โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เพาะหน่อเหรียงไว้กินเอง กับสวนสมรม

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 12 ก.ย 2564 เวลา 05.57 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2564 เวลา 21.00 น.

พืชผักพื้นบ้านของแต่ละภาคในประเทศเรามีความแตกต่างกัน เนื่องจากภูมิอากาศสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแตกต่างกัน โดยเฉพาะอาหารการกินที่แตกต่างกันจนเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาค เมื่อเราเห็นอาหารที่เขากินก็พอจะบอกได้ว่าเป็นคนภาคไหน

คนไทยในสมัยก่อนมีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติรอบๆ ตัว มีการเรียนรู้และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากคนรุ่นก่อนสู่รุ่นหลัง การบริโภคผักพื้นบ้านของแต่ละภาคกลายเป็นสิ่งที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น ผักพื้นบ้านถือเป็นผักสมุนไพรที่มีคุณค่าและมีความหมายเชื่อมโยงกับความเชื่อ ศาสนาและประเพณีในท้องถิ่น รวมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

ภาคใต้เป็นภาคที่ผักพื้นบ้านมีความหลากหลายมากที่สุด ถึงจำนวน 158 ชนิด โดยการสำรวจของกองพฤกษศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร ในขณะที่ภาคเหนือมี 120 ชนิด ภาคอีสานมี 130 ชนิด อาจเป็นเพราะว่าภาคใต้พื้นที่มีความยาวกว่าและสองข้างติดทะเล มีความหลากหลายของภูมิอากาศมากกว่า

ผักพื้นบ้านภาคใต้ที่กล่าวถึงแล้วคนรู้จักกันทั่วไป คือ สะตอ เนียง เหรียง ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นในตระกูลเดียวกัน ผลของต้นไม้เหล่านี้ได้นำมาเป็นอาหารในชีวิตประจำวันของชาวใต้ ซึ่งส่งกลิ่นแรงตั้งแต่เป็นผลที่ยังไม่บริโภค และหลังจากผ่านร่างกายออกมาก็ส่งกลิ่นได้เข้มข้นกว่าเดิม ไม่เป็นที่น่าอภิรมย์สำหรับคนทั่วไป

เหรียงเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงประมาณ 30 เมตร ลักษณะคล้ายต้นสะตอ แต่พุ่มใบแน่นและเขียวทึบกว่า ดอกและผลเป็นผักเหมือนสะตอ ฝักยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร เมล็ดมี 15-20 ต่อฝัก ไม่นิยมกินสดเหมือนสะตอ แต่จะรอให้แห้งแก่คาฝัก เมล็ดในเมื่อแก่แล้วเป็นสีดำ ชอบขึ้นตามริมชายเขา ซึ่งมีอากาศชื้น มีอายุ 10 ปีขึ้นไปจึงจะให้ผลผลิต

ที่หมู่บ้านคลองไม้แดง ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการปลูกพืชแบบผสมผสาน โดย คุณไกรเวช และ คุณรัชฏาภรณ์ ศรีสวาท ได้ทำสวนโดยมีแนวคิดว่าให้มีผลผลิตซึ่งเป็นรายได้ตลอดทั้งปีบนวิถีชีวิตเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพตนเองและผู้บริโภค บนที่ดินทั้งหมด 7 ไร่ ที่บ้านคลองไม้แดง จากเดิมเป็นพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด หลังจากมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ประเทศลาว เห็นสวนยางพาราสองข้างทางจากเวียงจันทน์ถึงหลวงพระบาง ทำให้ฉุกคิดว่าผลผลิตยางพาราจะต้องล้นตลาดในอนาคต เมื่อกลับมาจากประเทศลาวจึงโค่นต้นยางออกไป 3 ไร่ทั้งที่ต้นยางเพิ่งเริ่มกรีดน้ำยางได้ไม่ถึง 1 ปี ถือเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดอย่างแรง 

