เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ พท. “ยศชนัน” ประกาศยกเครื่องประเทศไทย ด้วย “วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี”
เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ พท. “ยศชนัน” ประกาศยกเครื่องประเทศไทย ด้วย “วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี” สร้างรายได้สูงอย่างยั่งยืน พร้อมต่อสู้เพื่อความหวังและอนาคตที่ดีขึ้น ฟาก “จุลพันธ์” ชูแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องด้วยนโยบายล้างหนี้ให้คนไทย ส่วน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ประกาศสานต่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายภายใน 3 เดือนหากได้จัดตั้งรัฐบาล
วันที 16 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยจัดงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” เพื่อเปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยจำนวน 3 คน ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โดยอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าร่วมฟังการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ ร่วมกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย และพี่น้องประชาชน
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศ โดยย้ำว่าชีวิตของตนคือภาพสะท้อนของคนไทยจำนวนมากที่เติบโตจากครอบครัวข้าราชการและพยาบาล ย้ายถิ่นฐานไปหลายจังหวัด เรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด และได้รับการปลูกฝังว่าความรู้และความขยันคือหนทางเปลี่ยนชีวิต พร้อมยืนยันว่า “ในประเทศไทย หากตั้งใจจริง ทุกอย่างเป็นไปได้”
ศ.ดร.ยศชนัน เล่าย้อนถึงเส้นทางการทำงานด้านวิศวกรรมศาตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เริ่มต้นกว่า 18 ปีก่อนที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้พัฒนาเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) เพื่อช่วยผู้พิการ รวมถึงการก่อตั้งสตาร์ทอัพด้านการป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับใน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเพื่อไม่ให้ผู้คนประสบอุบัติเหตุจนนำไปสู่ความพิการได้ พร้อมไปกับการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลก จนสามารถนำทีมนักศึกษาไทยเข้าแข่งขันระดับนานาชาติในเวที Cybathlon ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดสู่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 และสามารถฟื้นตัวได้จากความเชื่อมั่นว่าคนไทย “ทำได้” พร้อมยกบทบาทของ “พรรคไทยรักไทย” ในอดีตที่สร้างนโยบายเปลี่ยนชีวิตประชาชน และปลดวิกฤตให้กับประเทศไทยได้ แต่ตลอดเส้นทางกลับเผชิญความไม่เป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงปัจจุบันปี 2568 ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ “Perfect Storm” ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยพยามแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่ทำให้ต้องเปลี่ยนนายกฯ ปีละครั้ง การที่ทำได้ขนาดนี้ก็ต้องชื่นชมอดีตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ถึงทิศทางอนาคตของประเทศไทยด้วยว่า วันนี้ถ้าเราเลือกที่จะทำสิ่งใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างเทคโนโลยี โดยใช้ความคิดสร้างสรรคของคนไทย ก็เชื่อว่าอนาคตที่ดีของประเทศไทยเป็นไปได้
ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ศ.ดร.ยศชนัน ประกาศตัวว่า จะนำพาประเทศไทยพาล้นจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ไปให้ได้ โดยเสนอเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงให้เร็วที่สุด โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นแกนหลัก ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจเดิม (Old Economy) ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในส่วนของภาคเกษตรกรรม อุตสาหรกรรมการผลิต และภาคการบริการ พร้อมไปกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) จากศักยภาพท้องถิ่นผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ การผลิตอุตสาหกรรม และสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ศ.ดร.ยศชนันระบุ ขณะเดียวกันบทบาทภาครัฐเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยมีสิ่งรัฐบาลต้องเดินหน้า 3 ด้าน คือ
- สร้างความมั่นคงรอบด้าน ทั้งการทหาร ความมั่นคงไซเบอร์ ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการรับมือ Climate Change ควบคู่การทูตที่รักษาสมดุลผลประโยชน์ของไทย
- สร้างความเชื่อมั่นผ่านการฟื้นฟูหลักนิติธรรม คืนความยุติธรรมให้ประชาชน ใช้ Digital Goverment สร้างความปลอดใสป้องกันการคอร์รับชัน ควบคู่ไปกับ AI Transformation สร้างระบบรัฐแบบ One Stop Service
- การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ตั้งแต่คมนาคม โลจิสติกส์ ความปลอดภัยด้วย AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด สวัสดิการ การศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อรองรับทั้งเศรษฐกิจใหม่และยกระดับเศรษฐกิจเดิม โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมคนให้สอดรับกับการวางโครงสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่
.
คนไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสในการเติบโตที่เท่ากัน ไม่ว่าวันนี้เขาจะเกิดที่ไหน ในแผ่นดินไทยเขาเป็นคนไทย เขาต้องได้รับโอกาสที่เท่ากัน สิ่งที่เราจะทำเราไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เราจะทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยมีหัวใจอยู่ที่ประชาชน ทุกคนครับการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการเดินทางเพื่อให้เราได้กลับมาเพื่อช่วยกันสร้างประเทศของเราขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
“วันนี้ทุกคนจากพรรคไทยรักไทย จากพรรคที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ทุกคนกลับมาที่บ้านของพวกเรา บวกกับคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย พวกเรามารวมกัน ผมมั่นใจมากว่าเราทำได้ เริ่มจากวันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้ ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยก็ทำได้แน่นอน” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว
ส่วนทางด้วนนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศยกเครื่องพรรคเพื่อไทย สู่ภารกิจยกเครื่องประเทศไทย โดยชูนโยบายแก้เศรษฐกิจปากท้องของประชาช โดยกล่าวว่าตนเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่ง แต่คือความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นพรรคเพื่อไทยกลับมาเข้มแข็ง และเป็นความหวังของประเทศอีกครั้ง
นายจุลพันธ์ระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสื่อสารกับประชาชนเชิงรุก การทำงานในสภาอย่างเข้มข้น การตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่รวมคนทุกวัย ทุกภูมิภาค และการพัฒนานโยบายที่รับฟังทั้งนักวิชาการและเสียงประชาชน โดยทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือของสมาชิกพรรคที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา พรรคไม่เคยละทิ้งประชาชน วันนี้พรรคพร้อมแล้วจากการยกเครื่องภายใน สู่ภารกิจที่ใหญ่กว่า คือการยกเครื่องประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
นายจุลพันธ์กล่าวถึงเส้นทางทางการเมืองว่า เข้าสู่การเมืองกว่า 20 ปี จากพื้นที่ชายขอบจังหวัดเชียงใหม่ แม้จะมีโอกาสทางการศึกษาและการทำงานในต่างประเทศ แต่การได้เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างความมั่งคั่งและความยากลำบาก ทำให้เกิดความมุ่งมั่นใช้ความรู้ทางเศรษฐกิจปลดโซ่ตรวนชีวิตของคนไทย
นายจุลพันธ์ชี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญ ไม่อาจสะท้อนด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะคือความทุกข์ ความเครียด และความไม่มั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะภาระหนี้สินและสังคมสูงวัยที่ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีเงินออม
สำหรับนโยบายเร่งด่วน พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน “หวยเกษียณ” ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนการเสี่ยงโชคเป็นการออม สร้างหลักประกันทางการเงินให้ผู้สูงอายุ ควบคู่กับสวัสดิการของรัฐ
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้ามาตรการ “ล้างหนี้ให้คนไทย” มองว่าปัญหาหนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยประกอบด้วย การแก้หนี้นอกระบบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การเปิดโอกาสให้ปิดหนี้เสีย (NPL) ด้วยการจ่ายเพียงบางส่วน การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี การปลดหนี้ผู้สูงอายุ และการให้รางวัลลูกหนี้ชั้นดี
