โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CEO VISION พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 ม.ค. เวลา 21.19 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. เวลา 08.42 น.

3 บิ๊กซีอีโอ เดินหน้าพลิกเกมสู้ความผันผวนโลก ด้วยการกล้า "คัดลอก" โมเดลธุรกิจระดับโลกเพื่อดึงทุนนอก ปลดล็อกระบบราชการหนุนการบินไทยเป็นจุดเชื่อมต่อจีน-อินเดีย และใช้ยานยนต์ PHEV เป็นสะพานส่งไทยสู่ฮับ EV โลก สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่แทนที่ฐานการผลิตเดิมที่กำลังถดถอย

วันที่ 12 มกราคม 2569 ท่ามกลางกระแสความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญที่ต้องเลือกระหว่างการประคับประคองตัวตามวิถีเดิม หรือการ "ผ่าตัด" โครงสร้างเพื่อสร้างเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ บนเวทีสัมมนา “ครอบครัวข่าว 3 Forum 2026 ทิศทางโลก ทิศทางไทย : Global Dynamics and Thailand’s Future” ซึ่งจัดโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สามผู้นำทางธุรกิจระดับประเทศได้ร่วมกันฉายภาพความจริงที่เกิดขึ้น พร้อมเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม

เปิดบทเรียน

กล้าที่จะ "คัดลอก" ความสำเร็จ

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) เริ่มต้นด้วยการเปิดเผยภาพสะท้อนความตึงเครียดของภาคธุรกิจผ่านสถานะการเงินส่วนตัวที่เป็นหนี้กว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดในชีวิต อันเนื่องมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนของโลก โดยเฉพาะสไตล์การดำเนินนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่ทำลายระเบียบโลกเดิมจนนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

โดยชี้ให้เห็นว่า GDP ของไทยอยู่ในภาวะหยุดนิ่งและเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากเรายังคงอาศัย "บุญเก่า" หรือโครงสร้างเดิมในอดีตมานานเกินไป โดยไม่มีการสร้างเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ที่ทันต่อโลก นโยบายภาครัฐที่ขาดทิศทางที่ชัดเจนและการบริหารงานที่เน้นการกำกับดูแล (Regulator) มากกว่าการสนับสนุน (Facilitator) กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไทยรั้งท้ายเพื่อนบ้าน

สำหรับกลยุทธ์ "Copy" ทางลัดสู่การก้าวกระโดด ข้อเสนอที่แหลมคมที่สุดของคุณวิกรมคือ ประเทศไทยต้องเลิกอายที่จะ "ก๊อปปี้" โมเดลความสำเร็จของผู้อื่น เหมือนที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "จีน" เคยทำมาก่อน โดยยกตัวอย่าง

  • สิงคโปร์: สร้างความเชื่อมั่นจนมี GDP ต่อหัวสูงกว่าไทย 11 เท่า
  • จีน: ใช้โมเดล Joint Venture ดึงเทคโนโลยีอย่าง Tesla มาสร้างอุตสาหกรรม EV ของตนเอง
  • ดูไบ: กล้าเปลี่ยนทะเลทรายเป็นเมืองโลกด้วยนโยบายสิทธิการถือครองที่ดินและวีซ่าระยะยาว

นายวิกรมเชื่อมั่นว่า หากไทยปรับแก้กฎหมายให้ดึงดูดทุนนอกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรม EV จากจีน ไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตเบอร์ 1 ของโลกและสร้าง GDP ให้เติบโตชนะเงินเฟ้อได้

ปลดล็อกระบบราชการ

ปั้นไทยเป็นฮับการบินเชื่อมมหาอำนาจ

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ (Hospitality) คือเครื่องยนต์เดียวที่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยได้ในระยะสั้น แต่ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพ แต่ส่งผลมาจาก "การจัดการที่ขาดเอกภาพ"

แม้ไทยจะมีภูมิศาสตร์ที่เป็นเลิศและมีต้นทุนบุคลากรที่มีคุณภาพ แต่ยังพ่ายแพ้ต่อสิงคโปร์และดูไบ เพราะหน่วยงานรัฐทำงานแบบแยกส่วน ไม่มองผลประโยชน์รวมของประเทศ (Total Benefit) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การบินไทยในฐานะสายการบินแห่งชาติ (Home Base Carrier) กลับไม่ได้รับสิทธิพิเศษหรือความสะดวกในการใช้สนามบินสุวรรณภูมิเท่าที่ควร แต่กลับถูกปฏิบัติไม่ต่างจากสายการบินต่างชาติ เช่น การต้องใช้ Bus Gate อยู่ห่างไกล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายชายมองเห็นโอกาสทองจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเสนอให้ไทยทำหน้าที่เป็น "จุดเชื่อมต่อ" (Connecting Point) ระหว่างจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีประชากรมหาศาลแต่ขาดการเชื่อมต่อเที่ยวบินโดยตรง การสร้างระบบนิเวศการต่อเครื่อง (Transit/Transfer) ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ไทยได้ทันที

อีกทั้งยังกล่าวถึงการฟื้นตัวของการบินไทย โดยประกาศความพร้อมด้วยการรับมอบเครื่องบินใหม่ Airbus A321 เพื่อท้าชนกับคู่แข่งในเส้นทางหลักอย่างสิงคโปร์ และตั้งเป้าจำนวนผู้โดยสารพุ่งสูงถึง 20 ล้านคนภายในปี 2030 โดยย้ำว่าสิ่งที่ต้องการจากรัฐไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือ "Fair Treatment" หรือการดูแลที่ยุติธรรมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้สายการบินแห่งชาติ

ใช้ PHEV เป็นสะพาน

เชื่อมไทยสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

นายประธานวงศ์ พรประภา CEO กลุ่มธุรกิจเรเว่ (Rêver Automotive) ยอมรับว่าปี 2569 เป็นปีที่ "เหนื่อย" สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงจนสถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อเกือบครึ่งหนึ่งของตลาด

อย่างไรก็ดี แม้การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในไทยจะก้าวกระโดดจาก 2% เป็น 20% ในเวลาอันสั้น แต่คุณประธานวงศ์ชี้ว่ายังมีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญคือการนำเสนอรถยนต์ PHEV (Plug-in Hybrid) เป็น "สะพาน" (Bridge) ให้ผู้บริโภคปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องจุดชาร์จในระยะแรก

นายประธานวงศ์ย้ำว่า ไทยคือศูนย์กลางการส่งออกโลก การเข้ามาของ BYD ด้วยกำลังการผลิต 150,000 คันต่อปี ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การขายในประเทศ แต่คือการใช้ไทยเป็น "Hub ในการส่งออก" ไปยังทั่วโลก ซึ่งจะดึงดูดห่วงโซ่อุปทานทั้งแบตเตอรี่และชิปให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น นอกจากนี้ เขายังพยากรณ์ว่าในอีก 3-5 ปี เทคโนโลยีการชาร์จจะพัฒนาจนสามารถชาร์จไฟได้เร็วเท่ากับการเติมน้ำมัน (3-5 นาที) ซึ่งจะลบความกังวลเรื่องสถานีชาร์จไปโดยสิ้นเชิง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...