โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

โลกวิกฤต! ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปลี่ยนเป็นสีฟ้าสดใส สัญญาณสุดท้ายก่อนละลายหายไปถาวร

Thaiger

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

นักวิทยาศาสตร์เผยภาพถ่ายดาวเทียมสุดตะลึงของ A-23A ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปลี่ยนเป็นสีฟ้า คาดจะละลายหายไปในปีนี้

ภูเขาน้ำแข็ง A-23A ที่แยกตัวออกมาจากหิ้งน้ำแข็งแอนตาร์กติกตั้งแต่ปี 2529 กำลังก้าวเข้าสู่วาระสุดท้ายของมันอย่างรวดเร็ว โดยภาพถ่ายจากดาวเทียมล่าสุดแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่น่าตกใจ

ตามปกติแล้ว ภูเขาน้ำแข็งจะมีสีขาวเนื่องจากมีฟองอากาศติดอยู่ข้างในจำนวนมาก ช่วยในการสะท้อนแสง แต่กรณีของ A-23A ในตอนนี้แตกต่างออกไป เพราะในตอนนี้มันได้กลายเป็นสีฟ้าสดใสซึ่งเกิดจากน้ำที่ละลายแล้วไปรวมตัวกันตามหลุมและแอ่งบนพื้นผิวภูเขาน้ำแข็ง โดยที่น้ำเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนลิ่มที่แทรกซึมลงไปตามรอยแตกเดิม เพิ่มแรงดันจนทำให้ภูเขาน้ำแข็งแตกออกจากกันเร็วขึ้น

คริส ชูแมน อดีตนักวิทยาศาสตร์จาก NASA ระบุว่าเขาไม่คาดหวังให้ A-23A หลงเหลืออยู่รอดจนพ้นฤดูร้อนของซีกโลกใต้รอบนี้

ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี A-23A มีประวัติการเดินทางที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะหลังแยกตัวออกมาในปี 2529 มันติดอยู่กับพื้นมหาสมุทรในทะเลเวดเดลล์นานถึง 3 ทศวรรษ ก่อนจะหลุดออกมาได้ในปี 2566 อีกทั้งมันยังไปติดอยู่ในกระแสน้ำวนที่เรียกว่า “คอลัมน์เทย์เลอร์” (Taylor Column) นานหลายเดือน จนกระทั่งหลุดออกมาได้อีกครั้งและเริ่มแตกหักอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ขนาดของมันก็ลดลงอย่างน่าใจหลาย ในเดือนมกราคม 2568 A-23A มีพื้นที่ประมาณ 3,640 ตารางกิโลเมตร พร้อมครองสถิติภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในเดือนกันยายน 2568 ภูเขาน้ำแข็งลูกนี้ลดขนาดลงเหลือเพียง 1,700 ตารางกิโลเมตร และล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 มันเหลือพื้นที่เพียงแค่ 1,182 ตารางกิโลเมตร

ปัจจุบัน A-23A กำลังลอยมุ่งหน้าไปยังภูมิภาคที่เรียกกันว่า “สุสานภูเขาน้ำแข็ง” ใกล้กับเกาะเซาท์จอร์เจีย ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่น้ำแข็งขนาดยักษ์จะละลายและรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ถือเป็นการปิดตำนานภูเขาน้ำแข็งที่มีอายุยืนยาวที่สุดลูกหนึ่งเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

อ้างอิง : www.sciencealert.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...