บันทึกประวัติศาสตร์ แสตมป์ดวงแรก 6 รัชสมัย
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมายาวนานตั้งแต่เริ่มมีการใช้ตราไปรษณียากรหรือแสตมป์ดวงแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2426 ที่จะมีการเปลี่ยนแสตมป์สำหรับใช้งานทั่วไป หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อเรียกว่า แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงแต่ละรัชกาล
“ประชาชาติธุรกิจ” พาย้อนอดีตแสตมป์ดวงแรกของแต่ละรัชสมัย
“โสฬศ” แสตมป์ชุดแรก
แสตมป์ชุดแรกของประเทศไทย คือ ชุดพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 5 หรือที่เรียกกันว่า ชุดโสฬศ (แปลว่า สิบหก มีความหมายสอดคล้องกับค่าเงินในสมัยโบราณ) วันแรกจำหน่าย 4 สิงหาคม 2426 ใช้ภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผินพระพักตร์เบื้องซ้ายภายในวงกรอบรูปไข่ ตัวหนังสือและตัวเลขใช้อักษรและเลขไทยล้วน โดยชุดแรกยังไม่มีกาวและไม่มีลายน้ำ ออกแบบโดยกรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นผู้ว่าจ้าง มีทั้งหมด 6 ชนิดราคา ได้แก่ 1 โสฬศ 1 อัฐ 1 เสี้ยว 1 ซีก 1 เฟื้อง 1 สลึง จัดพิมพ์โดย วอเตอร์โลว์ แอนด์ ซันส์ ประเทศอังกฤษ ใช้วิธีการพิมพ์แบบเอ็นเกรฟ (Engraved คือ การแกะบล็อกทองเหลือง หรือโลหะ ด้วยมือ ทำเป็นต้นแบบแม่พิมพ์แสตมป์)
เริ่มระบุคำว่า “สยาม-SIAM”
แสตมป์ชุดแรกในรัชกาลที่ 6 คือ “ชุดเวียนนา” เนื่องจากจัดพิมพ์ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย มีวันแรกจำหน่าย 15 ตุลาคม 2455 (ร.ศ.131) เป็นภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผินพระพักตร์กึ่งซ้าย ภายใต้กรอบลายไทย และระบุคำว่า “สยาม-SIAM” หลังจากได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ (UPU : Universal Postal Union) เมื่อ 1 กรกฎาคม 2428
โดยชนิดราคาตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ได้นำพระมหาพิชัยมงกุฎ และพระวัชระเป็นรูปวชิราวุธ ประกอบด้วย ออกแบบโดย “ซินยอร์ ทามาโญ”
มี 12 ชนิดราคา ได้แก่ 2 สตางค์ 3 สตางค์ 6 สตางค์ 12 สตางค์ 14 สตางค์ 28 สตางค์ 1-3 บาท 5 บาท 10 บาท 20 บาท จัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์อิมพิเรียล รอแยล คอร์ต สเตท พริ้นติ้ง เวิรคส์ เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย ใช้การพิมพ์ด้วยวิธีเอ็นเกรฟ
รัชกาลที่ 7 คือ ชุด “ประชาธิปก” แรกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2471 (ทยอยออกจำหน่ายทีละชนิดราคา) ใช้ภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในกรอบซึ่งออกแบบโดยขุนเทพลักษณ์เลขา พร้อมระบุคำว่า “สยาม-SIAM” มีทั้งหมด 15 ชนิดราคา ตั้งแต่ 2 สตางค์ จนถึง 40 บาท พิมพ์ที่บริษัท วอเตอร์โลว์ แอนด์ ซันส์ จำกัด ประเทศอังกฤษ ด้วยวิธีเอ็นเกรฟ
รัชกาลที่ 8 ใช้คำว่า “ไทย”
รัชกาลที่ 8 ชุดแรก คือ ชุดที่ระลึกงานพระราชพิธีสมโภชสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล วันแรกจำหน่าย 17 เมษายน 2484 ใช้ภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 8 ในชนิดราคา 2 สตางค์ 3 สตางค์ 5 สตางค์ 10 สตางค์ ส่วนชนิดราคา 15 สตางค์ 25 สตางค์ 50 สตางค์ ใช้รูปคนไถนา ส่วนชนิดราคา 1 บาท 2 บาท 3 บาท 5 บาท และ 10 บาท ใช้รูปพระราชวังบางปะอิน พร้อมระบุคำว่า “ไทย” ออกแบบภายใต้
คณะกรรมการ ประกอบด้วย หลวงโกวิทย์ อภัยวงศ์ หลวงวิจิตรวาทการ และหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร จัดพิมพ์ที่ บริษัท วอเตอร์โลว์ แอนด์ ซันส์ จำกัด ประเทศอังกฤษ ด้วยวิธีอินทากลิโอ (Intaglio : ใช้แผ่นทองแดงเป็นแม่พิมพ์สร้างแม่พิมพ์ร่องลึก เพื่อสร้างเส้นพิมพ์นูนป้องกันการปลอมแปลง)
รัชกาลที่ 9 “ไทย-SIAM”
รัชกาลที่ 9 คือ ชุดสยาม เป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 พร้อมระบุคำว่า “ไทย-SIAM” และ “POSTES” ใช้การไล่โทนสีแทนการใช้กรอบรูปไข่ หรือลายไทย อย่างชุดอื่น วันแรกจำหน่ายสำหรับชนิดราคา 5 สตางค์ และ 20 สตางค์ คือ 15 พฤศจิกายน 2490 ราคา 1, 2, 3, 5, 10 และ 20 บาท วันที่ 1 พฤศจิกายน 2491 ชนิดราคา 10, 50 สตางค์ วันที่ 1 มกราคม 2492 ออกแบบโดยกรมไปรษณีย์โทรเลข บริษัท วอเตอร์โลว์ แอนด์ ซันส์ จำกัด ประเทศอังกฤษ ด้วยวิธีสตีลเอ็นเกรฟ (Steel Engraved)
