โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์ เตรียมถกบิ๊กพลังงานสหรัฐฯ แบ่งเค้กน้ำมันเวเนซุเอลา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ม.ค. เวลา 09.42 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. เวลา 02.42 น.

ทรัมป์ จ่อพบซีอีโอ ExxonMobil, Chevron และ ConocoPhillips ปูทางดึงเม็ดเงินลงทุนคืนชีพแหล่งพลังงานสำรองอันดับ 1 ของโลก ตลาดพลังงานโลกจับตากลไก “การควบคุมรายได้” และเงื่อนไขการผ่อนคลายคว่ำบาตร หลังสหรัฐฯ ประกาศบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงเปลี่ยนผ่าน ภาคเอกชนเรียกร้อง “ความชัดเจนด้านกฎหมาย-การคุ้มครองเงินลงทุน” ก่อนทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ในโครงการระยาวท่ามกลางความผันผวน

9 มกราคม 2569 – รายงานข่าวจากทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเปิดการเจรจาระดับพหุภาคีร่วมกับผู้บริหารระดับสูง (C-Suite) จากกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อาทิ ExxonMobil, Chevron และ ConocoPhillips ในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การฟื้นฟูอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream) และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปรับดุลอำนาจพลังงานโลก

เวเนซุเอลา ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่ม OPEC ครอบครองปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proven Reserves) สูงที่สุดในโลกด้วยจำนวนราว 3.03 แสนล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลถึง 17-19% ของปริมาณสำรองทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาเผชิญกับภาวะถดถอยจากปัญหาการบริหารจัดการและเทคโนโลยี โดยกำลังการผลิตดิ่งลงจากระดับสูงสุดที่ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เหลือเพียงประมาณ 800,000 ถึง 1,000,000 บาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน

ปัจจุบัน Chevron เป็นเพียงบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายเดียวที่ยังมีฐานการดำเนินงานในพื้นที่ โดยมีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 140,000 บาร์เรลต่อวัน ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ปี 2568 การประชุมครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการสร้าง "ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน" (Public-Private Partnership) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) ให้กลับเข้าสู่ตลาดโลกอีกครั้ง

ยุทธศาสตร์ "การควบคุมและชดเชย" ของฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐฯ อาจเข้ามากำกับดูแลกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยมีแผนการนำน้ำมันล็อตแรกจำนวน 30-50 ล้านบาร์เรลออกจำหน่ายในราคาตลาดโลก เพื่อนำรายได้มาเป็นกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจและชดเชยค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคง

นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์มองว่า ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการควบคุมนี้อาจดำเนินไป "อย่างไม่มีกำหนด" เป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง และเพื่อให้มั่นใจว่ารายได้จากการขายน้ำมันจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ได้ยื่นข้อเสนอในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions Relief) แบบจำเพาะเจาะจงเพื่อจูงใจให้บริษัทข้ามชาติกลับเข้าไปลงทุน

แม้จะมีแหล่งทรัพยากรมหาศาล แต่กลุ่มบริษัทพลังงานสหรัฐฯ ยังคงมีท่าทีระมัดระวัง (Cautious Approach) โดยแหล่งข่าววงในระบุว่า ข้อเรียกร้องหลักของภาคเอกชนประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:

  • เสถียรภาพทางกฎหมาย: การรับประกันว่าสัญญาการลงทุนจะไม่ถูกยกเลิกหากมีการเปลี่ยนตัวผู้นำหรือนโยบาย
  • กลไกการชำระหนี้ค้างชำระ: กรณีที่เวเนซุเอลายังมีภาระหนี้สินจากการเวนคืนทรัพย์สินในอดีต (Expropriation Claims)
  • การคุ้มครองความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน: ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันพลังงานประเมินว่า การจะฟื้นฟูกำลังการผลิตให้กลับไปสู่ระดับปกติอาจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสะสม (Capex) สูงถึง 1.85 แสนล้านดอลลาร์ และต้องใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องกว่า 10 ปี ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ที่ระบุว่าสหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็น "ผู้ดูแลการตลาด" (Marketing Agent) ให้กับน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา เพื่อรักษาความสมดุลของราคาพลังงานในสหรัฐฯ และช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในระยะยาว

การประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงการหารือเรื่องธุรกิจน้ำมัน แต่เป็นการวางรากฐานระเบียบเศรษฐกิจใหม่ในละตินอเมริกา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (Brent/WTI) และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...