นายจุลพันธ์ย้ำว่า การแก้หนี้ประชาชนไม่ใช่การแจกเงิน แต่คือการซ่อมฐานรากของระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งสร้างสังคมที่ประชาชน “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” และพร้อมยกเครื่องประเทศไทยเพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
ส่วนทางด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ชูวิสัยทัศน์ยกเครื่องประเทศ ดันคมนาคมเปิดโอกาสคนไทย สานต่อ 20 บาทตลอดสาย–บ้านเพื่อคนไทยว่า การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทุกระดับ
นายสุริยะ ระบุว่า ประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ทำให้เห็นข้อจำกัดของระบบราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ จึงตัดสินใจเข้าสู่การเมืองเพื่อร่วมแก้ไขระบบ โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นฐานการจ้างงานหลักของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
ตลอด 27 ปีของการทำงานการเมือง นายสุริยะ กล่าวว่าภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายสำคัญ อาทิ การแปรรูป ปตท. และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงการเร่งรัดก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิให้แล้วเสร็จและเปิดใช้งานในปี 2549 ภายในเวลาเพียง 4 ปี 9 เดือน ซึ่งช่วยยกระดับบทบาทประเทศไทยบนเวทีการบินโลก
นายสุริยะ ชี้ว่า สนามบินสุวรรณภูมิไม่ใช่เพียงสนามบิน แต่คือประตูเศรษฐกิจของประเทศที่เชื่อมไทยกับโลก โดยหลังเข้ารับตำแหน่งในปี 2566 ได้เร่งฟื้นฟูคุณภาพการให้บริการ นำเทคโนโลยีสากลมาใช้ ลดเวลารอคิวผู้โดยสารจากเฉลี่ย 40 นาที เหลือประมาณ 5 นาที ส่งผลให้อันดับสนามบินสุวรรณภูมาดีขึ้นจากอันดับที่ 77 ของโลกในปี 2565 มาอยู่ที่อันดับ 39 ในปี 2568
พร้อมกันนี้ ได้เสนอภาพใหญ่การพัฒนาคมนาคมของประเทศ ผ่านการเชื่อมระบบถนน ระบบราง ระบบการบิน และท่าเรือ เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายเดียว ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT บริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างไร้รอยต่อ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งของภูมิภาค โดยคมนาคมไม่ได้พาคนไปสู่ที่หมาย แต่ต้องพาคนไปสู่อนาคต
สำหรับนโยบายเร่งด่วน นายสุริยะ ยืนยันการสานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” โดยหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประชาชนจะสามารถใช้ได้ภายใน 3 เดือน พร้อมพัฒนา Feeder ควบคู่ผ่านนโยบาย “รถเมล์แอร์ 10 บาท” เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการเดินทางคุณภาพได้จริง
ขณะเดียวกัน นโยบาย “บ้านเพื่อคนไทย” ได้เริ่มต้นด้วย 4 โครงการนำร่อง เน้นบ้านในทำเลศักยภาพ ใกล้ระบบคมนาคม ใกล้แหล่งงาน และจ่ายไหว เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพาคนเดินทาง แต่ช่วยให้คนไทยตั้งหลัก มีบ้าน มีคุณภาพชีวิต และมีอนาคตที่มั่นคง
นายสุริยะ กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคเพื่อไทยยังมีพลัง อุดมการณ์ และทีมงานที่ผสานประสบการณ์กับพลังคนรุ่นใหม่ พร้อมอาสารับภารกิจในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อรวมพลัง “ยกเครื่องประเทศไทย” ให้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับชีวิตคนไทยทุกคน
ชู “ยศชนัน” นั่งแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 มอง ไม่เป็นปัญหาหนีไม่พ้นตระกูลชินวัตร บอก เป็นโอกาส-จุดเด่น ยัน ไม่ถูกครอบงำจาก “เยาวภา”
ภายหลังการเปิดตัวและแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย โดยแคนดิเดตทั้ง 3 คน ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงลำดับของแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งนายจุลพันธ์ กล่าวแซวก่อนว่า “ นั่งแบบนี้ชัดหรือไม่ ยังไม่ชัดหรือ” และกล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยได้มีการรับฟังเสียงสมาชิก ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน ดูจากความต้องการของประชาชน วันนี้เราต้องการคนที่จะมาเป็นนายกนำพาประเทศไทยพ้นจากความขัดแย้ง และก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่จะนำเทคโนโลยี AI ความรู้สมัยใหม่เข้ามาบวกประสาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้ ซึ่งบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคเพื่อไทยคือนายยศชนัน แต่เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคม นายยศชนันคือคนที่เราจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเราประสบชัยชนะจากการเลือกตั้ง ส่วนอีก 2 คน ไม่ได้มีการเรียงลำดับ แต่มีความพร้อมในการทำงานกรณีที่มีความจำเป็น ดังนั้น ทั้ง 3 คนที่นั่งอยู่ตรงนี้มีความพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน และมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานให้กับประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวถามนายยศชนัน ในฐานะที่เคยผ่านเวทีการเมืองมาแล้ว แต่ยังถือว่าเป็นหน้าใหม่ การเปิดตัวเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯในวันนี้ มั่นใจในตัวเองและนโยบายหรือไม่ว่าจะสามารถเรียกกระแสนิยมในการเปิดตัวครั้งนี้ นายยศชนัน กล่าวว่า ต้องตั้งต้นที่เรามีหัวใจพรรคเพื่อไทย ต้องไปคุยกับประชาชนเยอะๆ วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะชูว่าไปได้ว่าประเทศไทยจะไปในทิศทางใด แต่การพบปะประชาชนสำคัญกว่าการเลือกตั้ง เพราะประชาชนวันนี้อาจจะยังไม่รู้จักตนดี แต่หากได้สัมผัสและพูดคุยกัน และเราเอาสิ่งที่เขาต้องการใส่ไปในนโยบาย เชื่อว่าจะชนะใจประชาชน
เมื่อถามว่า เวลา 2 เดือนเพียงพอหรือไม่ ที่จะดึงกระแสพรรคเพื่อไทยให้กลับมา นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราไม่ได้เริ่มเพียงแค่ 2 เดือน เราเดินหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาการทำงานตั้งแต่พรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย ยังประทับอยู่ในความทรงจำของประชาชน และตั้งแต่การประกาศยกเครื่องเพื่อไทย เรามีการปรับเปลี่ยนการทำงานทั้งเรื่องการสื่อสาร นโยบาย และขับเคลื่อนมาจนถึงจุดนี้ เราไม่ได้อยู่ที่เดิม เรามาข้างหน้าไกลแล้ว ระยะเวลาอีก 2 เดือนข้างหน้าเป็นการทำความเข้าใจกับประชาชน ถึงนโยบายของเรา ถ้าย้อนเวลากลับไปในสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ลงสมัครเลือกตั้งครั้งนั้น มีเวลาเพียงแค่ 40 กว่าวันเท่านั้น เราก็สามารถขับเคลื่อนจนประสบชัยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายได้ ตนเชื่อมั่นว่าการทำงานของแคนดิเดต ทั้ง 3 คน จะสามารถเดินสู่ชัยชนะได้
