยเคยให้สัมภาษณ์ว่า

“ผมแต่งเพลงนี้กับเปียโน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าต้นเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ผมเขียนเนื้อเพลงมันมาจากไหน แต่ถ้าให้ตอบตามความรู้สึกแล้วละก็ มันเป็นเพลงที่ในแง่หนึ่งพูดถึงความรู้สึกสูญเสียและในอีกแง่หนึ่งมันเป็นเพลงที่กระตุ้นให้ตัวผมเองที่ในตอนนั้นกำลังหมดกำลังใจว่าอย่าเพิ่งถอดใจง่าย”

คำว่า Don’t Dream It’s Over ไม่ได้แปลว่า “อย่าฝันไปเลย เพราะทุกอย่างมันจบลงไปแล้ว” เพราะความหมายที่แท้จริงของมันก็คือ “อย่าเพิ่งไปทึกทักหรือจินตนาการไปก่อนว่าทุกสิ่งได้พังทลายลงไปแล้ว” เพราะทุกชีวิตย่อมมีอุปสรรคและเราไม่ควรถอดใจไปกับอะไรง่ายๆ

นักฟังเพลงรุ่นใหม่อาจจะรู้จักเพลงนี้จากวง Sixpence None The Richer ที่นำเพลงนี้มาคัฟเวอร์จนโด่งดังไปทั่วโลก

นอกจากนี้ศิลปินรุ่นใหญ่อย่างพอล ยัง ก็เคยนำเพลงนี้มาโคฟเวอร์ด้วยเช่นกัน

ล่าสุด Don’t Dream It’s Over กลายเป็นเพลงที่นำไปใช้ประกอบหนังการเมืองระทึกขวัญเรื่อง Anniversary ของผู้กำกับชาวโปแลนด์ ยาน โคมาซา นำแสดงโดย ไดแอน เลน และไคล์ แชนด์เลอร์

Anniversary เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกๆ ของครอบครัวชาวอเมริกันชนชั้น Upper Middle Class ครอบครัวหนึ่ง

โดยหนังเริ่มต้นเรื่องด้วยฉากความเลี้ยงรื่นเริงฉลองครบรอบ 25 ปีชีวิตแต่งงานระหว่างคู่สามีภรรยา เอลเลน เทย์เลอร์ (ไดแอน เลน) และพอล เทย์เลอร์ (ไคล์ แชนด์เลอร์)

ความขัดแย้งหลักที่หนังแสดงให้เห็นตั้งแต่เริ่มเรื่องก็คือบรรดาลูกๆ ของเอลเลน และพอลต่างก็ไม่ลงรอยกับลิซ (ฟีบี ไดน์วอร์) คู่หมั้นของจอช (ดีแลน โอ’ไบรอัน) ลูกชายคนเดียวของตระกูลเทย์เลอร์

หนังค่อยๆ เฉลยให้เห็นว่า ลิซเป็นนักศึกษาที่เคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงในเรื่องการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ เอลเลนที่มีอาชีพเป็นศาสตราจารย์รัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์

เอลเลนเป็นชาวอเมริกันเสรีนิยม ในขณะที่ลิซมีอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับแนวคิดประชาธิปไตยแบบอนุรักษนิยมอย่างรุนแรง เพราะเธอต้องการสร้างชาติขึ้นมาใหม่โดยไม่จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองแต่จะมอบอำนาจในการปกครองประเทศให้อยู่ในมือของประชาชนโดยสมบูรณ์

แนวคิดนี้ไม่ต่างอะไรไปจากแนวคิดของระบอบฟาสซิสต์ เพราะการเมืองที่ไม่ผ่านการตรวจสอบโดยระบบรัฐสภาขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

และการที่ลิซอ้างว่า การ “อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน” โดยไม่มีนักการเมืองที่เธอมองว่าส่วนใหญ่ล้วนฉ้อฉลนั้นคล้ายกับวาทกรรมของมุสโสลินีที่อ้างว่าพรรคฟาสซิสต์คือเสียงที่แท้จริงของชาวอิตาลี ส่งผลให้กฎหมายไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่มีอำนาจตุลาการเข้ามาตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจของประชาชน

โดยอุดมการณ์ชาตินิยมสุดโต่งของลิซแสดงให้เห็นว่า เธอมองสงครามกลางเมืองและการก่อกำเนิดของลัทธิ Ku Klux Klan ในอดีตคือการกอบกู้อเมริกาที่เน่าเฟะให้กับมาบริสุทธิ์เพื่อสร้างชาติใหม่ที่ขาวสะอาดอีกครั้ง

หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเพลง Don’t Dream It’s Over มาเกี่ยวข้องอะไรกับประเด็นทางการเมืองที่หนังนำเสนอ คำตอบก็คือ เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว เพราะเพลงประจำชีวิตคู่ของเอลเลนและพอลคือเพลงนี้ โดยเนื้อหาของเพลงพูดถึงอิสรภาพภายในและอิสรภาพภายนอกได้อย่างลุ่มลึกและมีชั้นเชิง

