โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ขวัญชัย แตงทอง เกษตรกรทำนาดีเด่น ปี 2562 ที่ชัยนาท

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 26 มิ.ย. 2562 เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2562 เวลา 03.51 น.

“ข้าว” คือต้นธารแห่งวัฒนธรรมของคนไทย เป็นรากฐานของชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีชีวิตและสังคมของไทย แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปมาก สังคมไทยที่เคยเป็นสังคมเกษตร ปัจจุบันต้องพบกับปัญหา เนื่องจากรายได้ภาคเกษตรมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ แต่เมื่อมองถึงความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทย จึงไม่ควรมองความสำคัญจากมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือคิดเป็นมูลค่าจากจำนวนเงินเท่านั้น เพราะสถานะภาคเกษตรมีความสำคัญในการเกื้อหนุนชีวิตแรงงานภาคเกษตร

ซึ่งปัจจุบันอาชีพชาวนาต้องพบกับปัญหา เนื่องจากลูกหลานชาวนาส่วนใหญ่ต่างเข้ามาทำงานในเมือง หรือเคลื่อนย้ายสู่แรงงานนอกภาคเกษตรมากขึ้น เพราะเห็นว่าอาชีพทำนาเป็นงานที่หนัก ต้องพึ่งพาธรรมชาติ เกิดความสูญเสียจากภัยพิบัติบ่อยครั้ง ต้นทุนการผลิตที่สูง ราคาและรายได้น้อยไม่แน่นอน และไม่มีสวัสดิการที่มั่นคง เหลือแต่ชาวนาสูงวัย จึงทำให้เกิดความหวั่นวิตกว่า อนาคตข้างหน้าอาจกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ดังนั้น การเรียนรู้การทำนาอย่างถูกต้อง โดยยึดหลัก 3 ป. คือ ประหยัด ปลอดภัย และปฏิบัติได้ จะส่งผลให้ชาวนามีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น เกษตรกรดีเด่น สาขาทำนา ปี 2562 ที่จังหวัดชัยนาท

คุณขวัญชัย แตงทอง เกษตรกรวัย 51 ปี เล่าว่า หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ยึดอาชีพทำนา ถิ่นฐานบ้านของคู่ชีวิต เลขที่ 25 หมู่ที่ 9 บ้านทับใต้ ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ในระยะแรกเริ่มต้องพบกับปัญหาจากการเป็นหนี้สินจำนวนมาก เนื่องจากอาชีพทำนาประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูง เพื่อจัดหาสารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชที่เข้ามารบกวนข้าว เนื่องจากขาดความรู้ในการทำนาที่มีประสิทธิภาพอย่างถูกต้องและเหมาะสม ใช้เทคโนโลยีแบบตามกระแสของเพื่อนเกษตรกร และการคาดคะเนว่าอะไรจะเกิดขึ้น

จนกระทั่ง ปี 2536 ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท เพื่อเรียนรู้การลดต้นทุนและศึกษาการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน ผ่านกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร จนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และนำเอาความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ จนทำให้การทำนามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง มีผลกำไรมากขึ้น การหาความรู้เพิ่มเติมจากหน่วยงานราชการทุกภาคส่วนที่เชิญชวนเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มพูนความรู้ควบคู่กับการทดลองใช้ในไร่นาอย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้การใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีลดลงอย่างชัดเจนเห็นเป็นรูปธรรม

ลดต้นทุนการผลิต

ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการลดการเผาตอซังและฟางข้าว เนื่องจากเมื่อก่อนมีการทำนาอย่างต่อเนื่องและเผาตอซังและฟางข้าวตลอด จึงทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลกระทบต่อการใช้ปุ๋ย และเกิดความเสื่อมโทรมของดิน จึงทำให้มีการใช้ปุ๋ยเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่ผลผลิตกลับลดลง

จึงได้กลับมาหยุดการเผาฟางแล้วใช้การหมักฟางและตอซังแทน โดยใช้น้ำหมักฉีดพ่นฟาง 5 ลิตร ต่อไร่ หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วย่ำหมักทิ้งไว้ 10-15 วัน พร้อมทำเทือกก่อนการปักดำ การไม่เผาฟางจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน และได้ธาตุอาหารจากการหมักฟางข้าวเป็นบางส่วน อีกทั้งเพื่อการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารจะปล่อยแหนแดงเมื่อข้าวอายุได้ 25-30 วัน ช่วยในการควบคุมวัชพืชเมื่อย่อยสลายจะเป็นวัตถุอินทรีย์และธาตุอาหารให้กับข้าว

คุณขวัญชัย ใช้ปุ๋ยพืชสดในการปลูกพืชหลังฤดูกาลทำนา แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด มีการลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน มีการสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์ มีการใช้เครื่องจักรมาปักดำแทนการหว่าน ใช้จุลินทรีย์ PGPr2 (แบคทีเรียในดินที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช (Plant Growth – Promoting Rhizobacteria : PGPR) ใช้ในการคลุกเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยจนทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง 1,500-2,000 บาท ต่อไร่ โดยผลผลิตไม่ลดลง บางฤดูกาลได้มากกว่าเกษตรกรทั่วๆ ไป 5-10%