ชุดล่าสุด คือ ตราไปรษณียากรพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นภาพพระฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ครึ่งพระองค์ ทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ พร้อมระบุคำว่า “ประเทศไทย THAILAND” ออกแบบโดย “ธเนศ พลไชยวงศ์” นักออกแบบแสตมป์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย วันแรกจำหน่าย 28 กรกฎาคม 2561 มีทั้งหมด 12 ชนิดราคา ใช้วิธีการพิมพ์แบบลิโธกราฟี่ (Lithography : ถ่ายภาพจากต้นแบบแล้วแยกพิมพ์แต่ละสีก่อนนำไปอัดบนแผ่นสังกะสี) สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ในส่วนของพระฉายาลักษณ์ปั๊มดุนนูน และกรอบภาพวงรีและลวดลายไทย ปั๊มฟอยล์แดง และฟอยล์ทอง
เน้นความงามสง่า
“ธเนศ พลไชยวงศ์” นายช่างศิลป์ ระดับ 7 บริษัท ไปรษณีย์ไทย ผู้ออกแบบแสตมป์ใช้ทั่วไปชุดแรกในรัชกาลปัจจุบัน เปิดเผยว่า การออกแบบแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์เป็นอีกชุดที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญมาก และเดิมใช้การวาดด้วยมือ 100% เพิ่งเริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในช่วงปี 2536 แต่ใช้แค่ในการจัดวางภาพและจัด
ตัวอักษรให้อยู่ในตำแหน่งและขนาดที่เหมาะสมเท่านั้น ในส่วนของชุดแรกของรัชกาลที่ 10 ใช้ผสมกันทั้งในการรีทัชภาพที่ได้รับพระราชทานมา และในการสร้างแสงเงาให้พอดี รวมถึงใช้เทคนิคการพิมพ์แบบเมทัลลิกโกลด์ เพื่อเพิ่มคุณค่า ความสวยงามขึ้นอีก
“แสตมป์รัชกาลที่ 9 ชุดที่ 10 เป็นชุดสุดท้ายที่ใช้การวาดมือทั้งหมด 100% สำหรับการใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ส่วนใหญ่ใช้เพื่อเพิ่มความคมชัด สร้างมิติของภาพ ลดทอนรายละเอียดในภาพส่วนที่ไม่จำเป็นออก เพื่อสร้างความโดดเด่น แล้วจึงจะมีการวาดใหม่เฉพาะในส่วนที่ต้องมีการแก้ไขให้ดีขึ้น”
แนวคิดในการออกแบบชุดนี้เน้นที่ความโปร่งโล่ง เพื่อส่งเสริมให้พระฉายาลักษณ์งามสง่ายิ่งขึ้น โดยมีกรอบลายไทยเข้ามาช่วยเสริม
“กรอบลายไทยที่ใช้เพื่อสะท้อนความเป็นไทย และเสริมให้ดูงามสง่าขึ้น ด้วยการลดทอนลวดลายบางส่วนออก อย่างในส่วนที่เป็นลายกระจังตาอ้อย และนำลายประจำยามมาใช้แบบให้ 4 มุมแสตมป์ มาต่อกันเป็นลายประจำยามได้ เนื่องจากเป็นลายแม่บทของลายไทยที่จะสามารถนำไปแตกแขนงเป็นลายไทยในแสตมป์ชุดต่อ ๆ ไป เพื่อให้มีลวดลายและลูกเล่นที่ซับซ้อนขึ้นได้”
ส่วนโทนสีของแต่ละชนิดราคาที่ต้องแตกต่างกัน ใช้โทนสีเดิมของแสตมป์ใช้ทั่วไปชุดก่อน ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการใช้งาน
“โทนสีของแต่ละชนิดราคาจะใช้ตามของเดิม แต่กรอบลายในแสตมป์ชุดแรกของแต่ละรัชสมัยจะออกแบบให้ลายไม่ซ้ำกัน ซึ่งในชุดแรก ๆ มักจะใช้ลายฝรั่งมาเป็นกรอบ เพราะยังเป็นยุคที่จ้างบริษัทต่างประเทศเป็นผู้ออกแบบ เพิ่งจะเริ่มใช้ลายไทยอย่างจริงจังในสมัยรัชกาลที่ 7 เพราะไปรษณีย์ไทยออกแบบเอง ไม่ได้จ้างแล้ว และมักจะเห็นการนำสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนความเชื่อหรือสัญลักษณะประจำพระองค์มาใช้ประกอบด้วย”
ในส่วนของแสตมป์ทั่วไปชุดแรกของรัชกาลนี้ ตัวแสตมป์เน้นความโปร่ง แต่ในการออกแบบสิ่งสะสมประกอบ อาทิ ซองวันแรกจำหน่าย มีการนำตราประทับรูปครุฑมาใช้ออกแบบประกอบด้วย อย่างการใช้ตราประทับครุฑ ตามความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นพระนารายณ์อวตารมา จึงนำครุฑที่เป็นสัตว์พาหนะของพระนารายณ์มาประกอบด้วย
สำหรับแสตมป์ใช้ทั่วไปที่เป็นชุดพระบรมฉายาลักษณ์จะพิมพ์ชุดเดิมออกใช้งานราว 10 ปี ถึงเปลี่ยนรูปแบบใหม่ แต่ไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัว หลัก ๆ แล้วการเปลี่ยนชุดใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อไปรษณีย์ไทยปรับอัตราค่าส่งไปรษณียภัณฑ์