เมื่อถามว่า มองกรณีที่สังคมตั้งคำถามว่าอย่างไรก็ไม่พ้นตระกูลชินวัตร แม้จะเป็นตระกูลวงศ์สวัสดิ์แต่ก็เป็นเครือญาตกับชินวัตรอยู่ดี นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องที่เป็นลูกหลานใคร ตนคิดว่าเป็นเรื่องได้เปรียบ ซึ่งการที่วันนี้เรามุ่งมั่นที่จะทำบางอย่างให้กับคนไทยและทำเรื่องนี้มาโดยตลอด ตนไม่เคยหยุดที่จะทำเรื่องนี้ แต่วันนี้หากเราได้รับโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น ทำไมเราจะไม่รับ และการที่เรามีหลายคน เราอาจจะเป็นคนตัวเล็กๆ บนมือของยักษ์ใจดีคนหนึ่ง ที่ผสมระหว่างคนรุ่นเก่ากับใหม่ อย่างพรรคไทยรักไทยผู้มีประสบการณ์ ซึ่งรวมถึงครอบครัวของตนด้วย เราสามารถมองเห็นได้ไกลขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นจุดเด่น ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เมื่อถามย้ำว่า หากได้รับตำแหน่งนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มารดา จะไม่เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจการทำงานหรือครอบงำใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เราพยายามนำเสนอเรื่องวิสัยทัศน์ ค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปในโลกนี้ เราต้องเดินไปข้างหน้า จะพยายามเคลื่อนประเทศไทยในทุกรูปแบบทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งเราจำเป็นต้องเป็นรัฐบาล ที่มีการพูดคุยกันภายใน ภายนอก และต่างประเทศด้วย สิ่งนี้เป็นบทบาทหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำ และมั่นใจว่าเราสามารถตัดสินใจเองได้ ร่วมกับกรรมการบริหารพรรค
เมื่อถามว่า เป็นนักวิชาการ จะชูอะไรเป็นจุดเด่นในการเลือกตั้ง นายยศชนัน กล่าว่า ตนได้ผ่านการเมืองมาช่วงสมัยหนึ่ง มีจุดเด่นที่หลายคนไม่มี แม้จะไม่ใช่จุดเด่นมากนัก แต่เรามีคนในทีมพรรค และมีหลายคนที่คอยสนับสนุน ขอให้ในวันนี้เรามีเข็มทิศที่ชัดเจน ตนเชื่อว่าเราทำได้
ด้านนายสุริยะ กล่าวเสริมว่า ในขณะที่เราคัดเลือกให้นายยศชนัน มาเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ตนอยากให้มองว่าการเมืองที่ผ่านมา เป็นมิติบริหารด้านการเมืองเป็นหลัก แต่โลกยุคนี้เป็นโลกที่ต้องแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งในแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยคนอื่นๆ ไม่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้ เราจึงเชื่อว่าการเมืองแบบเก่าได้ผ่านไปแล้ว ควรจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองจะช่วยสนับสนุนด้านอื่นได้ แต่ที่สำคัญที่สุดเมื่อได้ฟังภาพรวมของภาพรวมของนายยศชนัน ทั้งหมดเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ไม่มีใครปฏิเสธ ว่าวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศไทย หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีเราเชื่อว่าเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยคาดหวังไว้
เมื่อถามว่า ในฐานะหลานชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มองว่านี่เป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อนของแคมเปญของพรรคเพื่อไทนอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า จะมีหลายประเด็นที่เราต้องแก้ไข ก่อนอื่นเลย ตนคิดว่านี่จะเป็นข้อได้เปรียบสำหรับพรรคเรา เรามีวิสัยทัศน์เดียวเพื่อประชาชน ตนพยายามเสนอแนวคิดที่ว่า เราต้องพัฒนาเศรษฐกิจที่มีอยู่โดยการยกระดับเครื่องยนต์ที่มีอยู่ และเราต้องยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ ดังนั้น ตนคิดว่าด้วยผลประโยชน์ทั้งหมดที่พรรคหรือประชาชนสนับสนุน เราจะไม่มีปัญหาในการเดินหน้าต่อไป
เมื่อถามถึง จุดยืนหรือนโยบายของพรรคเพื่อไทยต่อกรณีชายแดนฝั่งกัมพูชา นายยศชนัน กล่าวว่า ประเด็นเรื่องกัมพูชา ตนคิดว่ามันค่อนข้างตรงไปตรงมา อธิปไตยต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเราต้องปกป้องประชาชนของเรา นั่นคือสิทธิของเรา
