โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

(กิจ)การดับเพลิงก่อตัวยุคแรก สู่ "คดีรถ-เรือดับเพลิง" ในกรุงเทพฯ มหากาพย์ทุจริตจัดซื้อ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ส.ค. 2565 เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2565 เวลา 07.23 น.
(ซ้าย) “ไฟไหม้พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท ในพุทธศักราช 2332” จิตรกรรมจากโคลงภาพพระราชพงศาวดาร วาดในสมัยรัชกาลที่ 5 (ขวา) ภาพประกอบเนื้อหา - เฮลิคอปเตอร์ และรถดับเพลิง ปฏิบัติหน้าที่ในกรุงเทพฯ เมื่อ 5 ก.ค. 2564 ภาพจาก LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP ใช้ประกอบเนื้อหาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในบทความ

นับตั้งแต่มนุษย์ค้นพบและก่อไฟขึ้นได้ พัฒนาการหลังจากนั้นทำให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานและอื่นๆ อีกมากมาย ปฏิเสธได้ยากว่า คุณประโยชน์ย่อมมาพร้อมกับโทษหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น บริบทนี้จึงทำให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์สำหรับบรรเทาสาธารณภัยร้ายแรงอันมีต้นเหตุจาก “ไฟ” ขึ้น

แหล่งข้อมูลหลายแห่งบอกเล่ากันว่า หลักฐานการจัดตั้งหน่วยดับเพลิงมีปรากฏตั้งแต่สมัยโรมัน แต่เป็นเริ่มแรกจะสมัยใดนั้น จากคำอธิบายของแมทธิว ดิลเลียน และลินดา การ์แลนด์ (Matthew Dillion และ Lynda Garland) ผู้เขียนหนังสือ Ancient Rome: From the Early Republic to the Assassination of Julius Caesar อธิบายว่า สมัยโรมันไม่มีการแก้ปัญหาเพลิงไหม้แบบเป็นระบบจนกระทั่งสมัยออกัสตัส (Augustus) แต่ก่อนหน้านั้นพบการประดิษฐ์ปั๊มน้ำดับเพลิง (fire pump) ในช่วงศตรรษที่ 3

ขณะที่เอกสารที่รวบรวมประวัติการดับเพลิงในอดีต จัดทำโดยพิพิธภัณฑ์หน่วยดับเพลิงในแมนเชสเตอร์ (Greater Manchester Fire Service Museum Background information) อธิบายว่า จักรพรรดิออกัสตัส ใช้ทหารมาทำหน้าที่ดับเพลิงแทนกลุ่มทาส หน่วยนี้ถูกเรียกว่า Vigiles หน่วยนี้ในโรมมีอุปกรณ์อย่างเช่นขวาน และถังน้ำ

ไฟไหม้สมัยโบราณ

มีหลักฐานหลายชิ้นบอกเล่าเรื่องภัยจากไฟในสมัยโบราณหลากหลายพื้นที่ แน่นอนว่า วัสดุก่อสร้างหรือสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันหลายแห่งมีผลทำให้เกิดคดีไฟไหม้ ดังนั้น หลายประเทศจึงเริ่มปรากฏตั้งแต่หน่วยเฝ้าระวังเหตุอาชญากรรมจนถึงอัคคีภัยขึ้น

ตัวอย่างหนึ่งที่พอจะใช้อธิบายได้คือเพลิงไหม้ในลอนดอน โดยเฉพาะเมื่อครั้งค.ศ. 1666 ซึ่งเป็นเพลิงไหม้ครั้งใหญ่อีกหนในประวัติศาสตร์ ภายหลังจากนั้นจึงเริ่มปรากฏการจัดตั้งหน่วยงานและอุปกรณ์สำหรับใช้ดับเพลิงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในไทยแล้วการเกิดเพลิงไหม้ปรากฏในประวัติศาสตร์หลายครั้งทั้งในส่วนราชสำนักเอง อันนำมาสู่วิกฤตวังหน้า หรือในส่วนของชาวบ้านเอง

หากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ในสมัยกรุงศรีอยุธยายังพบการตั้งหอกลองในกำแพงพระนคร มีหอกลอง 3 ชนิด ชนิดหนึ่งตั้งเพื่อใช้ตีเมื่อเกิดไฟไหม้ในกำแพงเมืองและนอกกำแพงเมือง (เอกสาร “ประวัติความเป็นมาของสํานักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย”)

คลิกอ่านเพิ่มเติม : ย้อนดูเหตุ “ฟ้าผ่า” พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท ไฟไหม้หนักจนต้องรื้อสร้างใหม่

เมื่อมาถึงกรุงสมัยรัตนโกสินทร์ จากการศึกษาของดร.นนทพร อยู่มั่งมี ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รวบรวมหลักฐานเหตุการณ์ไฟไหม้ในกรุงเทพฯ ในอดีต เรียบเรียงไว้ในบทความ “คดีไฟไหม้ในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 : ภาพสะท้อนวิถีชีวิตของราษฎรและการปกครองของรัฐสมัยใหม่” เผยแพร่ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2558

จากการศึกษาหลักฐานพบว่า วิถีชีวิตประจำวันของประชาชนมีส่วนทำให้เกิดเพลิงไหม้ ดังเช่นเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านจีนซุง ถนนตรีเพชร เมื่อปี พ.ศ. 2449

รายงานกองตระเวนระบุสาเหตุไว้ว่า “พิเคราะห์ตรวจดูไฟที่ไหม้นั้น เหนว่าเปนไฟถ่านหุงเข้าพลัดตกลงมาแล้วก็คุลุกขึ้นที่หน้าเตาโดยเหตุที่จีนเขียวลูกจ้างจีนซุงเลินเล่อดับไม่หมด”[1]

นอกจากนี้ ดร.นนทพร ยังอธิบายว่า บริเวณที่เกิดคดีอัคคีภัยมากที่สุดของบ้านเรือน(ในอดีต)มาจากห้องครัวซึ่งมักทำด้วยวัสดุธรรมชาติทำให้ติดไฟง่าย เห็นได้จากรายงานกองตระเวนโรงพักจักรวรรดิเมื่อปี พ.ศ. 2450 ดังนี้

“ครั้นเมื่อทำการหุงต้มเสร็จแล้ว อำแดงเปลี่ยนได้ดับเพลิงที่เตาเอาถ่านที่ดับแล้วใส่ลงในหม้อมีฝาไม้ปิดเอาถ่านวางลงไว้ที่ข้างฝาครัวไฟแล้วใส่กุญแจห้องครัวไว้ ตัวอำแดงเปลี่ยนรับใช้การงานในตึกพระยานรฤทธิ์ เพลิงในหม้อถ่านดับยังไม่สนิดดีลุกติดลามหม้อเลยคุไหม้ฝากระดานไม้สิงคโปร์ในครัวไฟเพลิงลุกลามขึ้น”[2]

กระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 25 หรือช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ราษฎรในกรุงเทพฯ เริ่มใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการให้แสงสว่าง ซึ่งตรงกับระยะเวลาเดียวกับที่เมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเชื้อเพลิงชนิดใหม่ปรากฏขึ้น สิ่งที่ตามมาคือภัยในรูปของคดีไฟไหม้จำนวนมากเนื่องจากบรรดาราษฎรยังไม่คุ้นชิน พระยาอนุมานราชธน ยกตัวอย่างไว้ ดังนี้

“เขาว่าเมื่อมีน้ำมันก๊าดใช้ใหม่ๆ มักเกิดไฟไหม้บ้านเรือนบ่อยๆ เพราะไปเข้าใจว่าเหมือนน้ำมันมะพร้าว ไม่รู้พิษสงของมันว่า มันลุกผึบได้ทันทีถ้าใกล้ไฟ พอรู้ก็หวาดเกรงกัน จึงยังมีผู้ดื้อใช้น้ำมันมะพร้าวอยู่ก็เป็นอันมาก ถ้าซื้อน้ำมันก๊าดทั้งปีบมาใช้ เวลาจะเปิดเอาปีบน้ำมันออก ถ้าอยู่ในสวน ก็ต้องหิ้วปีบไปเปิดหรือเก็บไว้ในสวนให้ห่างไกลจากตัวเรือน เพราะกลัวจะระเบิดเกิดลุกเป็นไฟไหม้บ้านเรือนขึ้น”[3]

ในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง “กองตระเวน” มีหน้าที่ป้องกันดูแลและดับไฟ โดยภายหลังเปลี่ยนมาเป็น “กรมตำรวจนครบาล” ข้อมูลจากเอกสาร “ประวัติความเป็นมาของสํานักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” กล่าวอ้างว่า พบหลักฐานว่าเมื่อพ.ศ. 2451 เกิดการรวบรวมทรัพย์เพื่อนำมาซื้อรถดับเพลิงให้กรมตำรวจฯ 1 คัน โดย “นับว่าเป็นรถดับเพลิงคันแรกที่มีอยู่ในกรมตํารวจ” (เอกสาร “ประวัติความเป็นมาของสํานักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย”)

เอกสาร “ประวัติความเป็นมาของสํานักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ยังอธิบายว่า ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อพ.ศ. 2475 มีคณะกรรมการชุดหนึ่งถูกจัดตั้งขึ้นให้แก้ไขกิจการดับเพลิงเพื่อพัฒนากิจกรรมนี้ ผลการหารือเห็นว่าควรจัดตั้งกองดับเพลิงอาชีพหรือประจำตามที่หลายประเทศทำกัน แต่ติดปัญหาเรื่องกำลังคนและงบประมาณ กระทรวงกลาโหมจึงโอนเงินเดือนและกำลังคนมาขึ้นกับกรมตำรวจ รวบรวมหน่วยดับเพลิงที่กระจายอยู่ตามแห่งหนต่างๆ รวมเป็นแผนกหนึ่ง โดยให้อยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้าแผนกดับเพลิง และขึ้นตรงต่อกรมตำรวจ

ภายหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงโอนย้ายกิจการดับเพลิงไปอยู่ใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานต่างๆ กระทั่งเกิด “กองตำรวจดับเพลิง” ในช่วงทศวรรษ 2501

เวลาล่วงเลยมาถึงพ.ศ. 2546 เกิดการถ่ายโอนภารกิจกองบังคับการตํารวจดับเพลิงสํานักงาน
ตํารวจแห่งชาติไปอยู่ในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร ขณะที่กรุงเทพมหานคร รับมอบภารกิจดับเพลิงจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2546

มหากาพย์คดีทุจริตจัดซื้อ

ในประวัติศาสตร์คดีการจัดซื้อของไทย ปรากฏคดีเรื่องจัดซื้ออุปกรณ์รถ-เรือดับเพลิงขึ้น เป็นกรณีความเสียหายจากการทุจริตซื้ออุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย จากบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จํากัด ประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2547

โดยกทม. ได้ยื่นฟ้องนายนายประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเคยมีคำพิพากษาให้นายประชา มาลีนนท์ อดีตรมช.มหาดไทย ชดใช้เงิน 587,580,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 เมื่อปี 2547 หลังจากนั้นยังมีการพิจารณาคดีต่อเนื่องกันมาอีกยาวนาน

กรณีคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่า 6,687 ล้านบาทของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เวลาต่อมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. นําเรื่องดังกล่าวยื่นฟ้องบริษัท สไต เออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์ร ขอยก์ จํากัด ต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเพิกถอนสัญญาซื้อขายรถและเรือดับเพลิง และเรียกเงินที่จ่ายไปคืนทั้งหมด โดยยื่นฟ้องคดีไปตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งได้ดําเนินการเจรจาตามขั้นตอนของอนุญาโตตุลาการฯ มาเป็นเวลา 5 ปี

