โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“คาราโอเกะ” ความบันเทิงจากญี่ปุ่น เข้ามาเมืองไทยเมื่อใด, วันนี้เป็นอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 12.02 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 06.49 น.
คาราโอเกะ การร้องเพลงที่ไม่ต้องมีวงดนตรี (ภาพจาก https://www.khaosod.co.th)

*คาราโอเกะ ความบันเทิงที่มีต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น เป็นศัพท์มาจากคำในภาษาญี่ปุ่น 2 คำ คือ คารา (kara) แปลว่า ไม่มี และโอเกะ (oke) ซึ่งเป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษว่า Orchestra ที่แปลว่า ดนตรี เมื่อรวม “คารา” กับ “โอเกะ” เข้าด้วยกันจึงหมายถึง “เสียงเพลงที่ไม่มีวงดนตรี”*

จุดกำเนิดคาราโอเกะ ความบันเทิงจากญี่ปุ่น

ชิเงอิจิ เนงิชิ นักธุรกิจจากบริษัทประกอบเครื่องเสียงรถยนต์ เป็นผู้จุดประกายกระแสเรื่องนี้ในญี่ปุ่น เขาประดิษฐ์ “เครื่องต้นแบบ” เครื่องแรกของโลกที่ชื่อ “Sparko Box” เมื่อ ค.ศ. 1967 และสามารถจำหน่าย Sparko Box ได้กว่า 8,000 เครื่อง มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบาร์และร้านอาหารทั่วญี่ปุ่น เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1970 มีบริษัทคู่แข่งหลายรายพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำออกสู่ตลาด เนงิชิจึงหยุดจำหน่าย Sparko Box

ช่วงเวลาเดียวกันนั้นคือราวปี 1970 ไดสุเกะ อิโนะอุเอะ นักดนตรีในบาร์แห่งหนึ่งย่านโกเบ ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องคาราโอเกะแบบง่ายๆ ของตนเอง เพียงหยอดเหรียญ 100 เยน เครื่องก็จะทำงานและมีเสียงเพลงให้ได้ร้องเพลง โดยไม่ต้องอาศัยวงดนตรี เขาตั้งชื่อมันว่า “8-Juke” ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีจากบาร์ในโกเบและทั่วเมืองโอซากา

ส่วนหนึ่งหนึ่งของความสำเร็จนี้ เป็นเพราะคติความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่ว่า การร้องเพลงเป็นกิจกรรมที่ช่วยลดความครียดจากการทำงาน

ไม่นานเทคโนโลยีความบันเทิงใหม่นี้ก็เผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในช่วงแรกบรรดาครูดนตรีมองว่ามันเป็นกิจกรรมที่ไม่มีคุณค่าและเป็นอันตรายต่อวงการดนตรี แต่ไม่นานนักก็เป็นที่นิยมไปทั่ว เริ่มจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าง่ายๆ ที่ใช้ร้องเพลงธรรมดา จากนั้นก็เริ่มมีลูกเล่นมากขึ้น ไม่ว่าภาพมิวสิกวิดีโอและเนื้อร้องปรากฏในจอทีวี

ปี 1988 (พ.ศ. 2531) คาราโอเกะเข้ามาในสังคมไทย เริ่มจากกลุ่มนักธุรกิจชายและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น, ชาวฮ่องกง และชาวไต้หวัน สถานบริการคาราโอเกะในยุคแรกๆ ตั้งอยู่บริเวณถนนธนิยะ

เหตุผลก็เพราะว่าถนนธนิยะ (ถนนที่เชื่อมถนนสีลม-ถนนสุรวงศ์) ในเวลานั้นถือเป็นย่านธุรกิจและสำนักงานของชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ที่เวลาค่ำคืนจะเป็นแหล่งบันเทิงต่างๆ เช่น ผับ บาร์ คาราโอเกะ ฯลฯ

ถึงปี 1993 (พ.ศ. 2536) ก็เป็นที่นิยมทั่วประเทศไทย จากเดิมที่มีเฉพาะในสถานบันเทิงระดับสูง ก็เริ่มกระจายสู่ระดับกลางตามโรงแรม, ผับ, ภัตตาคาร และร้านอาหาร ที่จนถึงร้านอาหารริมถนนก็มีไว้ดึงดูดลูกค้า ที่มีทั้งแบบห้องส่วนตัว และแบบให้แต่ละโต๊ะวนผลัดกันร้อง

ปัจจุบัน คาราโอเกะก็เจอศึก 2 ด้าน เพราะต้องแข่งขันกันสื่อดิจิตอล อย่าง YouTube ที่มีเพลงคาราโอเกะให้เลือกร้องได้ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมงจากสมาร์ตโฟนเครื่องเดียว และผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง ที่บางบริษัทจากมิวสิกวิดีโอประกอบเนื้อเพลง ที่เป็นภาพวิวทิวทัศน์, นางแบบที่แต่งตัวสวยงามเดินไปมา ก็เปลี่ยนเป็นภาพ 18+ หรือบางแห่งใช้เป็นกิจการบังหน้าของธุรกิจผิดกฎหมายอื่นก็มี พลอยกระทบบริษัทอื่นๆ ที่ทำธุรกิจให้ความสุขผ่านการร้องเพลงแบบถูกกฎหมายไปด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

จินตนา งามสิริพร. “วิเคราะห์การนำเสนอและการสื่อความหมายภาพผู้หญิงในสื่อคาราโอเกะ”, รายงานโครงการเฉพาะบุคคลตามหลักสูตรวารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) คณะวารสารศาสตร์และการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2545.

https://edition.cnn.com/2024/03/18/style/japan-shigeichi-negishi-karaoke-inventor-death-intl-hnk/index.html

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 สิงหาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “คาราโอเกะ” ความบันเทิงจากญี่ปุ่น เข้ามาเมืองไทยเมื่อใด, วันนี้เป็นอย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...