โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Hope Frozen สารคดีเรื่องที่ 2 ของไทย ที่ Netflix นำเสนอสู่สายตาชาวโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.ย 2563 เวลา 11.59 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2563 เวลา 09.30 น.

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) เปิดตัวสารคดี “ONE TAKE” สารคดีที่เล่าเรื่องราวของสาว ๆ ไอดอลวง BNK48 ซึ่งเป็นสารคดีภาษาไทยเรื่องแรกที่เน็ตฟลิกซ์ร่วมสร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่า Netflix original documentary

เดือนนี้ วันที่ 15 กันยายน เน็ตฟลิกซ์มีกำหนดเปิดตัวสารคดีไทยเรื่องที่ 2 ที่น่าจะ “ปัง” กว่าเรื่องแรก เพราะเป็นเรื่องราวที่มีความเป็นสากลมากกว่า นั่นคือ “Hope Frozen : A Quest To Live Twice” ชื่อภาษาไทยว่า“ความหวังแช่แข็ง : ขอเกิดอีกครั้ง” กำกับโดยไพลิน วีเดล นักข่าวสาวสัญชาติไทย-อเมริกัน ที่ใช้เวลาติดตามสถานการณ์อยู่หลายปี เพื่อสร้างสรรค์สารคดีเรื่องนี้

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Hope Frozen นำเสนอเรื่องราวของครอบครัวไทยครอบครัวหนึ่งที่เคยเป็นข่าวดังเมื่อหลายปีก่อน จากกรณีที่พวกเขา “แช่แข็ง” ส่วนหนึ่งในร่างกายของลูกน้อยเอาไว้ เพื่อรอคอยความหวังว่าการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ในอนาคตจะสามารถทำให้ลูกน้อยกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

ครอบครัวเนาวรัตน์พงษ์ เป็นครอบครัวชาวไทยที่ทั้งพ่อและแม่ ดร.สหธรณ์ และดร.นารีรัตน์ เนาวรัตน์พงษ์ อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ เป็นเจ้าของบริษัทผลิตและวิจัยเครื่องมือทางการแพทย์

ด้วยความหวังว่ามีโอกาสที่จะสามารถทำให้ “น้องไอนส์” ลูกสาววัย 2 ขวบที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมอง มามีชีวิตได้อีกครั้ง ครอบครัวนี้จึงนำสมองของลูกน้อยเข้าสู่กระบวนการไครออนิกส์ (cryonics) ที่มูลนิธิอัลคอร์ ไลฟ์ เอ็กซ์เทนชั่น (Alcor Life Extension Foundation) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรอคอยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคต

ไพลิน วีเดล เป็นหนึ่งในนักข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศที่มาติดตามทำข่าวเรื่องนี้ เมื่อได้เจอกับครอบครัวเนาวรัตน์พงษ์ เธอพบว่ามีรายละเอียด มีคำถามและความสงสัยอีกมากมาย เธอจึงอยากนำเสนอผ่านภาพยนตร์สารคดี

ผู้กำกับสาวบอกเหตุผลที่รู้สึกสนใจเรื่องนี้จนอยากนำเสนอให้คนได้ดูว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องความหวังและความรัก ซึ่งเธอมองว่าเป็นเรื่องที่ connect กับใครก็ได้ เพราะความหวังและความรักคือทุกสิ่งทุกอย่างของการมีชีวิตอยู่ ดังนั้น สารคดีเรื่องนี้น่าจะสร้างความหวังและแรงบันดาลใจไปพร้อม ๆ กับกระตุ้นให้คนดูได้คิด

ไพลินใช้เวลาถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ 2 ปี โดยไม่ได้กำกับใด ๆ ด้วยความที่สารคดีคือ การนำเสนอ “เรื่องจริง” เพราะฉะนั้น การทำสารคดีจึงคาดหวังอะไรไม่ค่อยได้ เธอเฝ้ารอจนกว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้น รอเวลาที่บุคคลในเรื่องต้องการจะพูด-ให้ข้อมูล-บอกความรู้สึก ซึ่งเธอบอกว่าการทำงานแบบนี้ “เป็นการทำงานแบบโปร่งใส”