กระทั่งอนุญาโตตุลาการฯได้ส่งผลการพิจารณามาให้กทม. เมื่อเดือนธันวาคม 2557 ถือว่าสิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมายแล้ว

แม้ว่าคําตัดสินจะส่งมายังกทม. เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว แต่ในช่วงสุญญากาศเป็นเวลาหลายเดือนตามที่ปรากฏในรายงานจากสื่อหลายแห่งในไทย รายงานข่าวจากสื่อบอกว่า ยังไม่พบทีท่าของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ว่าจะออกมาให้รายละเอียดให้สาธารณชนได้รับทราบแต่อย่างใด (มติชน รายวัน, 2558)

รายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 14 เมษายน 2558 ระบุว่า ผู้บริหารกทม.ทุกคน ต่างถูกสั่งให้ปิดปากเงียบในเรื่องนี้ เวลาต่อมาในที่ประชุมสภากทม. สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 1 ร.ท.วารินทร์ เดชเจริญ ส.ก.กทม. ได้เสนอญัตติขอให้กทม.เร่งเตรียมความพร้อมรับผลกระทบคําตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศกรณีรถและเรือดับเพลิงในด้านงบประมาณที่จะต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการนํารถออกจากสถานที่รับฝาก ค่าภาษี ค่าซ่อมและค่าอะไหล่รถ ซึ่งจะต้องมีแผนการจัดหางบประมาณที่ชัดเจนโดยไม่กระทบต่อแผนการพัฒนากรุงเทพฯ ในด้านอื่นๆ

รายงานข่าวเผยว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวในที่ประชุมว่า กทม. ยังไม่ได้แถลงข่าวเรื่องคําตัดสินต่อสาธารณชน เนื่องจากคําพิพากษาของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ระบุห้ามให้มีการแถลงข่าวใดๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดี หากยังไม่ผ่านการพิจารณาร่วมกันระหว่างกทม.และบริษัทคู่กรณีคือบริษัทสไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รขอยก์ จํากัด ประเทศออสเตรียก่อนจึงจะสามารถดําเนินการได้ ดังนั้น หากให้ข่าวใดๆ ไปก็จะเกิดผลกระทบต่อคดีได้

ที่ชัดในเวลานั้นคือ กทม.ต้องรับรถดับเพลิงจํานวน 315 คัน และเรือดับเพลิงจํานวน 30 ลํามาใช้งานทั้งหมด ซึ่งในที่ประชุมสภา กทม.ได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาญัตติดังกล่าว นอกจากนี้ คณะผู้บริหารกทม.ยังได้เตรียมตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบความเสียหายของสินค้าทั้งหมด จะได้ตั้งงบประมาณในการซ่อมแซมต่อไป

ก่อนหน้านี้ได้มีผู้ที่เกี่ยวข้องให้รายละเอียดคร่าวๆ ของผลการตัดสินแต่เพียงว่า อนุญาโตตุลาการฯ ระบุให้บริษัทสไตเออร์ฯ ยินยอมจ่ายเงินคืนให้กทม.เป็นเงิน 20.49 ล้านยูโร หรือประมาณ 820 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนช่วงเวลานั้น และให้กทม.ยอมรับรถ-เรือและอุปกรณ์ดับเพลิงทั้งหมดมาใช้ ซึ่งจอดแน่นิ่งอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ด้วยการดูแลของบริษัท นามยง เทอร์มินัล จํากัด (บางแห่งสะกดว่า “นามยงค์”) และที่ อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ในการดูแลของบริษัท เทพยนต์ แอโรโมทีฟ อินดัส ตรีส์ จํากัด

