โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ไอทีวี นัดประชุมวิสามัญ 13 ก.ย. 67 ขอมติผู้ถือหุ้นปิดบริษัท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.ย 2567 เวลา 05.37 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2567 เวลา 13.36 น.

ไอทีวีนัดประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 2/2567 วันที่ 13 กันยายน 2567 จับตาที่ประชุมขอมติผู้ถือหุ้นเลิกบริษัท หลังจบคดีข้อพิพาท สปน. บอกเลิกสัญญาร่วมงานโทรทัศน์ระบบ UHF เผยมีเงินสดคงเหลือจำกัด การเปลี่ยนแปลงไม่เอื้อต่อการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ

วันที่ 4 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) มีหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2567 โดยคณะกรรมการบริษัท มีมติให้จัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2567 ในวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2567 เวลา 14.00 น.

หนึ่งในวาระการประชุมสำคัญ คือ วาระ “พิจารณาอนุมัติการเลิกบริษัท” โดยวัตถุประสงค์และเหตุผล คือ เนื่องด้วยบริษัทมีเงินสดคงเหลืออย่างจำกัด ภายหลังการลดทุนและคืนเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้น รวมถึงสภาพเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ไม่เอื้ออำนวยในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและแผนธุรกิจที่เหมาะสมกับบริษัท ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ จึงไม่มีปัจจัยใดที่จะช่วยทำให้บริษัทสามารถกลับมาฟื้นตัวและดำรงอยู่ต่อไปได้

ประกอบกับบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการใดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 17 ปีแล้ว จึงเห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการเลิกบริษัท ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 154 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

คณะกรรมการบริษัท มีความเห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2567 พิจารณาอนุมัติการเลิกบริษัทเพื่อดำเนินการชำระบัญชีและปิดกิจการ โดยวาระนี้ต้องผ่านมติอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุม และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ได้พิพากษายกคำร้องของ สปน. ด้วยเหตุว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งมีผลให้คดีนี้ถึงที่สุด โดยบริษัทและ สปน.ต่างไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระต่อกันอีกรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,890,345,205.48 บาท (สองพันแปดร้อยเก้าสิบล้านสามแสนสี่หมื่นห้าพันสองร้อยห้าบาทสี่สิบแปดสตางค์)

ทั้งนี้ จากผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ หรือภาระหน้าที่ หรือความรับผิดตามสัญญาเข้าร่วมงาน หรือภาระผูกพันใด ๆ กับ สปน.อีกต่อไป ทั้งนี้ บริษัทจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาทิศทางของไอทีวีต่อไป

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่ไอทีวียื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เพื่อให้พิจารณาว่าการบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF (สัญญาเข้าร่วมงาน) ในวันที่ 7 มีนาคม 2550 ของ สปน.ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

การบอกเลิกสัญญาที่กลายเป็นข้อพิพาทยาวนานกว่า 17 ปีนั้น เกิดจากการที่ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ สปน.ชนะคดี และเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เมื่อธันวาคม 2549 โดยระบุว่า เป็นการแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ไอทีวีต้องกลับไปจ่ายค่าสัมปทานที่ 1,000 ล้านบาทต่อปีตามเดิม และปรับผังกลับไปที่สัดส่วนเดิม

ขณะเดียวกัน สปน.สั่งให้บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ต้องจ่ายค่าปรับการทำผิดสัมปทาน และค่าสัมปทานค้างจ่าย โดยมีรายละเอียดดังนี้

ค่าปรับกรณีการปรับผังรายการ ไม่เป็นไปตามข้อสัญญา คิดค่าปรับในอัตราร้อยละ 10 ของผลตอบแทนที่รัฐจะได้รับ โดยคิดเป็นรายวัน วันละ 100 ล้านบาท และเริ่มคำนวณตั้งแต่วันที่ปรับผังรายการไม่เป็นไปตามที่กำหนดในสัญญาสัมปทาน

ข้อมูลพบว่า ไอทีวีมีการปรับผังรายการตั้งแต่ 1 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากคณะอนุญาโตตุลาการ มีคำชี้ขาดเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทาน เมื่อนับย้อนไปตั้งแต่วันเริ่มปรับผังจนถึงวันมีคำตัดสินให้เพิกถอนคำชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุด เท่ากับต้องจ่ายอย่างน้อยกว่า 9 หมื่นล้านบาท

จากนั้น คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 ให้ สปน.ยกเลิกสัญญากับ บมจ.ไอทีวี และยึดคลื่นและทรัพย์สินต่าง ๆ กลับมาอยู่ในการดูแลของรัฐ หลังวันที่ 7 มีนาคม 2550

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไอทีวี นัดประชุมวิสามัญ 13 ก.ย. 67 ขอมติผู้ถือหุ้นปิดบริษัท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...