โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร แนะนำตัวกันก่อน ?

Health Daily

อัพเดต 16 ก.ค. 2564 เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 11.30 น. • Maxxlife

ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร ? 

ไตรกลีเซอไรด์ ( Triglyceride ) เป็นอนุภาคไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งมีขนาดที่เล็กที่ลอยอยู่ในเลือดและเกาะติดกับเส้นเลือด และอวัยวะหลังจากถูดดูดซึมมาทางลำไส้ใหญ่ โดนปกติร่างกายสามารถสังเคราะห์กลีเซอไรด์ขึ้นได้เองจากในตับ หรืออาจจะมาจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปในแต่ละวัน โดย Triglyceride เกิดขึ้นจากการแปลงรูปแบบของคาร์โบไฮเดรต โดยเมื่อมีการกินอาหารเข้าไปในร่างกาย  Triglyceride ที่ถูกแปลงมาจะถูกส่งผ่านเข้าไปในกระแสเลือด โดยอาศัยตัวช่วยอย่างไลโปโปรตีนและส่งต่อไปยังเซลล์

 

แล้ว ไตรกลีเซอร์ไรด์ แตกต่างจาก คอเลสเตอรอลอย่างไร ? 

ความจริงแล้ว หลายคนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับไขมันทั้งสองชนิดนี้ ว่ามันคือไขมันที่ทำร้ายร่างกาย อันเดียวกัน ความจริงแล้ว Triglyceride กับ คอเลสเตอรอล เป็นคนละไขมันกัน 

ไตรกลีเซอร์ไรด์

เกิดจากการกินคาร์บ หรือ ว่าผลิตเองด้วยร่างกายเกิดจากตับ ให้พลังงาน 9 กิโลแคล ต่อกรัม โดยจะอยู่ในเส้นเลือด รวมเข้ากับโปรตีน ก่อนถูกดูดซึมเข้าร่างกาย และอาจะถูกสะสมในเนื้อเยื่อไขมันบางส่วน 

คอเลสเตอรอล

สารขี้ผึ้ง ไร้การให้พลังงานกับการให้กับร่างกาย แต่ยังมีความเป็นอยู่เหมือนกัน ในส่วนของการเป็นเนื้อเยื่อของผนังเซลล์ และ ฮอร์โมนต่างๆ โดยเราได้คอเลสเตอรอล จากกรดไขมันอิ่มตัวสูง และสังเคราะห์จากตับ และ การกินอาหารบางชนิด โดยแยกเป็น 2 ประเภท HDL,LDL  

 

เมื่อเจาะประเด็นแล้ว ดูเหมือนว่า ร่างกายได้พลังงานจากไตรกลีเซอไรด์นิ ก็น่าจะเป็นผลดี ที่มีมันในร่างกายของเรา แต่อย่างว่า อะไรมากไปหรือน้อยไป ไม่มีคำว่าดี เพราะระดับไตรกลีที่สูง มันดันส่งผลเรื่องเกี่ยวกับ โรค และ สุขภาพด้วยเช่นเดียวกัน 

 

Triglyceride สูง ทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง 

  • เสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือด
  • เสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ
  • ทำให้หลอดเลือดเส้นเลือดแดงแข็งตัว
  • ดันเลือดสูง
  • ขนาดของเส้นเลือดตีบลง
  • เกิดอาการร่วม คือ ปวดท้อง ตับโต ม้ามโต
  • อาจทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ

 

ไตรกลีเซอไรด์ กับ Omega-3 ช่วยได้อย่างไร

  • นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ายาโอเมก้า 3 ได้รับ วันละ 4 กรัม สามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างมาก
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงสามารถ จำกัด หลอดเลือดแดงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
  • ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการใช้ยา เช่น สแตตินและโอเมก้า 3 สามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้
    กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ต้องสั่งโดยแพทย์สามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในระดับสูงได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงอาหารเสริมที่ไม่ได้รับการควบคุม
    คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดจาก American Heart Association (AHA) พบว่าโอเมก้า 3 เพียง 4 กรัมต่อวันช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หรือ มากกว่าในคนส่วนใหญ่ที่ต้องการการรักษาไตรกลีเซอไรด์สูง
    “จากการทบทวนหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มตัวอย่าง 17 ฉบับ เกี่ยวกับระดับไตรกลีเซอไรด์สูง เราสรุปได้ว่าการรักษาด้วย Omega-3 ปริมาณ 4 กรัมต่อวันนั้นมีประสิทธิภาพ และ สามารถใช้ร่วมกับ ยาสแตติน ที่ลดคอเลสเตอรอลได้อย่างปลอดภัย

           Ann Skulas-Ray, PhD, ผู้เขียนคำแนะนำที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Heart Association Circulation กล่าว**

 

ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด
ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่ดีต่อสุขภาพจะน้อยกว่า 150 มก./เดซิลิตร ระดับที่สูงขึ้นถือเป็นระดับไตรกลีเซอไรด์ 200 มก./ดล. หรือสูงกว่า
ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงอาจทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน และ เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมอง
สำหรับผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 500 มก./เดซิลิตร เกิดภาวะแทรกซ้อนก็เกิดขึ้นที่ตับอ่อนได้เช่นกัน

