"เลขาติ่ง" มั่นใจ กวาดครบ 33 เขต พื้นที่ กทม. แม้ผลโพลความนิยมพรรคประชาชนลดลง
"เลขาติ่ง" มั่นใจ กวาดครบ 33 เขต พื้นที่ กทม. แม้ผลโพลความนิยมพรรคประชาชนลดลง เหตุ หนุน "อนุทิน-ปัญหาชายแดน" เชื่อ เวลาที่เหลือสมามรถชี้แจงได้ มอง คะแนนที่หายไปยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร โว ใกล้เลือกตั้ง "เท้ง" เจิดจรัสคะแนนนิยมพุ่งแน่ เทียบความนิยม "พิธา" ก็มา 1 เดือนสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ปัดตอบจุดยืน 112 ห่วงขัดศาล รธน. ชี้ "ณัฐพงษ์" ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100% แต่ต้องการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงความมั่นใจในกระแสของพรรคประชาชนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่กทม. หรือไม่ ว่า ตนมั่นใจว่าจะสามารถรักษาพื้นที่กทม.ได้เป็นอันดับ 1 จากการดูข้อมูลต่าง ๆ ความนิยมของพรรคประชาชนในกทม. ก็ยังเป็นอันดับ 1 อยู่ รวมถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ผ่านมา ทั้งคนใหม่และคนเดิมก็ยังทำงานอย่างมุ่งมั่นได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งยังมั่นใจในทั้ง 33 เขตที่น่าจะได้ทั้งหมดในรอบนี้
ส่วนผลโพลที่ความนิยมของพรรคประชาชนลดลงจากการยกมือให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงไม่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยดึงดูดคะแนน พรรคประชาชนจะทำอย่างไรนั้น นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า จากผลโพลที่ลดลงหลายคนกังวลว่าจะทำให้เราพ่ายแพ้หรือไม่ แต่ถ้าสังเกตให้ดีคะแนนที่ลดลงไม่ได้ไปอยู่ฝั่งไหน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ หมายความว่าในช่วงระยะเวลาที่เหลือประมาณ 50 วัน เราสามารถรณรงค์ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และเชื่อว่าประชาชนจะกลับมาให้การยอมรับและความเชื่อมั่นตัดสินใจเลือกพรรคประชาชนของเรา
ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่มีการปะทะกันอยู่ ในขณะที่พรรคประชาชนในอดีตเคยรณรงค์ว่าทหารมีไว้ทำไม แล้วถูกนำมาโจมตีในการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราถูกโจมตีเรื่องนี้จากหลายทาง ซึ่งเรายังไม่สามารถชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาอีกประมาณ 50 วันนี้ประชาชนจะตื่นตัว จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และยังเชื่อคะแนนของพรรคแม้ผลโพจะลดลงเพราะคะแนนไปกองอยู่ที่คนยังไม่ตัดสินใจ
" หมายความว่าเขายังไม่ไปที่ไหนยังคงรอเราอยู่ ว่าเราสามารถชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้เพียงใด " นายศรายุทธิ์กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตที่มีกระแสเบื่อลุง แต่ครั้งนี้มีกระแสรักชาติจากสถานการณ์ชายแดนถือว่าพรรคเสียเปรียบหรือไม่ นายศรายุทธิ์ กล่าวว่าคิดว่ากระแสการเลือกตั้งและสถานการณ์แต่ละครั้งต่างกัน แม้ครั้งนี้ไม่มีกระแสเบื่อลุง แต่ยังมีกระแสความไม่พอใจกับการแก้ปัญหาจองรัฐบาล พรรคประชาชนชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มีรัฐบาลมา 2 ปีกว่ามีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเปลี่ยนนายก 3 ครั้ง
ขณะที่สถานการณ์ชายแดนก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจสังคมสแกมเมอร์ คิดว่าบรรยากาศปัจจุบัน ประชาชนรู้สึกหมดหวังกับสภาพที่กำลังเผชิญอยู่ ถ้าพรรคประชาชนมีนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน มีทีมบริหารที่ประชาชนเชื่อมือ เชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่ และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกจริง ๆ
เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมายังมี สว.อยู่ และเมื่อย้อนหลังไป 15 ปีการเลือกตั้งไม่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามเสียงของประชาชน ครั้งสุดท้ายคือปี 2554 ที่ประชาชนเลือกนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีและได้เป็นรัฐบาล แต่หลังจากนั้นผลการเลือกตั้ง 2 ครั้งสุดท้าย ผลของการเลือกตั้งไม่ได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโอกาสที่ประชาชนจะรู้สึกว่าครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญ ที่เขาจะมีส่วนเลือกอนาคตจริง ๆ มั่นใจทีมงานพรรคประชาชนที่ทำงานมาต่อเนื่อง มั่นใจว่านโยบายของเราตอบโจทย์ประชาชนได้
เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่อง 112 ยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า คงพูดไม่ได้ หลังมีคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ " ผมคิดว่าจะดีกว่าถ้าเราไม่พูดและไม่พูดเรื่องนี้ในการเลือกตั้ง "
ส่วนปัญหาผู้สมัครคนเก่าไม่ได้ไปต่อกับพรรคนายศรายุทธิ์ ระบุว่า ผู้สมัครมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง เช่น เขตบางขุนเทียน อย่างนายนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีตสส.กทม. ก็ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต พร้อมบอกว่าพรรคมีความเป็นมวลชน ประชาชนสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมมีความเป็นเจ้าของ
" ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกแต่ละครั้ง บางเขตอาจมีผู้สมัครเยอะ แต่เราเลือกได้แค่คนเดียว สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยก็แสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่คิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในการตัดสินใจของพรรคอยู่ " นายศรายุทธิ์กล่าว
ขณะเดียวกันนายศรายุทธิ์ ก็ยอมรับว่าพรรคมีความสำคัญกว่าตัวบุคคลตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ แนวทางในการสร้างพรรคของเราคือพรรคเป็นสถาบันการเมืองอย่างแท้จริง ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ ดังนั้นจะเห็นว่าความนิยมของพรรคจะสูงกว่าความนิยมของตัวบุคคล และคะแนนความเลือกตั้งในแต่ละเขตก็เป็นแบบนั้นในการเลือกตั้งปี 2566 มั่นใจว่าความแข็งแกร่งของพรรคมีมากกว่าตัวบุคคล
เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีกระแสความนิยมของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เหมือนกับกระแสของนายพิธาที่มีออร่ามากกว่า นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า ความนิยมของนายพิธาเกิดขึ้น 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ยังมีเวลาเหลืออีก 7 สัปดาห์ที่จะทำให้มีกระแสความนิยมได้ ซึ่งเชื่อว่าความนิยมของตัวบุคคลของก่อนการเลือกตั้ง เกิดจากประชาชนมีความหวังที่มีต่อพรรคและนโยบายของพรรค อยากให้พรรคนี้เป็นรัฐบาล ทำให้คะแนนความนิยมบุคคลเพิ่มตาม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมนายณัฐพงษ์จะเจิดจรัสไม่น้อยกว่านายพิธา
เมื่อถามว่านายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่าหากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนจะไปเป็นฝ่ายค้านเป็นการปิดทางจับมือในอนาคตหรือไม่ นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า ไม่ แต่นายณัฐพงษ์มองความเป็นไปได้คงไม่ได้หมายความว่าปิดทาง 100% เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นสิ่งที่ชี้ว่าเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลดังนั้นถ้าอยากเห็นพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะต้องเลือกให้ พรรคอันดับ 2 และ 3 ไม่สามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้ เชื่อว่าเนื้อหาที่นายณัฐพงษ์พูดน่าจะหมายถึงแบบนี้มากกว่า เพราะถ้าพรรคประชาชนไม่ชนะเด็ดขาดโอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาล พรรคอันดับ 2 และ 3 อาจจะจับขั้วกันเหมือนครั้งที่ผ่านมา
"กาย ณัฐชา" ยืนยัน เลือกตั้งครั้งนี้คว้าเก้าอี้ กทม.ครบ 33 เขต มั่นใจ สส.เรามีคุณสมบัติครบ ขอ ปชช.วางใจได้
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีตสส.กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เราได้สส. 32 เขต และรอบนี้เราจะได้เพิ่มอีก 1 เขต เป็น 33 เขต คาดว่าพื้นที่ กทม.ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ที่ระบุว่าเราจะกวาดที่นั่งทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ หลายสื่อก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายเราก็ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นจริงในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้เชื่อว่าชาวกทม.จะยังสนับสนุน ผู้สมัครสส.และนโยบายของพรรค เพราะเรามีทีมบริหารและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน และรองนายกรัฐมนตรีที่ได้เปิดตัวไปแล้ว ที่จะเพิ่ม การตัดสินใจให้กับประชาชนได้มากพอสมควร