ป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน

IPM (Integrated Pest Management)คือการทำนาแบบผสมผสาน สร้างระบบนิเวศให้สมดุล ใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืช โดยใช้วิธีหลายๆ วิธีในการควบคุมศัตรูพืช ไม่ให้มีปริมาณที่เป็นอันตรายก่อให้เกิดความเสียหาย ประหยัด ปลอดภัย ปลูกพืชให้แข็งแรง อนุรักษ์ธรรมชาติ การสำรวจแปลงทุกสัปดาห์ นอกจากสำรวจดูโรค-แมลงศัตรูพืช วัชพืช ศัตรูธรรมชาติ สภาพอากาศ ความชื้น และลม อีกทั้งได้ดูความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของต้นข้าวด้วยการตั้งท้องของข้าวก่อนใส่ปุ๋ยรับท้อง ด้วยการผ่าต้นข้าวดู ในช่วงอายุข้าว 50 วัน ว่ามีการสร้างรวงอ่อนหรือยัง ใช้ปุ๋ย 46-0-0 ในการรับท้องไม่เกิน 10 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อฤดูกาล

ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

ใช้ปุ๋ยใส่ตามค่าวิเคราะห์ โดยการวิเคราะห์ดินก่อนเพาะปลูก เพื่อหาธาตุอาหารที่มีแล้วเติมตัวที่ขาด ปุ๋ยที่ใช้จะเป็นแม่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 หรือ 18-46-0 หรือ 0-0-60 ใส่ตามค่าวิเคราะห์ ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยลงได้ 360-400 บาท ต่อไร่ อีกทั้งใส่ปุ๋ยผสมกับจุลินทรีย์ PgPr2 โดยใช้จุลินทรีย์ PgPr2 ในการคลุกเคล้าเมล็ดพันธุ์หรือปุ๋ย จะช่วยเรื่องการดูดซับปุ๋ยลดการใช้ปุ๋ย 25% ช่วยเพิ่มปริมาณรากข้าว ทำให้สามารถดูดซับธาตุอาหารได้มากขึ้น

รวมทั้งการใช้น้ำหมักชีวภาพสารชีวภัณฑ์ต่างๆ ทดแทนสารเคมี ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี และการใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชและโรคพืช เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า สารสะเดา และน้ำหมักชีวภาพชนิดต่างๆ รวมต้นทุนการผลิตจากการลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดแมลงศัตรูพืชโรคพืช รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,000-2,000 บาท ต่อไร่ ต่อฤดูกาล

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวแล้ว หลังการพักการทำนาจะหว่านปอเทือง เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการปลูกพืช ช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชบางชนิดลงได้ เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

จุดเด่นด้านการตลาด

เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพิ่มศักยภาพการผลิตในชุมชน คุณขวัญชัย ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา และศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ในการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ในรูปของนาแปลงใหญ่ บ้านบึงม่วง จัดทำแปลงเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับศูนย์ข้าวและเกษตรกรทั่วไป และเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง บางส่วนใช้แปรรูปเป็นข้าวสารไว้บริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายกับผู้สนใจ ทำให้ได้ราคาสูงกว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าวทั่วๆ ไป 1,500-2,500 บาท

คุณขวัญชัย กล่าวว่า การดำเนินงานฟาร์ม มีจุดมุ่งหวังเพื่อลดต้นทุนเพิ่มศักยภาพการผลิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งที่ละเลยไม่ได้คือ การจัดทำบัญชีฟาร์ม เพื่อรู้ต้นทุนในการทำนา และใช้ในการวางแผน วิเคราะห์การทำนาในปีต่อไป อีกทั้งการวางแผนผังพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดเป็นไร่นาสวนผสม และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานและเรียนรู้ของผู้สนใจ “ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอหันคา” (ศพก. หันคา) โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา เป็นที่ปรึกษา

ใช้พื้นที่ทั้งหมด 25 ไร่ แบ่งเป็น ที่อยู่อาศัย 1 ไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร 24 ไร่ ดังนี้ ทำนา 19 ไร่ ที่อาศัย 1 ไร่ ปลูกผัก 2 ไร่ บ่อน้ำ 0.5 ไร่ ทำสวน 1 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 0.5 ไร่ และอื่นๆ 1 ไร่ รางวัลจากการประกวดเกษตรกรทำนาดีเด่น ในปี 2562 มิใช่เป็นรางวัลสูงที่สุดในชีวิตเท่านั้น แต่เป็นรางวัลที่เพิ่มพลังให้กับทีมงานคณะทำงาน ศพก. หันคา เพราะผลงานที่เกิดขึ้นได้ร่วมพลังเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติควบคู่กันไปอย่างไม่หยุดนิ่ง และขอสัญญาว่าจะร่วมกับหน่วยงานราชการพัฒนาต่อไป เพราะยังมีเกษตรกรอีกหลายรายที่รอการพัฒนา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามที่อยู่ หรือ โทรศัพท์ 081-727-9604

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...