โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดหลักฐานการค้นพบ “ส้วม” เก่าที่สุดในไทย เป็นส้วมแบบไหน?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 พ.ย. 2566 เวลา 02.41 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2566 เวลา 09.56 น.
ส้วม

การทำธุระหนักหรือเบาในอดีต คนไทยมักใช้สถานที่ตามธรรมชาติ เช่นตามชายป่า ชายทุ่ง มีข้อมูลพบว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 บางบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำลําคลอง หัวหน้าครอบครัวยังถ่ายใส่กระโถนแล้วให้บ่าวไพร่ไปทิ้งในแม่น้ำลำคลอง แต่หากค้นหลักฐานทางวิชาการแล้ว เชื่อว่า “ส้วม” ที่เก่าที่สุดเป็น “ส้วมพระ” สมัยสุโขทัย

ข้อมูลทางวิชาการและทางโบราณคดีในไทยชี้ให้เห็นว่ามีการจัดระบบระเบียบการขับถ่ายด้วยการสร้างสถานที่เฉพาะหรือ “ห้องส้วม” มานานอย่างน้อย 700 ปีก่อนแล้ว (เป็นอย่างน้อย) เพียงแต่จํากัดอยู่ในกลุ่มคนจํานวนหนึ่งเท่านั้น

ข้อมูลเหล่านี้มาจาก ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งอธิบายถึงส้วมเก่าแก่ที่สุดในสยามไว้ในหนังสือ “มรดก 1,000 ปี เก่าที่สุดในสยาม” ว่า ส้วมที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในไทยเป็นส้วมสมัยสุโขทัย มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 หรือราว 700 ปีมาแล้ว

ส้วมสมัยสุโขทัยและ ส้วม ที่ว่าจำกัดอยู่ในกลุ่มคนดังกล่าว คือ ส้วมพระ ของพระสงฆ์ เรียกว่า “วัจจกุฎี” หรือ “เร็จกุฎี” หรือ “ถาน” หลักฐานชิ้นส่วนสิ่งก่อสร้างของวัจจกุฎีที่ยังคงหลงเหลืออยู่คือ แผ่นรองรับเท้าในขณะขับถ่าย หรือที่เรียกกันว่า “เขียง” ซึ่งใช้วางไว้เหนือหลุมรับอุจจาระ จำนวน 3 แผ่น ประกอบไปด้วยเขียงหิน 2 แผ่น และเขียงไม้ 1 แผ่น

ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อธิบายว่าเขียงทั้ง 3 แผ่น (จากสมัยสุโขทัย) มีลักษณะเหมือนกันคือ มีรูขนาดใหญ่เจาะทะลุ นักวิชาการคาดว่าใช้สําหรับปล่อยให้อุจจาระผ่านลงไปยังหลุมด้านล่าง ส่วนด้านหน้ามีรางยาวเพื่อระบายปัสสาวะให้ไหลลงภาชนะที่วางรองรับอยู่ การแยกรางให้ปัสสาวะกับอุจจาระเช่นนี้ คาดว่าเพื่อแยกไม่ให้ปนกันเป็นการป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์

วัจจกุฎีที่พบไม่ได้มีแค่เขียงหินเช่นเดียวกับที่พบในสุโขทัย แต่ยังพบร่องรอยของห้องส้วมและบ่อเกรอะหลงเหลืออยู่ในบริเวณวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง หรือราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 อีกด้วย

ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ ระบุว่า จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าการสร้างส้วมในอดีตนั้นจํากัดสร้างกันเฉพาะแต่ในวัดเท่านั้น

กรณีนี้นักวิชาการอธิบายว่า การสร้างวัจจกุฎีหรือห้องส้วมสําหรับพระสงฆ์เป็นไปตามข้อกําหนดของพระวินัย ไม่ได้สร้างขึ้นตามอําเภอใจของพระสงฆ์ ในพระวินัยปิฎกระบุลักษณะของวัจจกุฎีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์ใช้ รวมถึงกําหนดข้อห้ามไว้หลายข้อ โดยข้อปฏิบัติและรายละเอียดในการขับถ่ายยังกลายเป็นข้อกําหนดรูปลักษณ์ของวัจจกุฎีและเขียงสําหรับขับถ่าย

เหตุที่มีข้อกำหนดให้พระสงฆ์ใช้วัจจกุฎีในการขับถ่ายสืบเนื่องมาจากแต่เดิมพระภิกษุต่างพากันปัสสาวะไม่เป็นที่เป็นทาง ทําให้อารามสกปรกและมีกลิ่นเหม็น ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้สงฆ์ปัสสาวะในที่ใดที่หนึ่ง และอนุญาตให้ใช้หม้อมีฝาปิดรับปัสสาวะ แต่การนั่งปัสสาวะลงในหม้อค่อนข้างยากลําบาก พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้ใช้เขียงหรือแผ่นรองรับเท้าเพื่อถ่ายปัสสาวะ

ส่วนการถ่ายอุจจาระ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ทําหลุมสําหรับถ่ายอุจจาระ และเพื่อป้องกันไม่ให้ปากหลุมพัง จึงทรงอนุญาตให้กรุผนังและปากหลุมด้วยอิฐ หิน ไม้ อันเป็นที่มาของการกรุหลุมถ่ายอุจจาระด้วยอิฐหรือศิลาแลง และให้ทําเขียงรองรับเท้าเหนือปากหลุมเพื่อป้องกันไม่ให้พลัดตกลงไปในหลุม นั่นเป็นที่มาของการสร้างเขียงศิลาแลงวางบนยกพื้นสูงนั่นเอง

สำหรับส้วมของคนทั่วไป ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ บรรยายว่า ไม่พบหลักฐานหรือร่องรอยเฉกเช่นส้วมของพระภิกษุ คาดว่าชาวบ้านนิยมถ่ายทุกข์กันตามป่าตามทุ่งหรือถ่ายลงแม่น้ำคูคลอง จนภายหลัง ชาวบ้านทั่วไปจึงค่อยๆ สร้างส้วมกันบ้าง ซึ่งโดยเดิมแล้ว คนทั่วไปมักนิยมเรียกว่า “เว็จ” ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “วัจจกุฎี” อันมาจากวัจจกุฎีของพระสงฆ์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. มรดก 1,000 ปี เก่าที่สุดในสยาม. กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพรส, 2556.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...