ทั้งนี้นายณัฐชายังยืนยันและมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะสามารถชนะได้ทั้ง 33 เขต จอง กทม. ในฐานะที่ดูพื้นที่ของกทม. เห็นตัวผู้สมัครครบทั้ง 33 คนแล้ว เรามั่นใจว่าผู้สมัครของเรามีคุณสมบัติครบ เพียบพร้อมที่จะทำให้คนกรุงเทพตัดสินใจ และวางใจได้ในการทำหน้าที่ตัวแทนของพวกเรา
"ปชน." จัดเวทีชักธงรบ เตรียมพร้อมเลือกตั้ง ประกาศ กทม.ต้องชนะ ส่วนเป้าหมายทั้งประเทศ 250 ที่นั่ง เพื่อผลักดันตั้งรัฐบาลประชาชน
ภายใต้แคมเปญ ชักธงรบ เตรียมความพร้อม กรุงเทพมหานคร ต้องชนะ พรรคประชาชนจัดกิจกรรมพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานการเมือง พร้อมกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ในบรรยากาศเป็นกันเอง และร่วมวางพลังอนาคตไปด้วยกัน ซึ่งเชิญนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีตสส.บางขุนเทียน และว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.ฝั่งธนบุรี พรรคประชาชน มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนในพื้นที่
โดยนายศรายุทธิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างประเทศไทย ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และมั่นใจว่าคนที่เข้ามาอยู่กับพรรคมีเป้าหมายเดียวกัน เวลาเปลี่ยนไปหลายปี วันนี้เติบโตขึ้น ยอมรับหลายคนอาจจะกังวลกับผลโพลต่างๆที่คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง แต่สำหรับตนเอง ที่รู้จักพรรคมานานยังคงมั่นใจ จะไปได้ไกลกว่าเดิม และแข็งแกร่งกว่าเดิม ด้วยตัวเลขต่างที่เป็นเครื่องชี้วัด ทั้งจำนวนสมาชิดที่เพิ่มขึ้น 30 % เงินบริจาค 96 ล้านบาท จากคนหลักแสนคน ความนิยมที่ขยับจาก 10 % เป็น 20-30 %
"ดังนั้น พูดกับความเป็นไปได้ ว่าจะชนะการเลือกตั้ง ไม่ใช่สิ่งที่ไปเป็นไปไม่ได้ หากดูจากตัวเลขเหล่านี้ เป็นไปได้ แต่ความเป็นไปได้ จะทำสำเร็จหรือไม่ ต้องเกิดจากพวกเราทุกคนที่มาช่วย การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่แกนนำไม่กี่คน แต่การเปลี่ยนแปลงและชัยชนะต้องมาจากพวกเราทุกคนและตนมั่นใจว่าสิ่งที่ผมพูดไปแล้วตัวเลขสมาชิกมากกว่าแสนคน ตัวเลขผู้บริจาคมากกว่าแสนคน สิ่งเหล่านี้เป็นพลังสำคัญที่ทำให้ 250 เป็นจริงได้อย่างแน่นอน"
นายศรายุทธิ์ ยังกล่าวต่อด้วยว่า ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และทุนสีเทา เบียดบังคนไทยทุกมิติทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำมาก ได้ข่าวแม่ สส.ก็ยังโดนหลอกลวงไปนับล้านบาท คิดว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ มาถึงจุดที่ตกต่ำมาก ซึ่งมีรากฐานเดียวกันคืออำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเข้ามากำหนดความเป็นไปของประเทศ มีระบบเส้นสายที่ทำให้คนเหล่านั้นเข้ามาได้ ดังนั้น เลือกตั้งครั้งนี้ จึงสำคัญ เพราะคือโอกาสในรอบ 15 ปี ที่จะทำให้ประชาชน เป็นผู้กำหนดว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล และขออย่ากังวลเรื่องคะแนนนิยม เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการตื่นตัวของประชาชน จึงมั่นใจรอบนี้ได้มากกว่าเดิมแน่นอน แต่จะไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน
เมื่อไหร่เข้าสู่การเลือกตั้งนั่นคือโอกาสในการสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เพราะโอกาสเลือกตั้งจะมีส่วนร่วมที่จะผลักดันเพื่อความสุข
ขณะนายณัฐชา กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่จนมาเป็นพรรคก้าวไกล ประสบความสำเร็จ มีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นทั้งอันดับ 1 ซึ่งทำได้แล้ว นำ สส.เข้าสู่สภา 151 ที่นั่ง แต่มีอุปสรรคมาฉุดรั้งให้พรรคอันดับ 1 ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายใหม่ จะจัดตั้งรัฐบาลประชาชนให้ได้ เพราะฉะนั้นก้าวแรกที่เริ่มจากตรงนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน มาร่วมกันทำภารกิจให้สำเร็จ เพราะการการเลือกตั้ง เป็นการเปลี่ยนแปลงอนาคต ที่ลงทุนน้อยที่สุด ขอให้ออกมาเป็นหัวคะแนนธรรมชาติอีกครั้ง
จากนั้นได้ให้ว่าที่ผู้สมัคร สส.ฝั่งธน แนะนำตัวร่วมไปถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจจะเข้าไปเป็นผู้แทนราษฎร พร้อมบางช่วงบางที่แนะว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตจอมทอง-บางขุนเทียน นายณัฐชา ได้ถือโอกาส ขอโทษประชาชนและขอโอกาสอีกครั้ง เนื่องจากว่าเขตนี้มีปัญหาทั้งสมัยพรรคอนาคตใหม่ ที่เป็นงูเห่า และสมัยพรรคก้าวไกล ก็ถูกร้องเรียนคุกคามทางเพศ