ทรัมป์ เตรียมถกบิ๊กพลังงานสหรัฐฯ แบ่งเค้กน้ำมันเวเนซุเอลา
ทรัมป์ จ่อพบซีอีโอ ExxonMobil, Chevron และ ConocoPhillips ปูทางดึงเม็ดเงินลงทุนคืนชีพแหล่งพลังงานสำรองอันดับ 1 ของโลก ตลาดพลังงานโลกจับตากลไก “การควบคุมรายได้” และเงื่อนไขการผ่อนคลายคว่ำบาตร หลังสหรัฐฯ ประกาศบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงเปลี่ยนผ่าน ภาคเอกชนเรียกร้อง “ความชัดเจนด้านกฎหมาย-การคุ้มครองเงินลงทุน” ก่อนทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ในโครงการระยาวท่ามกลางความผันผวน
9 มกราคม 2569 – รายงานข่าวจากทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเปิดการเจรจาระดับพหุภาคีร่วมกับผู้บริหารระดับสูง (C-Suite) จากกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อาทิ ExxonMobil, Chevron และ ConocoPhillips ในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การฟื้นฟูอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream) และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปรับดุลอำนาจพลังงานโลก
เวเนซุเอลา ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่ม OPEC ครอบครองปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proven Reserves) สูงที่สุดในโลกด้วยจำนวนราว 3.03 แสนล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลถึง 17-19% ของปริมาณสำรองทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาเผชิญกับภาวะถดถอยจากปัญหาการบริหารจัดการและเทคโนโลยี โดยกำลังการผลิตดิ่งลงจากระดับสูงสุดที่ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เหลือเพียงประมาณ 800,000 ถึง 1,000,000 บาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน
ปัจจุบัน Chevron เป็นเพียงบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายเดียวที่ยังมีฐานการดำเนินงานในพื้นที่ โดยมีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 140,000 บาร์เรลต่อวัน ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ปี 2568 การประชุมครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการสร้าง "ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน" (Public-Private Partnership) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) ให้กลับเข้าสู่ตลาดโลกอีกครั้ง
ยุทธศาสตร์ "การควบคุมและชดเชย" ของฝ่ายบริหาร
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐฯ อาจเข้ามากำกับดูแลกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยมีแผนการนำน้ำมันล็อตแรกจำนวน 30-50 ล้านบาร์เรลออกจำหน่ายในราคาตลาดโลก เพื่อนำรายได้มาเป็นกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจและชดเชยค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคง
นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์มองว่า ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการควบคุมนี้อาจดำเนินไป "อย่างไม่มีกำหนด" เป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง และเพื่อให้มั่นใจว่ารายได้จากการขายน้ำมันจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ได้ยื่นข้อเสนอในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions Relief) แบบจำเพาะเจาะจงเพื่อจูงใจให้บริษัทข้ามชาติกลับเข้าไปลงทุน
แม้จะมีแหล่งทรัพยากรมหาศาล แต่กลุ่มบริษัทพลังงานสหรัฐฯ ยังคงมีท่าทีระมัดระวัง (Cautious Approach) โดยแหล่งข่าววงในระบุว่า ข้อเรียกร้องหลักของภาคเอกชนประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:
- เสถียรภาพทางกฎหมาย: การรับประกันว่าสัญญาการลงทุนจะไม่ถูกยกเลิกหากมีการเปลี่ยนตัวผู้นำหรือนโยบาย
- กลไกการชำระหนี้ค้างชำระ: กรณีที่เวเนซุเอลายังมีภาระหนี้สินจากการเวนคืนทรัพย์สินในอดีต (Expropriation Claims)
- การคุ้มครองความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน: ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันพลังงานประเมินว่า การจะฟื้นฟูกำลังการผลิตให้กลับไปสู่ระดับปกติอาจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสะสม (Capex) สูงถึง 1.85 แสนล้านดอลลาร์ และต้องใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องกว่า 10 ปี ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ที่ระบุว่าสหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็น "ผู้ดูแลการตลาด" (Marketing Agent) ให้กับน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา เพื่อรักษาความสมดุลของราคาพลังงานในสหรัฐฯ และช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในระยะยาว
การประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงการหารือเรื่องธุรกิจน้ำมัน แต่เป็นการวางรากฐานระเบียบเศรษฐกิจใหม่ในละตินอเมริกา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (Brent/WTI) และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้