“There is freedom within, there is freedom without” ท่อนแรกของเพลงสื่อให้เห็นว่าสิทธิและเสรีภาพเป็นสิ่งที่ดี แต่ถึงจะอย่างนั้นมันก็เป็นดาบสองคมได้ถ้าหากไม่รู้จักการรักษาสมดุล หากมองในมุมปัจเจก เสรีภาพของเราจะไม่ต้องกระทบกับเสรีภาพของคนอื่น

แต่หากมองในมุมที่ใหญ่กว่านั้น เสรีภาพของคนเราทุกคนมีอยู่ก็จริงแต่มันก็ถูกจำกัดด้วยข้อบังคับของจารีตประเพณีและตัวบทกฎหมาย

ส่วนเนื้อหาของเพลงโดยรวมต้องอาศัยการตีความและอ่านความหมายระหว่างบรรทัดพอสมควร

แต่สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเพลงก็คืออำนาจคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะสามารถควบคุมมันเอาไว้ได้ ไม่ต่างไปจากการต่อสู้ในสมรภูมิรบที่มีแต่ความสูญเสียและไม่มีใครเลยที่เป็นผู้ชนะที่แท้จริง

การให้กำลังใจเพื่อที่จะต่อสู้กับอุปสรรคไปด้วยกันด้วยความหวังและความฝันเป็นหัวใจสำคัญของเพลงนี้ โดยท่อนที่เชื่อมโยงเนื้อหาของเพลงเข้ากับประเด็นสำคัญของหนังได้อย่างแยบยลอยู่ในท่อนที่เขียนว่า “When the world comes in. They Come, they come. To build a wall between us. We know they won’t win”

ที่แปลได้ว่า “เมื่อโลกและผู้คนภายนอกได้รุกล้ำเข้ามาเพื่อสร้างกำแพงขวางกั้นระหว่างเราสองคน เราต่างก็รู้ดีว่า พวกเขาไม่มีวันชนะ”

นี่คือความฝันแบบอเมริกันรูปแบบหนึ่ง มันคือชุดความคิดที่ว่า “ทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ได้ถ้ามีความมุ่งมั่นตั้งใจ โดยที่ไม่เกี่ยงว่าคุณจะเป็นคนชาติไหน, อยู่ในชนชั้นไหน หรือนับถือศาสนาอะไร”

แต่ก็อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ว่า ในสังคมอเมริกันยุคใหม่ หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี ความฝันแบบอเมริกันได้พังทลายลงแล้วอย่างสิ้นเชิงด้วยนโยบาย American First

ส่วนกำแพงที่อยู่ในเนื้อเพลงและกำแพงที่ทรัมป์สร้างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นกำแพงชายแดนเม็กซิโก, กำแพงภาษี และสารพัดกำแพงที่แบ่งแยกเขาและเราออกจากกัน บ่งบอกให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า คำว่าพวกเขาไม่มีวันชนะในเพลงไม่มีทางกลายมาเป็นความจริง

ความหมายของคำว่า Anniversary ในบริบทของภาพยนตร์ไม่ใช่การเฉลิมฉลองความสำเร็จ แต่เป็นการรำลึกถึงจุดสิ้นสุดแห่งยุคสมัยที่เคยสวยงามในอดีต

น้ำตาของลิซในฉากจบของหนังไม่ได้มาจากความเสียใจ แต่มันกลั่นมาจากความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด เมื่อเธอตระหนักได้ว่ากำลังส่งผ่านความอยุติธรรมที่เธอสร้างมากับมือให้กับคนรุ่นหลังที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่โลกยุคดิสโทเปียอย่างเต็มรูปแบบ

กลับมายังคำถามตั้งต้นที่ว่า ทุกวันนี้เราพยายามกันไปเพื่ออะไรกันอีกครั้งหนึ่ง

ถ้าหากพินิจจากเนื้อหาของเพลงที่สอดคล้องกับหนังที่ว่าด้วยแนวคิดเสรีนิยมสุดโต่งแล้ว ความพยายามที่จะทำให้ชีวิตหรือบ้านเมืองดีขึ้นน่าจะเป็นสิ่งที่ป่วยการเปล่า เพราะคำสาปที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่รัฐขีดเส้นแบ่งให้กับเรานั้นช่างสาหัสสากรรจ์ และการเดินตามกระแสวาทกรรมสวยหรูที่ปรากฏให้เห็นผ่านสื่อทุกแพลตฟอร์มไม่ต่างไปจากการเดินทางไปสู่กรงขัง

และยุคสมัยแห่งความฝันที่ว่าทุกคนเท่าเทียมกันนั้นได้ “จบสิ้นลงไปนานแล้ว”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Don’t Dream It’s Over มายาคติของความฝัน ในหนัง Anniversary

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...