ล้มแล้วสู้ใหม่ ทศพล หิมพานต์ เล่าถึงวันสูญเสียเกือบหมดตัว กว่า 10 ล้าน!
ล้มแล้วสู้ใหม่ ทศพล หิมพานต์ เล่าถึงวันที่สูญเสียเกือบหมดตัว กว่า 10 ล้าน!
ทศพล หิมพานต์ ขุนพลเพลงแหล่ มาเปิดใจผ่านรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง one31 ว่า เริ่มต้นเรียนรู้เรื่องการแหล่จากพ่อที่เป็นคนทำขวัญนาคมาตั้งแต่อายุได้ 6-7 ขวบ แล้วหลังจากนั้นราว 1 ปีก็เริ่มติดตามพ่อไปทำขวัญนาค โดยรับหน้าที่ร้องแหล่โชว์ ต่อมาภายหลังได้ตัดสินใจบวชและเมื่อพ่อเสียชีวิต ก็มาหัดแหล่กับหลวงพ่อที่วัด และรับนิมนต์ไปแหล่ตามสถานที่ต่างๆ
“มีญาติโยมนิมนต์ไปทั่วเลย แหล่ติดต่อกันไม่ว่างแม้แต่วันเดียว 3 ปีเต็มๆ ร้องแหล่จนเลือดออกคอ” เขาเล่า
บอกด้วยว่าตอนที่บวชนั้น บวชอยู่นานถึง 12 ปี มาสึกอีกทีตอนไปเป็นทหาร เป็นอยู่ 2 ปี พอเลิกเป็นก็ผันตัวไปร้องเพลงตามห้องอาหารอยู่ราว 4 ปี
“ทำมาหากิน พอได้เลี้ยงตัว วันละ 80 บาท สมัยก่อนถือว่าเยอะนะ” เขาว่า
กระทั่งต่อมามีโอกาสได้ทำอัลบั้มเพลง ซึ่งอัลบั้มแรกทำยอดขายได้ถึงล้านตลับ
“ตอนนั้นค่าตัวก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ดีกว่าเก่าเยอะ จากวันละ 80 บาท เราได้วันละ 1,500-2,000 บาท ก็เป็นอะไรที่พลิก แต่หลังจากนั้นมาได้เงินตรงทำขวัญ พอรู้ว่าทศพลทำขวัญนาคได้ก็มีคนหามาเยอะ”
อย่างไรก็ดีเมื่อพิธีกรถามถึงรายได้ที่มีคนบอกว่า ได้ถึงวันละ 500,000 บาท เขาก็ว่าไม่ถึงขนาดนั้น
“5 แสนไม่ถึง ถ้าเป็นวงดนตรีด้วย ทำขวัญนาคด้วยอาจจะมี 2-3 แสน แต่ไม่ทุกวัน หลักๆ ก็ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เขาจะจัดงานบวชกัน” โดยรายได้นั้นก็ต้องแบ่งกับทีมงาน
ส่วนเมื่อพิธีกรถามเรื่องที่มีข่าวว่าเป็นหนี้สูงถึง 10 ล้านบาท ทศพลก็ว่าความจริงคือ “ด้วยความที่เรามาจากศูนย์ แล้วตอนหลังๆ มีงานเยอะ หลายปีผ่านไป เริ่มจะมีเงินบ้าง เลยมองไปยังพี่น้อง ยังไม่มีอะไร เลยลงทุนให้หลายอย่าง ผมชอบทำธุรกิจ ทั้งๆ ที่ไม่เป็น อยากให้พี่น้องทำ อย่างเช่น ลงทุนเปิดร้านอาหารให้ ซื้อรถไถ วัวตัวละเป็นแสน ตัวละ 4-5 หมื่น ก็ซื้อมาเป็นร้อยๆ ทำวงดนตรีให้น้องชายดูแล”
แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งรวมๆแล้วน่าจะหมดเงินไปกว่า 10 ล้านบาท ทำให้เงินเก็บที่มีแทบจะหมด ขณะเดียวกันก็ยังมีหนี้สินอีกบ้าง
“ตรงนั้นหมดไปแล้ว ก็ไม่ได้โทษใคร ด้วยความที่เราไม่รู้จักในการที่เราจะทำธุรกิจตรงนั้น แต่อยากจะลงให้ เราไม่รู้ว่าพี่น้องเราเก่งไหม มันก็เลยไม่ได้ หมดไปทีละเล็กทีละน้อย ก็สะสมรวมแล้วประมาณ 10 ก็อึ้งอยู่พักหนึ่งว่าจะทำอะไรดี เหมือนเขาสร้างให้เรามาเป็นนักร้อง แต่ใจเรามันห่วงพี่ ห่วงน้อง จะยื่นเงินให้อย่างเดียว ก็ไม่ใช่ เราต้องการให้เขาแสดงฝีมือ แต่ว่ามันไม่ได้อย่างที่คิด”
“ก็ตั้งหลักใหม่ คิดลงทุนใหม่ เงียบอยู่หลายปีเหมือนกันนะ จังหวะลูกชายเรียนจบ แต่เขาชอบค้าขาย ผมเลยเปิดร้านสเต็กให้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ ก็ไม่ดี เลยไปปรึกษาเพื่อนที่นครสวรรค์เขามีโรงงานลูกชิ้น ผมเลยให้ลูกชายไปเรียนกับเพื่อนเลย แล้วมาทำเอง ตอนนี้ได้ 3 ปีกว่าแล้ว โรงงานลูกชิ้น หมูยอเราก็โอเค”
ฟังเต็มๆได้จากคลิปนี้