โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สมยศ เชาวลิต เจ้าของอาณาจักร JIB “คิดแบบจิ๊บ แต่โตอย่างบิ๊ก”

Businesstoday

เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 03.37 น. • Businesstoday

            หากลองค้นชื่อของ จิ๊บ-สมยศ เชาวลิต ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JIB คุณจะพบกับเรื่องราวสู้ชีวิตของเขามากมาย จากเด็กวัดที่ชีวิตติดลบสู่เจ้าของธุรกิจพันล้าน ดังนั้น แทนที่จะมาย้ำทวนถึงหนังชีวิตที่หลายคนอาจผ่านหูผ่านตามาเยอะแล้ว ลองมาทำความรู้จักอีกแง่มุมหนึ่งของผู้บริหารคนเก่ง เมื่อเขาย้อนกลับมามองเส้นทางความสำเร็จของตัวเองดีกว่าว่า วิธีคิดแบบไหนที่ทำให้สามารถนำพาธุรกิจเติบโตแบบนันสต็อป

            “ร้านเล็กๆแต่ตั้งใจทำ” คือ หนึ่งในสูตรลับความสำเร็จที่ผู้บริหารคนเก่งใช้เปิดฉาก บนเวทีงานสัมมนา Priceza e-commerce summit 2020 ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ที่มาแชร์แนวคิดที่ผลักดันให้ อดีตพนักงานประจำที่มีอายุงาน 8 ปี วันหนึ่งตัดสินใจลาออก กำเงิน 2 แสนมาสร้างธุรกิจจำหน่ายสินค้าไอทีแบบครบวงจร ทั้งโน๊ตบุ๊คและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อย่าง เม้าท์ คีย์บอร์ด หูฟัง ฯลฯ เมื่อ 18 ปีก่อน จะประสบความสำเร็จทั้งในด้านการค้าปลีก และออนไลน์ ปัจจุบัน ขยายไปมากกว่า 149 สาขา ปีที่แล้วทำยอดขายสูงถึง 9000 ล้านบาท!!

สตีฟ จิ๊ป *Never die *

“ต้องบอกว่าพอ สตีฟ จ็อบส์มา สตีฟ จิ๊บก็เริ่มลำบาก เพราะโลกเปลี่ยนไวมาก 5 ปีที่แล้วใครๆก็บอกว่าเทรนด์ช็อปออนไลน์มาร้านขายคอมพิวเตอร์จะตายหมด ผมเองตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่า จะเป็นไปได้เหรอ ที่ลูกค้าจะซื้อโน๊ตบุ๊คผ่านทางออนไลน์ แต่ไหนๆเราก็มีเว็บไซต์มาตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์ เพียงแต่หน้าที่ของเว็บตอนนั้นคือแค่บอกราคาสินค้า ผมเลยไปปรึกษาผู้รู้ว่าอยากขายออนไลน์บ้าง ต้องทำอย่างไร ตอนนั้นได้รับคำตอบที่ทำตามได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง คือ อยากขายออนไลน์ง่ายมาก แค่เพิ่มปุ่ม “ซื้อเลยเข้าไป” ผมก็ทำ”

          เชื่อมั้ยว่า เดือนแรก ยอดขายออนไลน์ที่เขาทำได้ คือ 3 ล้าน!!!

            “ผมโอเคมากเลย เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ไม่ต้องมีหน้าร้านก็ได้ เพราะลำพังค่าเช่าพื้นที่ 483 ตารางเมตรในเซ็นทรัล พระราม 2 ก็เดือนละล้าน ขายไปร้องไห้ไป เพราะกำไรต้องเอาไปจ่ายค่าเช่าหมด คิดดูว่าถ้าผมมี 40 สาขา คูณไปเป็นเงินเท่าไหร่ ยังไม่รวมอัตราค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นทุกปี”

            จากตัวเลขยอดขายที่เห็น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอีกหลากหลายกลุยุทธ์ที่คิดแบบจิ๊บ จนมัดใจลูกค้า     

*คิดต่างแบบ JIB     *

            พอเริ่มเห็นโอกาสบนช่องทางออนไลน์ จิ๊บไม่เพียงสร้างหน้าเว็บของแบรนด์ให้แข็งแรง แต่ยังขยายช่องทางไปตามมาร์เก็ตเพลสต่างๆ เช่น Lazada, Shoppee, JD แต่*สิ่งที่สำคัญกว่าการขยายช่องทางการขาย คือ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่แตกต่าง *

            “ตอนแรกผมเริ่มจากบริการส่งของภายใน 6 ชม. หลังลูกค้าสั่งซื้อ ตอนหลังลดเหลือ 5 ชม. และตอนนี้เหลือ 3 ชม. พูดง่ายๆ กินข้าวเที่ยงกดสั่ง บ่ายสามได้ของแล้ว เชื่อมั้ยว่า ที่เราคิดว่า 3 ชม.ก็เร็วแล้ว มีลูกค้าที่ขอด่วนกว่านั้นอีก อยากให้มาส่ง 2 ชม.ได้มั้ย ผมตอบว่าได้ แต่คิดเงินเพิ่ม 500 บาท ปรากฏว่าก็มีลูกค้าที่ยอมจ่าย ไม่ใช่แค่เดือนละเคส สองเคส แต่เป็น1,000 เคส ผมอยากถามคำเดียวจะรีบไปไหน อีก 1 ชม.ก็ฟรีแล้ว (ยิ้ม)”

