โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เมื่อ‘ทรัมป์’ หันหลังให้เวทีโลก ถอนสหรัฐฯ จาก 66 องค์กร จะเกิดอะไรกับโลกใบนี้และไทยบ้าง?

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 7–8 มกราคม 2569 (2026) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งบริหารและคำประกาศจากทำเนียบขาว เพื่อให้สหรัฐอเมริกา ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่งทั่วโลก โดยอธิบายเหตุผลหลักว่าองค์กรเหล่านี้

  • ขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ
  • ใช้งบประมาณและทรัพยากรไปโดย “สิ้นเปลือง ไม่เกิดประสิทธิภาพ”
  • มีภารกิจซ้ำซ้อน หรือถูกกลุ่มอุดมการณ์ก้าวหน้า “Globalist” ควบคุมเช่น มาตรฐาน DEI, นโยบายความเท่าเทียมทางเพศ และประเทศกำกับดูแลเรื่องสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทรัมป์มองว่า คุกคามอธิปไตยและเสรีภาพของสหรัฐฯ
  • เงินภาษีของชาวอเมริกันควรถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ภายในประเทศมากกว่า
    โดยเขาเรียกองค์กรเหล่านี้ว่า “wasteful, ineffective, or harmful” และไม่ตอบโจทย์ผลประโยชน์ของชาติอีกต่อไป

คำอธิบายนี้สอดคล้องกับนโยบาย America First ของทรัมป์ที่เน้นผลประโยชน์ภายในประเทศก่อนการมีส่วนร่วมในเวทีโลก โดยมองว่าความร่วมมือแบบพหุภาคีนั้นมัก “ไม่แฟร์” ต่อสหรัฐฯ และมักให้ผลประโยชน์กับคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ เช่น จีน มากกว่า

66 องค์กรที่ถอนตัวเป็นกลุ่มอะไรบ้าง

  • การถอนตัวแบ่งหลักๆ ออกเป็น สองประเภท

1) องค์กรที่อยู่นอกระบบสหประชาชาติ (ประมาณ 35 แห่ง)

กลุ่มนี้รวมองค์การระหว่างประเทศที่ทำงานด้าน:

  • สภาพภูมิอากาศ พลังงานหมุนเวียน และสิ่งแวดล้อม
  • เศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการพัฒนา
  • ความร่วมมือด้านนโยบายสากลต่างๆ
    ตัวอย่างเช่น Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC), International Renewable Energy Agency (IRENA), International Solar Alliance (ISA) และอื่นๆ (บัญชีครบ 35 แห่งที่ประกาศไว้)

2) องค์กร หน่วยงาน หรือคณะภายใต้ระบบสหประชาชาติ (ประมาณ 31 แห่ง)

กลุ่มนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ:

  • สหประชาชาติและหน่วยงานเฉพาะด้าน เช่น UNFCCC (กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ), UN Women, UN Population Fund, UNCTAD และหน่วยงานภาคเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ

โดยรวมแล้วรายการที่ถอนตัวรวมทั้งองค์กรที่เน้น สภาพภูมิอากาศ การพัฒนา การค้า การพลังงาน การศึกษา และนโยบายสากลต่างๆ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าขัดกับ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของตนเอง

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ผลักดันสหรัฐฯ ออกจากเวทีพหุภาคี ตัวอย่างก่อนหน้านี้ได้แก่:

  • ถอนตัวจาก World Health Organization (WHO) ตามคำสั่งก่อนหน้านี้ในปี 2025
  • ถอนตัวสองครั้งจาก Paris Agreement (ข้อตกลงปารีส)
    ทั้งก่อนหน้านี้และภายหลังเข้ารับตำแหน่ง
  • ระงับหรือยุติการสนับสนุนทรัพยากรให้ UN Human Rights Council และ UNESCO
    ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มการถอนตัวจากเวทีพหุภาคีที่ก้าวหน้าและการลดบทบาทของสหรัฐฯ ในองค์กรระดับโลก

การประกาศของทรัมป์เกิดขึ้นผ่าน คำสั่งบริหารและคำประกาศจากทำเนียบขาว โดยสั่งให้หน่วยงานต่างๆ เริ่มดำเนินการ “ทันที” เพื่อยุติการมีส่วนร่วมและการให้เงินสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม องค์กรแต่ละแห่งมีกระบวนการถอนตัวตามข้อบังคับของตนเอง บางกรณีต้องมีการแจ้งอย่างเป็นทางการ และมีระยะเวลา “notice period” ก่อนที่การถอนตัวจะมีผล เช่น ในกรณี UNFCCC ที่กฎหมายอนุสัญญาระบุว่าการถอนตัวมีผลหลังจากแจ้งเป็นเวลา 1 ปีตามเงื่อนไขของตนเอง และแม้ประกาศแล้ว แต่ บางองค์กรยังไม่ได้รับเอกสารแจ้งการถอนตัวอย่างเป็นทางการ จากการรายงานของสหประชาชาติ

ดังนั้น ยังไม่ใช่ทุกการถอนตัวจะมีผลทันที ในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศโดยอัตโนมัติ ขึ้นกับระเบียบของแต่ละองค์กร และในหลายกรณียังคงอยู่ในช่วงกระบวนการยุติสถานะสมาชิกและหยุดการให้เงินสนับสนุน

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โลก และไทย

การถอนตัวครั้งนี้มีผลกระทบหลายมิติทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค:

1) เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

  • สหรัฐฯ เป็นผู้ให้เงินสนับสนุนหลักของหลายองค์กรระหว่างประเทศ การถอนตัวและยุติเงินช่วยเหลืออาจ สร้างช่องว่างงบประมาณและขาดแคลนทรัพยากร สำหรับโครงการสำคัญ เช่น การค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาแรงงาน และมาตรฐานการผลิต
  • มาตรฐานสากลด้านการค้าและการลงทุนบางส่วนอาจ ขาดการคุมกรอบจากกลไกระหว่างประเทศ ทำให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องรับมือกับมาตรฐานต่างประเทศโดยไม่มีอิทธิพลต่อการกำหนดเอง
  • ตลาดทุนและนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการลงทุนในสหรัฐอเมริกา เพราะความไม่แน่นอนของกฎการค้าระหว่างประเทศและมาตรฐานธุรกิจ

2) การแก้ปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อม

  • การถอนตัวจาก UNFCCC และ IPCC ซึ่งเป็นรากฐานของความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก เป็น แรงสั่นสะเทือนใหญ่ที่สุด ในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และผู้นำโลกมองว่า “ทำให้ข้อตกลงสากลอ่อนแอลงมาก”
  • การถอนตัวของประเทศเศรษฐกิจใหญ่เช่นสหรัฐฯ อาจเป็น “ข้อแก้ตัว” ให้ประเทศอื่น ๆ ชะลอความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

3) การเมืองระหว่างประเทศและความร่วมมือระดับภูมิภาค

  • การถอนตัวครั้งนี้สะท้อน การลดบทบาทของสหรัฐฯ ในการกำหนดกฎระเบียบโลก และเปิดช่องให้ จีนและสหภาพยุโรป ขยายอิทธิพลในเวทีพหุภาคี
  • โลกอาจเห็น การจัดระเบียบทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ โดยสมาชิกกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและพันธมิตรรายอื่น ๆ ตอบสนองโดยสร้างกลไกของตนเองหรือขยายขอบเขตความร่วมมือในกลุ่มอื่น ๆ เช่น G20, CPTPP หรือ ASEAN+Frameworks

4) ผลกระทบต่อไทยและอาเซียน

สำหรับไทยและอาเซียน:

  • ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากการถอนตัวของ UNCTAD และ ESCAP (ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ) เพราะเป็นเวทีสำคัญสำหรับการวิเคราะห์นโยบายการค้า การพัฒนา และเศรษฐกิจในภูมิภาค
  • ความร่วมมือด้าน การค้าเสรี การพัฒนาแรงงาน และมาตรฐานสินค้า อาจต้องกลับมาทบทวนกลไกระดับภูมิภาคหรือ bilateral
  • ในด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาด ไทยอาจต้องเสริมสร้างความร่วมมือทางภูมิภาค หรือร่วมกับสหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่นในเวทีอื่น ๆ เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในตลาดพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว
  • แนวโน้มอนาคต: โลกหลังการถอนตัว

ภาพรวมอนาคตอาจเป็นดังนี้:

1) “ยุคที่สองของการจัดระเบียบโลก” โลกกำลังเข้าสู่ ยุคที่สองของระเบียบโลก (World Order 2.0)
ด้วย:

  • สหรัฐฯ ลดการมีส่วนร่วมในโครงสร้างเวทีพหุภาคีแบบเดิม
  • จีน และสหภาพยุโรป ผลักดันมาตรฐานร่วมกัน
  • ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น เช่น อินเดีย บราซิล ฯลฯ เพิ่มบทบาทในเวทีเฉพาะด้าน

2) ความร่วมมือด้านภูมิภาคจะเข้มแข็งขึ้น

ภูมิภาคอย่าง ASEAN, APEC และ CPTPP อาจกลายเป็น เวทีหลักสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า แทนที่องค์กรที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกไป โดยไทยมีโอกาสเป็น ศูนย์กลางของความร่วมมือดังกล่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

3) ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศต้องผ่านกลไกใหม่

การแก้ปัญหาโลกร้อนจะต้องเน้น:

  • พันธมิตรทางเศรษฐกิจ เช่น EU-Japan Climate Partnership
  • ความร่วมมือรัฐต่อรัฐ
  • ตลาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและ carbon markets ที่ไม่ได้พึ่งพา UNFCCC

4) ไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไร

เพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ไทยควร:

  • ขยายความร่วมมือพหุภาคีในภูมิภาค

  • ลงทุนใน ASEAN+ frameworks

  • พันธมิตรทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น EU, India, Japan

  • เสริมศักยภาพเศรษฐกิจในเวทีโลก

  • ใช้ประโยชน์จาก CPTPP, RCEP

  • พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานสินค้าและบริการเองที่สอดคล้องกับตลาดใหญ่

  • เร่งแผนพลังงานสะอาด

  • เน้นการลงทุนพลังงานหมุนเวียน

  • เสริมสร้างขีดความสามารถด้าน climate technologies

  • เพิ่มบทบาทในเวทีการกำหนดนโยบายโลก

  • ไทยควรเข้ามามีบทบาทใน UN Bodies ที่ยังคงมีสมาชิกหลากหลาย และเป็นเสียงสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาและภูมิภาค

การถอนตัวของสหรัฐฯ จาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ เป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง หลักการของนโยบายต่างประเทศ และ บทบาทของสหรัฐฯ ในโลก โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุดมการณ์ “America First” ที่มองว่าพหุภาคีหลายรูปแบบไม่ได้ตอบโจทย์ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นทันทีทุกแห่ง เพราะยังต้องผ่าน กระบวนการถอนตัวตามเงื่อนไขของแต่ละองค์กร แต่เมื่อทั้งหมดมีผลจะเห็นได้ชัดว่า เวทีพหุภาคีแบบดั้งเดิมกำลังเปลี่ยนแปลง โลกกำลังเข้าสู่สมดุลใหม่ที่มีบทบาทของกลุ่มประเทศและภูมิภาคมากขึ้น และไทยเองต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาโอกาสในการค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับนานาชาติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...