สวนสมรม เอกลักษณ์แบบปักษ์ใต้

ส่วนพื้นที่ 4 ไร่ที่เหลือที่มีต้นยางพาราได้ปลูกพืชเสริมระหว่างแถว คือต้นลองกอง ประมาณ 60 ต้น มีบางส่วนให้ผลผลิตแล้ว ลองกองของสวนที่นี่จะใช้เมล็ดปลูก เนื่องจากคนรุ่นเก่าบอกต่อกันมาว่าต้นที่ปลูกจากเมล็ดจะมีความแข็งแรงทนทานโรคและสามารถทนแล้งได้ดีกว่าต้นลองกองที่ปลูกจากกิ่งตอน แต่จะใช้เวลามากกว่าในขณะที่ผลผลิตเท่ากัน ซึ่งจะใช้เวลา 9-10 ปีจึงจะมีผลผลิต ส่วนกิ่งตอนจะใช้เวลา 6-7 ปี พืชอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกเสริมในสวนนี้คือมังคุด มีอยู่ทั้งหมด 22 ต้น คุณรัชฏาภรณ์ บอกว่า ผลผลิตมังคุดที่ได้มีคุณภาพเกรดเอประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากที่สวนไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆ ในการทำสวนเลย ปุ๋ยที่ใช้จะเป็นมูลไก่ มูลเป็ด และมูลวัว โดยไม่ได้ดูแลเป็นพิเศษแต่อย่างใด แต่พยายามทำให้สวนมีความสมบูรณ์อย่างธรรมชาติแบบสวนสมรมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางภาคใต้ที่สุด นอกจากนี้ ในสวนยังเสริมต้นผักเหลียงและใบชะพลูเพื่อเก็บเป็นรายได้ประจำวันอีกด้วย 

ปลูกพริกไทยพื้นเมือง โดยใช้ค้างต้นหมาก

ส่วนอีก 3 ไร่ที่ได้ตัดยางพาราทิ้ง ก็ได้ปลูกหมากไว้ 200 ต้น อายุได้ 4 ปีแล้ว ต้นที่ปลูกมีขนาดสูงประมาณ 2 เมตรยังไม่ให้ผลผลิต ซึ่งในฤดูฝนนี้จะปลูกพริกไทยโดยอาศัยต้นหมากเป็นค้าง อีกส่วนหนึ่งปลูกพริกไทยไว้ 100 หลักด้วยเสาปูน พริกไทยที่ปลูกเป็นพันธุ์พื้นบ้านปะเหลียน ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมกับภูมิอากาศทางภาคใต้ ทนร้อนและฝนได้ดีกว่าพันธุ์ซีลอนจากการปลูกเทียบสายพันธุ์ไว้ในสวน คุณรัชฏาภรณ์  บอกว่า พันธุ์ซีลอนให้ผลผลิต 2 รอบ ต่อปี แต่พันธุ์พื้นบ้านปะเหลียนจะให้ผลผลิตทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยเพราะจะแตกยอดใหม่ทำให้มีผลผลิต 3-4 รอบ ต่อปี คุณสมบัติเด่นอีกอย่างของพันธุ์ปะเหลียนคือช่อสั้นแต่ดกแน่น น้ำหนักดีกว่าพันธุ์ซีลอน นอกจากนี้ การผลิตอาหารหรือเครื่องแกงในภาคใต้นิยมใช้พริกไทยพันธุ์ปะเหลียนเนื่องจากจะให้ความเผ็ดร้อนและหอมมากกว่า

ต้นเหรียงในสวนนี้มีอยู่ไม่กี่ต้นขึ้นเองตามชายเขา แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ทำธุรกิจเกี่ยวกับเมล็ดเหรียง อายุของต้นประมาณ 60 ปีแล้ว เนื่องในช่วงยางผลัดใบในต้นปีทำให้ไม่สามารถกรีดยางได้ ชาวบ้านออกมาเก็บเมล็ดเหรียงเพื่อการบริโภคในครัวเรือน เมื่อเหลือจึงนำมาแบ่งขายกัน จึงทำให้เกิดความคิดที่จะทำหน่อเหรียงขาย จึงรับซื้อเมล็ดเหรียงจากชาวบ้านเพื่อเพาะให้งอกส่งขายให้แม่ค้า เนื่องจากชาวบ้านภาคใต้นิยมบริโภคหน่อเหรียงเพาะกันทุกครัวเรือน

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จะเป็นช่วงที่คุณรัชฏาภรณ์รับซื้อเมล็ดเหรียงเพื่อมาตุนไว้ขายตลอดทั้งปี จากชาวบ้านที่มีต้นเหรียงซึ่งส่วนใหญ่มีอายุหลายสิบปีแล้ว จึงมีผลผลิตเต็มที่ คุณรัชฏาภรณ์จะรับซื้อเมล็ดเหรียงแต่ละปีได้ปีละประมาณ 1,500 กิโลกรัม ซึ่งทั้งหมดอยู่ในตำบลปากหมากนำมาเพาะขายส่งให้แม่ค้าตลอดทั้งปี โดยมีผลผลิตประจำไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม ราคาขายส่งกิโลกรัมละ 150 บาท