ในเวลานั้นมีการประเมินกันว่าเงิน 820 ล้านบาทที่กทม.ได้กลับมาจะไม่คุ้มค่ากับการต่อสู้คดีที่ผ่านมา คิดเป็นเงินเพียงร้อยละ 10 ของมูลค่าสินค้ากว่า 6,000 ล้านที่กทม.จ่ายไป อีกทั้งกทม.ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกมากมายต่อจากนี้ ได้แก่ ค่าซ่อมบํารุงรถ เรือ และอุปกรณ์ดับเพลิงที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี ซึ่งยุคนั้นคาดกันว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 200 ล้านบาท และไหนจะค่าจอดในการเก็บรักษารถตลอด 9 ปี กว่า 800 ล้านบาท ซึ่งกทม.ได้เดินหน้าเจรจาเพื่อขอยกเว้นค่าเช่าพื้นที่จอดรถ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีค่าทนายความต่างประเทศที่ว่าจ้างมาตลอด 5 ปี ที่มีข่าวว่าหมดเงินราว 51 ล้านบาท และยังมีค่าภาษีนําเข้าสินค้าที่กทม.จะต้องเจรจากับกระทรวงการคลัง เพื่อให้ขึ้นทะเบียนสินค้าทั้งหมดเป็นยุทโธปกรณ์จะได้ขอยกเว้นภาษีเพื่อนํารถและเรือออกมาใช้งาน ไม่เช่นนั้นอาจต้องเสียกว่า 1,000 ล้านบาท และไหนจะค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้ คดีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์และทีมผู้บริหาร ที่ต้องไปกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่หลายครั้ง

ทั้งนี้ คดีการทำสัญญาจัดซื้อซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อรถเรือดับเพลิงตามที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 6 คนเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556 โดยศาลมีคำสั่งจำคุกนายประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นเวลา 12 ปี และจำคุก พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. เป็นเวลา 10 ปี โดยในวันฟังคำพิพากษาทั้งสองท่านไม่มาฟังคำพิพากษา จึงมีหมายจับในเวลาต่อมา

เชิงอรรถ :

[1] หจช. ร.5 น.22/209 ที่ 482/125 รายงานโรงพักพาหุรัด นายปลื้มสารวัตรแขวง นายชื่นนายหมวด เสนอรายงานต่อ สารวัตรใหญ่ และเจ้ากรม ปลัดกรมกองตระเวน ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 125. อ้างถึงใน “คดีไฟไหม้ในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 : ภาพสะท้อนวิถีชีวิตของราษฎรและการปกครองของรัฐสมัยใหม่” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2558.

[2] หจช. ร.5 น.22/265 ที่ 460 นายผล นายหมวดโรงพักจักรวรรดิ รายงานต่อ นายเทียนสารวัตรใหญ่ ลงวันที่ 27 กันยายน ร.ศ. 126. อ้างถึงใน “คดีไฟไหม้ในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 : ภาพสะท้อนวิถีชีวิตของราษฎรและการปกครองของรัฐสมัยใหม่” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2558.

[3] เสฐียรโกเศศ. ฟื้นความหลัง. พิมพ์ครั้งที่ 3. (กรุงเทพฯ : เทียนวรรณ, 2531), น. 224. อ้างถึงใน “คดีไฟไหม้ในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 : ภาพสะท้อนวิถีชีวิตของราษฎรและการปกครองของรัฐสมัยใหม่” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2558.

อ้างอิง :

“ปิดฉาก ‘คดีรถดับเพลิง’ ประชาชนได้อะไร?”. มติชน รายวัน ฉบับ 14 เมษายน 2558. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2564.

เอกสาร “ประวัติความเป็นมาของสํานักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย”. สืบค้นจากเว็บไซต์ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ. ออนไลน์. ไม่ปรากฏวันที่เผยแพร่. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2564.

นนทพร อยู่มั่งมี. “คดีไฟไหม้ในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 : ภาพสะท้อนวิถีชีวิตของราษฎรและการปกครองของรัฐสมัยใหม่” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2558.

Dillion, Matthew and Garland, Lynda. Ancient Rome: From the Early Republic to the Assassination of Julius Caesar. New York : Routledge, 2005.

“History of Fire Fighting”. Greater Manchester Fire Service Museum Background information. Access 6 JUL 2021.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 กรกฎาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...