กฎหมายใหม่ของตาลีบัน Vice and Virtue มาตรา 13 ห้ามผู้หญิงส่งเสียงในที่สาธารณะ เพราะเป็นแรงยั่วยุทางเพศ
เป็นอีกครั้งที่ตาลีบันแสดงจุดยืนในการกดขี่เพศหญิงภายใต้ข้ออ้างเรื่องการปกป้องศีลธรรมอันดีของประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลตาลีบันเพิ่งออกกฎหมายใหม่ว่าด้วย ศีลธรรมและความชั่วร้าย (Vice and Virtue) จำนวน 114 หน้า 35 มาตรา โดยมีมาตราที่ 13 ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงโดยเฉพาะ
กฎหมายมาตรา 13 นี้ ห้ามไม่ให้ผู้หญิงส่งเสียงในที่สาธารณะ เนื่องจากเสียงของผู้หญิงนั้นเป็นต้นทางของแรงยั่วยุทางเพศซึ่งถือเป็นสิ่งชั่วร้าย และผู้หญิงก็ต้องปกคลุมใบหน้าและร่างกายทั้งหมดตลอดเวลาเพื่อไม่ให้มีคนเห็นแล้วเกิดความใคร่ เสื้อผ้าก็ห้ามเป็นผ้าเนื้อบาง ทั้งยังห้ามสั้นและรัดรูป ผู้หญิงและผู้ชายห้ามมองไปยังใบหน้าหรือร่างกายของอีกฝ่ายโดยตรง โดยผู้หญิงสามารถเปิดเผยใบหน้าต่อหน้าผู้ชายที่เป็นสามีหรือญาติสนิทเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นยังระบุให้ผู้หญิงอัฟกันหลีกเลี่ยงการเกี่ยวข้องกับคนที่ไม่ได้เป็นมุสลิมหรือผู้หญิงที่รัฐมองว่า ‘ไร้ศีลธรรม’ เพื่อไม่ให้ตนเองเสื่อมเสียไปด้วย
ขณะที่กฎหมายมาตรา 19 ว่าด้วยพื้นที่สาธารณะ สั่งห้ามการเปิดเพลงในที่สาธารณะ และห้ามแท็กซี่และรถสาธารณะรับผู้หญิงที่ไม่ปกปิดใบหน้าหรือร่างกายตัวเอง ห้ามรับผู้หญิงผู้ชายที่ไม่เกี่ยวข้องกันปะปนกัน ห้ามรับผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวโดยไม่มีผู้พิทักษ์ชายเดินทางมาด้วย ทั้งยังระบุให้คนขับและผู้โดยสารละหมาดตามเวลาที่กำหนด ฯลฯ
ส่วนกฎหมายมาตรา 22 สั่งห้ามการใช้เทปบันทึกเสียง เปิดวิทยุ หรืออุปกรณ์ใดๆ ในที่สาธารณะโดยเฉพาะเมื่อมีเสียงเพลงหรือเสียงของผู้หญิงอยู่ในนั้น ขณะที่ผู้ชายก็ห้ามโกนหนวดหรือตัดผมแบบที่นอกเหนือไปจาก Islamic Hairstyle ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายมาตรา 17 ที่ว่าด้วยการควบคุมสื่อซึ่งน่าตกใจเช่นกัน โดยห้ามมีการเผยแพร่ภาพหรือวิดิโอของ ‘สิ่งมีชีวิต’ (Living Beings) ที่อาจจะนำไปสู่การปิดตัวของสถานีโทรทัศน์และสำนักข่าวหลายแห่ง ทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการสื่อสารเนื้อหาต่างๆ ภายในประเทศด้วย
นี่เป็นเพียงบางส่วนของกฎหมายที่ตั้งใจจำกัดขอบเขตในการใช้ชีวิตของประชาชน โดยกฎหมายฉบับนี้มีต้นทางมาจากกระทรวงส่งเสริมศีลธรรมและป้องกันความชั่วร้าย ที่ถูกตั้งขึ้นหลังจากตาลีบันยึดอำนาจในอัฟกานิสถานได้สำเร็จเมื่อปี 2021 โดย Maulvi Abdul Ghafar Farooq โฆษกกระทรวงกล่าวว่ากฎหมายอิสลามจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ประเทศคงไว้ซึ่งศีลธรรมอันดีและกำจัดความชั่วร้ายออกไปจากอัฟกานิสถาน ซึ่งตัวกฎหมายฉบับใหม่นี้ก็ได้รับการอนุมัติโดย Hibatullah Akhundzada ผู้นำสูงสุดของตาลีบันเป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าจะมีการบังคับใช้จริงในอีกไม่นานนี้ โดยประชาชนที่ทำผิดกฎหมายจะถูกตักเตือน จับกุม หรือลงโทษตาม ‘การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ’
แน่นอนว่ากฎหมายใหม่นี้ทำให้คนทั่วโลกไม่เห็นด้วย รวมถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ตาลีบันเองผิดคำมั่นสัญญาที่เคยบอกว่าจะไม่สั่งห้ามผู้หญิงเรียนหนังสือ และจำกัดสิทธิอีกหลายต่อหลายข้อของผู้หญิง ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าตาลีบันกำลังมองผู้หญิงเป็นเพียงร่ายกายที่มีไว้สำหรับตอบสนองอารมณ์ทางเพศของผู้เป็นสามี และจำเป็นต้องถูกเก็บไว้เป็นสมบัติของครอบครัวเท่านั้น
แต่แม้ทั้งโลกจะตกใจ หรือหลายๆ องค์กรจะออกมาติติงการตัดสินใจนี้ของตาลีบัน ในทางปฏิบัติกลับยังไม่มีการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้หญิงในประเทศอัฟกานิสถานอย่างจริงจัง ดังนั้นโลกอาจยังต้องการการเคลื่อนไหวเพื่อยกระดับสิทธิสตรีที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ (ที่ไม่ใช่สงครามอย่างที่สหรัฐฯ เคยทำ) อย่างที่ Alison Davidian ผู้ดำรงตำแหน่ง Head of UN Women’s Country Officer แห่งอัฟกานิสถานกล่าวว่า “เราไม่สามารถทิ้งให้ผู้หญิงอัฟกันต่อสู้เพียงลำพัง เพราะถ้าไม่อย่างนั้น เราก็คงไม่เหลือจุดยืนในการเรียกร้องสิทธิสตรีที่ไหนบนโลกอีกแล้ว”
อ้างอิง
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- TAEIL อดีตสมาชิกวง NCT จากพี่ใหญ่สุดอบอุ่น สู่ผู้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเพศ อีกหนึ่งเคสที่ช่วยยืนยันว่า ฉากหน้าที่เห็น ไม่ได้จริง 100%
- กฎหมายใหม่ของตาลีบัน Vice and Virtue มาตรา 13 ห้ามผู้หญิงส่งเสียงในที่สาธารณะ เพราะเป็นแรงยั่วยุทางเพศ
- ช่องว่างของการ ‘บวชชดใช้ความผิด’ ที่ชวนให้ตั้งคำถาม จากกรณีหมอกระต่าย, คิวพีขับเจ็ตสกี และอีกหลายๆ กรณีที่ผ่านมา
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com