            จากความเร็วที่เรามอบให้เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่รอไมได้ จิ๊บยังเล่าอย่างออกรสว่า ยังมีลูกค้าที่อยากได้ของทันใจกว่านั้น

 “ปกติเราส่งสินค้าไม่เกิน 2 ทุ่ม แต่สุดท้ายต้องขยายเป็น 24 ชม. เพราะทนเสียงเรียกร้องจากลูกค้าที่สั่งของคืนนี้ แต่ไม่อยากรอจนพรุ่งนี้เช้าไม่ไหว เราเลยได้ไอเดียใหม่ว่าถ้าอย่างนั้นส่ง 24 ชม. ถ้าสั่งตี 1 ตี4 ได้ของ สำคัญ คือ เราต้องย้ำกับ Call center ที่โทรไปคอนเฟิร์มกับลูกค้าว่ากรุณาเปิดเสียงโทรศัพท์ และวางไว้ข้างตัว เพราะเคยมีเคสไปส่งแล้วโทรหาไม่รับ ไม่เปิดประตูบ้าน เพราะเผลอหลับไปแล้ว”

            หลายคนอาจจะคิดว่า ลูกค้าที่ช็อปอุปกรณ์ไอทีตอนกลางคืน อาจเป็นนิชมาร์เก็ต บอกเลยคิดผิด เพราะแต่ละคืนมียอดออเดอร์ 1-2 ล้าน คำถามที่ป็อบอัพขึ้นใจผู้บริหารหนุ่มอีกครั้ง คือ เขาไม่นอนกันเหรอ?

ขายออนไลน์ดีขนาดนี้ ยังมีสาขาทำไม*  *

            ยอดออนไลน์วิ่งฉิวแบบนี้ ถามว่า ทำไมยังต้องยอมจ่ายค่าเช่าแพงๆ คำถามนี้จิ๊บเฉลยให้หายข้องใจว่า ออนไลน์และหน้าร้านต้องทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ

            ที่นี่มีบริการให้ลูกค้าที่ซื้อออนไลน์สินค้ามีปัญหาไปเปลี่ยนหรือซ่อมที่สาขาได้เลย ที่สำคัญเรายังพัฒนาเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีประโยชน์ แค่ขายของออนไลน์ แต่เอาใจลูกค้าแบบสุดติ่ง ด้วยการนำแรงบันดาลใจร้านเสื้อผ้าออนไลน์ ที่ถ่ายภาพนางแบบให้ดูแบบ 360 องศา มาใช้ถ่ายอุปกรณ์ไอทีแบบ 360 องศา ข้อดีคือ นอกจากขายออนไลน์ได้แล้ว เวลาลูกค้ามาที่หน้าร้านอยากดูเครื่อง หรือดูเมนบอร์ด เราคงไม่สามารถแกะสินค้าออกมาให้ลูกค้าดูได้ แต่พนักงานหน้าร้านก็สามารถเข้าเว็บเพื่อเปิดให้ลูกค้าดูได้

“ทุกวันนี้เรามีโปรแกรมเมอร์ 10 กว่าคน พัฒนาหลังบ้าน เราชอบพูดกันเล่นๆว่า ถ้าผมหยุดสั่งงานเพิ่มวันนี้ อีก 2 ปี โปรแกรมเมอร์จะทำงานที่ผมสั่งไปแล้วเสร็จหมด (หัวเราะ) นอกจากนี้เรายังมีทีมคอนเทนต์อีก 20 คน และ Call center อีกสิบกว่าคน ยังไม่รวมพนักงานที่สาขาอีก 1200 คน”

            เห็นตัวเลขพนักงานหลักพันแบบนี้ แต่จิ๊บบอกว่าไม่ต้องกังวลว่าจะดูแลหรือเทรนพนักงานไม่ทั่วถึง เพราะที่ JIB มีวิธีที่ทันสมัย และประหยัดต้นทุนมาก แทนที่จะนัดเรียกพนักงานมาเทรนพร้อมกัน เราใช้วิธีนำไลฟ์เฟซบุ๊กโปรโมทสินค้าที่ทำให้ลูกค้าดูอยู่แล้ว เอามาต่อยอดให้พนักงานดูด้วย แต่แทนที่จะดูผ่านๆ พอดูจบเราจะมีแบบทดสอบเพื่อเทสความเข้าใจของพนักงาน เหมือนทำข้อสอบ เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง”

ทั้งหมดนี้ คือ ส่วนหนึ่งของเบื้องหลังแนวคิดในการปลุกปั้น JIB จนเป็นแบรนด์ที่แข็งแรง ซึ่งผู้บริหารคนเก่งยังไม่หยุดดีใจกับความสำเร็จวันนี้นาน แต่พร้อมที่จะพัฒนาและต่อยอดอาณาจักรที่ไม่ได้โตแบบจิ๊บๆนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ส่วนจะมีอะไรใหม่ๆมาเซอร์ไพรส์วงการต้องรอติดตาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องแนวรบ ช่อง 8 เปิดเกมรุก สู้ศึกทีวีดิจิทัล

ถอดรหัสวิธีบริหารแบรนด์เอ็มเค สไตล์ “ฤทธิ์ ธีระโกเมน”

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...