“เมื่อไตรกลีเซอไรด์สะสมในเลือดที่มีความเข้มข้นสูงมาก อาจทำให้เกิดภาวะร้ายแรงที่ตับอ่อนอักเสบเรียกว่าตับอ่อนอักเสบได้ นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายมากและในบางกรณีอาจถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ"

 

ดร. ไมเคิล ชาปิโร สมาชิกของแผนกป้องกันและสภาผู้นำที่ American College of Cardiology 

เมื่อคนกินอาหาร ร่างกายจะแปลงแคลอรี่ที่ไม่ต้องการ ให้เป็นไตรกลีเซอไรด์ในทันที
ซึ่งไตรกลีเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน และ หลังจากนั้นจะถูกปล่อยออกมาเพื่อให้พลังงานระหว่างมื้ออาหาร
ผู้ที่กินแคลอรี่มากกว่าที่เผาผลาญ อาจมีไตรกลีเซอไรด์สูง สาเหตุทั่วไปของระดับไตรกลีเซอไรด์ในระดับสูงหรือสูงคือปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ หรือ การใช้ชีวิต

“วิถีชีวิตแบบตะวันตก การใช้ชีวิต การกินอาหารที่ไม่ดี อาจมีน้ำหนักเกิน หรือ เป็นโรคอ้วน อยู่ประจำ ทานอาหารไม่ดี โดยเฉพาะอาหารที่อุดมด้วยน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว และมีไขมันอิ่มตัวสูง การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป สิ่งนี้เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการระบาดของโรคอ้วนและโรคเบาหวาน แทบจะเป็นที่แน่นอนว่าเป็นต้นเหตุของระดับไตรกลีเซอไรด์ที่เพิ่มขึ้น 

"25 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกามีระดับไตรกลีเซอไรด์ที่ถือว่าสูง"

การแทรกแซงวิถีชีวิต เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลกลั่นหรือคาร์โบไฮเดรตสูง และการจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์สามารถช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้ แต่ในบางคนจำเป็นต้องมีการรักษาพยาบาลด้วย
“ในผู้ที่ไม่เคยมีอาการหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง หากระดับไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 150 มก./ดล. จะเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจในระยะยาว และแนะนำให้ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ได้แก่ อาหาร การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก และการใช้ยาบางครั้ง”

ดร. Joshua Knowles ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือดที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวกับ Healthline

 

"ในผู้ที่มีอาการหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเราควรพยายามให้มากขึ้นจริงๆ เพื่อลดระดับไตรกลีเซอไรด์ โดยอาจใช้ยาเช่นกรดไขมันโอเมก้า 3 ร่วมกับสแตติน" เขากล่าว
คำแนะนำของ AHA แนะนำว่าปริมาณกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประสิทธิผลตามใบสั่งแพทย์คือ 4 กรัมต่อวันพร้อมอาหาร
พบว่ามีประสิทธิภาพในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะใช้ยาสแตตินหรือไม่ ซึ่งเป็นยาประเภทหนึ่งที่ใช้ลดคอเลสเตอรอลในเลือด
แม้ว่าโอเมก้า 3 จะพบได้ในปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแชงโชวี่ แต่คนส่วนใหญ่จะไม่กินปลาให้เพียงพอในแต่ละวันเพื่อให้ได้รับประโยชน์โอเมก้า 3 ตามแพทย์สั่ง

“กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นรูปแบบที่มีความเข้มข้นสูงของกรดไขมันโอเมก้า 3 EPA และ DHA เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พวกมันได้มาจากน้ำมันปลา แต่พวกมันต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลมากกว่าในฐานะยาที่ควบคุมโดย FDA การใช้กรดไขมันโอเมก้า 3 ส่งผลต่อเส้นทางเสี่ยงต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงวิธีการขนส่งไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือด พวกเขาช่วยให้กระบวนการนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดปริมาณไขมัน (ไตรกลีเซอไรด์) ในเลือด 
เหตุผลที่กรดไขมันโอเมก้า 3 ทำงานเพื่อลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามันมีประโยชน์มากมาย

“สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายคือการคาดเดา เรารู้ว่าผลเกี่ยวกับ Omega 3 จากการทดลอง อย่างน้อยก็ในหลอดทดลอง มันช่วยลดรอยการอักเสบ ทำให้เกล็ดเลือดเหนียวน้อยลง มีโอกาสเกิด ลิ่มเลือดน้อยลง ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์เสถียร ทำให้ตื่นเต้นน้อยลง มีโอกาสเกิดภาวะ arrhythmogenic น้อยลง มีหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งต้านการอักเสบ ต้านลิ่มเลือด ต้านการเต้นผิดจังหวะ และแน่นอน พวกมันมีผลไตรกลีเซอไรด์” ชาปิโรกล่าว
สำหรับคนส่วนใหญ่ การใช้ชีวิตเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...