“เราไม่ต้องไปกดดันที่จะกำกับอะไรทั้งสิ้น มันก็เลยมีความอิน เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมันเป็นความจริงหมดเลย”

แต่การ “ไม่กำกับ” ไม่ได้แปลว่าจะปล่อยให้สารคดีดำเนินไปอย่างเรียบ ๆ ไม่น่าสนใจ ไพลินบอกว่า การทำหนังสารคดีเรื่องนี้ทำโดยใช้องค์ความรู้ในการทำ feature film หรือภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงที่เราคุ้นเคยกัน คือมีการทำให้คนอินกับแคแร็กเตอร์ เน้นความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ไม่ได้เน้นให้ข้อมูลความรู้อย่างภาพยนตร์สารคดี (documentary film)

“การทำสารคดีแบบนี้ในเมืองไทยมีน้อยมาก ซึ่งอยากจะบอกว่าการทำสารคดีมันมีหลากหลาย ถ้าใครไม่เคยดู เข้าไปดูเถอะ เพราะมันเป็นสิ่งที่ใหม่ และเป็นสิ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าสารคดีที่เน้นความรู้” ผู้กำกับของเรื่องบอก

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้ไปตระเวนฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายงาน และคว้ารางวัลมาแล้วเกือบ 10 รายการ รางวัลที่สำคัญคือ รางวัลภาพยนตร์สารคดีต่างประเทศยอดเยี่ยม จากเทศกาล HOT DOCS ที่ประเทศแคนาดา ปี 2019 ซึ่งการได้รับรางวัลนี้ทำให้ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้รับสิทธิ์เข้าชิงรางวัลออสการ์โดยอัตโนมัติ

การไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ทำให้ผลงานสารคดีของไพลิน วีเดล ไปเข้าตาทีมงานเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งมีทีมงานหูตาดีคอยเลือกสรรค์ภาพยนตร์เข้ามาลงฉายในแพลตฟอร์มของตัวเอง

อดัม เดล เดโอ รองประธานฝ่ายสารคดีออริจินอลของเน็ตฟลิกซ์ บอกว่า ทีมงานเน็ตฟลิกซ์รู้จักสารคดีเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ก่อนจะได้ไปสัมผัสมันจริง ๆ ในงาน HOT DOCS ที่แคนาดา ทีมเน็ตฟลิกซ์เห็นว่าสารคดีเรื่องนี้เข้ากับแฟ้มผลงานของเน็ตฟลิกซ์ ที่ต้องการจะนำเสนอผลงานที่เป็น best in class จึงได้เซ็นสัญญาคว้าสิทธิ์ฉายสารคดี Hope Frozen และได้สนับสนุนงบประมาณสำหรับพัฒนาคอนเทนต์เพิ่มเติม

เพื่อให้เป็นภาพยนตร์สารคดีเวอร์ชั่นใหม่สำหรับเน็ตฟลิกซ์ ที่แตกต่างจากเวอร์ชั่นที่เคยฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงผู้ชมได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เน็ตฟลิกซ์เตรียมนำเสนอภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ โดยมีการพากย์เสียง 10 ภาษา และแปลซับไตเติลออกมาให้เลือกชมมากถึง 31 ภาษา

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่เน็ตฟลิกซ์มีความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอมาก โดยจะนำเสนอไปทั่วโลกกว่า 190 ประเทศ และนี่เป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ทีเดียวที่คนในโลกนี้จะได้มีโอกาสสัมผัสกับเรื่องที่ยิ่งใหญ่เรื่องนี้” ผู้บริหารเน็ตฟลิกซ์กล่าวอย่างน่าตื่นเต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...