วิธีการเพาะหน่อเหรียง

นำเมล็ดเหรียงมา ใช้กรรไกรตัดเล็บตัดที่ปลายทางด้านที่มีสีน้ำตาลและเป็นรอยบุ๋มลงไป หลังจากนั้นนำมาแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 20-24 ชั่วโมง แล้วนำมาล้างเมือกที่ติดอยู่กับเมล็ดให้หมดโดยใช้มือถูเมล็ดไปมาในน้ำประมาณ 2 ครั้ง เมื่อเมล็ดสะอาดดีแล้วก็มาเตรียมตะกร้าพลาสติกโปร่ง นำผ้าขนหนูหรือผ้าหนาๆ มาชุบน้ำให้เปียกดีวางรองลงในตะกร้าที่เตรียมไว้ แล้วนำเมล็ดที่ล้างเสร็จแล้วโรยลงไปบนผ้าเปียก เกลี่ยเมล็ดให้ทั่ว อย่าให้เมล็ดซ้อนกันเพราะอาจทำให้เน่าเสียหายได้ง่าย นำผ้าเปียกอีกผืนนำมาปิดไว้ แล้วรดน้ำเช้าเย็น ก็จะได้หน่อเหรียงพร้อมรับประทาน อีกวิธีหนึ่งสำหรับคนที่มีพื้นที่มากก็จะใช้ทรายแทนผ้าขนหนู คือนำทรายมาล้างให้สะอาดเก็บเศษสิ่งสกปรกออกให้หมดแล้วมาโรยในตะกร้าหนาประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วโรยด้วยเมล็ดเหรียงเกลี่ยให้ทั่วอย่าให้ซ้อนกัน แล้วนำทรายที่เหลือมาโรยทับหนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำผ้าเปียกมาปิดวิธีนี้หน่อเหรียงจะอวบกว่าใช้ผ้าขนหนูเพียงอย่างเดียว

หลังจากนั้น ร่อนทรายออกเอามาเฉพาะเมล็ดหน่อเหรียงที่เพาะแล้ว เอาหน่อเหรียงมาแช่น้ำเอาเปลือกเมล็ดออกทีละเมล็ดจนหมด ล้างทำความสะอาดแล้วนำมาใส่ตะกร้าผึ่งพัดลมให้สะเด็ดน้ำแล้วจึงนำมาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม แพ็กส่งให้ลูกค้า นอกจากหน่อเหรียงสดแล้ว คุณรัชฏาภรณ์ได้จำหน่ายเมล็ดเหรียงที่ยังไม่เพาะแก่ลูกค้าด้วย เพราะสามารถเก็บไว้ได้นาน 1 ปีในอุณหภูมิห้องปกติ แต่จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือชนิดที่ตัดปลายแล้วราคากิโลกรัมละ 180 บาท กับชนิดที่ยังไม่ตัดปลาย กิโลกรัมละ 150 บาท โดยค่าขนส่งลูกค้าเป็นคนรับผิดชอบเอง

หน่อเหรียงเพาะเป็นผักพื้นบ้านที่ปลอดจากสารเคมีใดๆ เนื่องจากต้นเหรียงเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติชอบอยู่ตามเชิงเขา มีอายุเป็นร้อยปี ผลผลิตยิ่งมากขึ้นเมื่อต้นอายุมาก ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี หน่อเหรียงสามารถนำมาบริโภคสดเป็นผักแกล้มอาหารเผ็ดของคนใต้ได้ดี และสามารถนำมาแกงกะทิกับเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ถือเป็นอาหารปักต์ใต้ที่ไม่เคยขาดครัว นอกจากนี้ หน่อเหรียงดองเป็นสิ่งที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษ สนใจชิมหน่อเหรียงเพาะหรือนำไปเพาะเอง ติดต่อได้ที่ คุณรัชฏาภรณ์ เบอร์โทรศัพท์ (085) 477-6252, (093) 583-4604 หรือเฟซบุ๊ก Fb.หนึ่งสาว หมากสวย พริกไทยงาม ID line: 1saokingdom

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...