เมื่อถามว่า เป้าหมายจำนวนสส. ของพรรคเพื่อไทยยังเป็น 200 คน อยู่หรือไม่ หลังจากที่มีหลายคนไปเปิดตัวกับพรรคการเมืองอื่นๆ นายสุริยะ กล่าวว่า การเปิดตัวของพรรคต่างๆ ทราบกันมานานแล้วว่าจะมีการย้าย ทั้งจากพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายไปสู่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม แต่ตนได้มีการดูสมการที่ไปรวมกันเป็นสส.ปัจจุบัน ที่ไปรวมกันที่พรรคภูมิใจไทย ประมาณ 130 คน ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยการเลือกตั้งที่ผ่านมาเราได้ 141 คน ตอนนี้อาจจะมีไหลออกไปประมาณ 10 กว่าคน แต่ตนเชื่อมั่นว่าที่ตนตั้งเป้าหมาย ว่า 200 คน ไม่ใช่เป็นการตั้งเป้าหมายที่ไม่มียุทธศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ครั้งที่แล้วเราได้มา 141 คน ความจริงเราต้องได้ใกล้เคียง 200 คน แต่มีการทำโพลออกมาทุกคนมั่นใจ ตัวผู้สมัครสส.จึงหยุดทำงาน ไม่ได้ลงพื้นที่ตามที่ควรจะไปทำ เพราะประมาท และครั้งนี้เราเรียนรู้เรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย ฉะนั้น ตนจึงมั่นใจว่าไปถึง 200 หรือบวกลบอย่างมากไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะมีการกำชับผู้สมัครให้ลงพื้นที่ให้เข้มข้นขึ้น ประกอบกับนโยบายที่ดีของพรรคเพื่อไทย ที่จะไปชี้แจงกับประชาชนกับประชาชนในพื้นที่ ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมบุคคลที่จะขึ้นปราศรัยเรียบร้อยแล้ว
เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องสู้ ทั้งเรื่องอำนาจ กระสุน และกระแสชาตินิยม พรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นงานหนักและกังวลเรื่องนี้หรือไม่หรือไม่ และเตรียมรับมือกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต่อสู้กับภาวะการณ์ลำบาก พรรคเพื่อไทยผ่านการยุบพรรค 2 ครั้ง การปฏิวัติรัฐประหารมาอีก 2 ครั้ง หลังเหตุการณ์เหล่านั้นสถานการณ์พวกตนไม่ได้ดีกว่าวันนี้ แต่เราก็เดินหน้าต่อสู้อย่างเข้มแข็ง และคว้าชัยชนะได้ ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เรายืนกันอย่างเหนียวแน่น และพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ และย้ำว่าสิ่งที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะคือนโยบาย บุคคล และความตั้งใจของพวกเรา
เมื่อถามว่าระหว่าง กระสุนกระแสและอำนาจรัฐ พรรคเพื่อไทยกังวลเรื่องใดมากที่สุด และมองว่าเรื่องใดเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งในสถานการณ์ปัจจุบัน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หากถามว่าห่วงอะไรมากที่สุด เราห่วงทุกอย่าง แต่เราจะทำหน้าที่ให้เต็มที่ ไม่มีอะไรที่เราไม่ห่วง แต่สิ่งที่อุ่นใจเราประชาชน เพราะพรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชนมาตลอด เราเชื่อว่าประชาชนยังสนับสนุน อย่างเป็นแฟนคลับและพรรคเพื่อไทยเป็น 10 ล้านคน ซึ่งพร้อมจะสนับสนุนไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้กระสุนหรืออำนาจรัฐ เชื่อว่าเราสามารถฝ่าด่านไปได้ ด้วยการทำความเข้าใจกับประชาชนและนำนโยบายที่ดีไปสู่ประชาชน
ด้านนายสุริยะ กล่าวเสริมว่า ในอดีตสส. ที่ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย ก็สอบตกไปหลายคน ตนเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนยังจำได้คือนโยบายที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ ภาพนั้นยังอยู่ในความทรงจำของประชาชน ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องกระสุนหรือกระแส ตนเชื่อว่าท้ายที่สุดเราจะไปใกล้เคียงกับ 200 ที่นั่ง
เมื่อถามถึงสถานการณ์สถานการณ์ชายแดนขณะนี้ ในฐานะที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยมีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทย คือการปกป้องอธิปไตย แต่สิ่งที่เราเห็นว่ากระบวนการที่รัฐบาลควรจะดำเนินการ คืออยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ การตอบโต้อย่างได้สัดส่วนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตามที่จะมาปฎิบัติภารกิจต่อ ต้องระมัดระวังอย่างรอบคอบ รวมถึงการสื่อสารของรัฐต่อประชาชน และสื่อต่างประเทศ ใช้กลยุทธ์หรือยุทธวิธี โลกล้อมกัมพูชา เป็นเรื่องสำคัญ แต่ตอนนี้ถือว่าเป็นจุดอ่อน เพราะต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าการสื่อสารของไทยต่อสื่อต่างชาติ หากติดตามจากสื่อต่างประเทศจะเห็นว่าข่าวที่ออก ไม่ได้เป็นผลดีกับประเทศไทย มีข่าวในลักษณะเราใช้การโจมตีทางอากาศ ซึ่งจุดนี้อาจจะเป็นปัญหากับประเทศไทยในระยะยาว พรรคเพื่อไทยจึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาและปรับเปลี่ยนท่าที อีกเรื่องคือความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ พรรคเพื่อไทยพร้อมให้การสนับสนุนเข้าไปดูแลประชาชน ที่จะต้องอพยพ ให้มีความปลอดภัยและสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ส่วนหน้า ที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดน
“ยศชนัน” เชื่อคนไทยมีของ สร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้
เมื่อเวลา 14.00น. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ว่า “สวัสดีครับ ผม “เชน” ครับ หลายคนอาจคุ้นกับผมที่เป็นอาจารย์วิศวะ หรือลูกชายนักการเมือง แต่วันนี้ขอแนะนำตัวในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่เชื่ออย่างสุดหัวใจว่า “คนไทยก็มีศักยภาพ ที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตตัวเองได้”
ตลอดชีวิตการทำงานวิจัย ผมเชื่อว่า “คนไทยมีของ” อย่างมหาศาลแต่เพราะ "โอกาส" และ "ทุน" ไม่เอื้ออำนวย เลยทำให้ประเทศเรายังย่ำอยู่กับที่ ซึ่งตนทนเห็นไม่ได้อีกต่อไป ในวันที่โลกหมุนด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราจะมัวแต่รอซื้อของเขาไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาสร้างเอง และเชื่อว่าเรา “ทำได้” 4 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ตนมองเห็นภาพการ "ยกระดับคุณค่าการมีชีวิต" ของคนไทย ด้วย 3 หัวใจหลักครับ ตนเชื่อว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนจากผู้ซื้อ เป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” เชื่อว่าเราต้องป้องกันปัญหา ก่อนเกิดปัญหา เราจะใช้ Data และ AI มา “ป้องกันปัญหา” และเชื่อว่าความหลากหลายคือกุญแจสำคัญ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ “ทุกคน” เป็นพลัง ให้คนตัวเล็กทุกกลุ่มได้มีเครื่องมือ มีทุน และมีโอกาสปล่อยของอย่างเท่าเทียม ตนขออาสาเข้ามาเป็น “ผู้นำ” ที่จะมาวางโครงสร้าง ใช้หลักคิดทางวิทยาศาสตร์ และกติกาที่เป็นธรรม ที่พิสูจน์ได้ วัดผลได้ มาทำงานร่วมกับทุกคน สร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้คนไทยเก่งๆ ได้เฉิดฉาย ใช้เสียงของทุกคน เพื่อออกแบบระบบที่ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำได้จริง งานนี้ไม่ง่าย และทำคนเดียวไม่ได้ตนต้องการ “ทีม” ซึ่งคือทุกท่าน เรามาเป็นทีมเดียวกันครับ มาช่วยกันพิสูจน์สิ่งที่ตนเชื่อมาตลอดชีวิตว่า “ถ้าสภาพแวดล้อมดีพอ คนไทยธรรมดา ๆ อย่างพวกเรา ก็สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้”