โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขุดอุโมงค์เผากำแพง สู่จุดจบอยุธยา พินาศด้วยเพลิงกัลป์ ดั่งอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน 7 ดวง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 ส.ค. 2568 เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. 2568 เวลา 10.03 น.
ภาพจิตรกรรมแสดงเหตุการณ์กองทัพพม่าโจมตีกรุงศรีอยุธยา สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 จากอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

จุดจบ “อยุธยา” พม่า ขุดอุโมงค์ เผากำแพง จนบ้านเมืองพินาศด้วยเพลิงกัลป์ ดั่งอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน 7 ดวง

ในบทความ “‘อยุธยาพิโรธใต้ เพลิงกัลป์’ : บันทึกของผู้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2” ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2557 ศ.ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร (ผู้เขียน) ได้เก็บความและเรียบเรียงข้อมูลเหตุการณ์สงครามการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2307-10 มาจากบทความสองเรื่อง [1] ซึ่งเป็นข้อมูลจากบันทึกของ “Letwe Nawratha” แม่ทัพคนสำคัญของฝ่ายพม่า เขาบันทึกเหตุการณ์ที่ได้ประสบด้วยตนเอง เขียนเป็นบทร้อยกรอง 76 บท มีชื่อว่า “Yodayar Naing Mawgun”

สำหรับยุทธศาสตร์ขุดอุโมงค์ เผากำแพง ของกองทัพพม่านี้ ศ.ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร สรุปความดังนี้

“การขุดอุโมงค์ใต้ดินกระทำเป็น 5 สาย เพื่อมุ่งไปสู่รากกำแพงเมือง การขุดนั้นกระทำในตอนกลางคืน เพื่อขนดินจำนวนมหาศาลออกจากอุโมงค์เพื่อไปทิ้งยังแม่น้ำ โดยปราศจากการรู้เห็นของฝ่ายไทยแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็มีการลำเลียงเชื้อเพลิงคือหญ้าแห้ง ใบไม้และกิ่งไม้เข้าไปแทนที่ ในช่วงเวลานี้ Byamwnari พระอนุชาเขยของพระมหากษัตริย์ไทย ยกทัพอันประกอบด้วยพล 5,000 นาย เข้าโจมตีค่ายพม่าด้วยความกล้าหาญและความหวังอันเต็มเปี่ยมที่จะได้ชัยชนะ ฝ่ายไทยระดมยิงปืนมายังค่ายที่ตั้งใหม่ของพม่า แต่ทั้งหมดก็สูญเปล่า

วันอังคารที่ 8 เมษายน 2310 เวลา 15.00 นาฬิกา ณ ปลายอุโมงค์ น้ำมันถูกราดไปบนเชื้อเพลิงที่กองสุมอย่างมหาศาล ควันกระจายแผ่ไปทั้ง 5 จุด เปลวไฟลุกโชติช่วงขึ้นทันที ความร้อนแผ่ไปทั่ว และเมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ กำแพงเมืองโค่นล้มพร้อมกับเสียงดังสนั่นไปทั่วทุกทิศ ราวกับเมื่อโลกสิ้นกัลป์ แสงไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ประดุจชัยชนะของพระเจ้าช้างเผือกอันจะจดจำไปตราบสิ้นจักรวาล”

เมื่อกำแพงเมืองพังลง ไพร่พลกองทัพพม่าก็รุกเข้ายึดกรุงศรีอยุธยา จากบันทึกของแม่ทัพพม่าผู้นี้ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์วันกรุงแตก ได้ฉายให้เห็นภาพวาระสุดท้ายของอาณาจักรพินาศด้วยเพลิงกัลป์ เปรียบดั่งอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน 7 ดวง ดังที่ ศ.ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร สรุปความดังนี้

“ภายในและภายนอกกำแพงเมืองอยุธยาปกคลุมด้วยหมอกควันและเปลวไฟ สลับกับเสียงดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าร้องและฟ้าผ่า ปืนไฟจากนอกกำแพงถูกระดมยิงเข้ามาราวกับสายน้ำที่ไหลอย่างเชี่ยวกราก ทัพหน้าของพม่าซึ่งประกอบด้วยคน 5,000 คน ทะลุทะลวงเข้าไปในเมืองอย่างฮึกเหิม แต่ก็ได้รับการต้านทานอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวจาก Banya และ Banya Kuratit แม่ทัพไทยที่คุมทัพ 10,000 คน ถึงแม้เขาทั้งหลายจะตระหนักรู้ถึงชะตากรรมของเขา แต่เขาก็สู้จนถึงวาระสุดท้าย

พระเจ้าเอกทัศผู้ทรงประกาศอยู่เสมอว่าพระองค์ทรงอานุภาพประดุจท้าวสักกะ ทรงปลอมกายในสภาพ ที่ไม่มีใครจดจำได้ และทรงหลบหนีออกจากเมือง แต่แล้วก็ถูกกระสุนสิ้นพระชนม์ [2]

สภาพของกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้นเหมือนกับอยู่ในช่วงเวลาที่โลกพินาศด้วยเพลิงกัลป์ เพราะพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกันทั้ง 7 ดวง พระราชวัง ศาสนสถาน สิ่งก่อสร้าง บ้านเมืองทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ในกำแพงเมืองรุ่งโรจน์อยู่ด้วยกองเพลิงประลัยกัลป์ที่โชติช่วงอย่างไม่มีวันหมดสิ้น คูคลองรอบเมือง แน่นขนัดไปด้วยซากศพที่ถูกโยนทิ้ง น้ำในคูคลองเริ่มเปลี่ยนสีอย่างช้า ๆ เริ่มจากสีชมพู จนกลายเป็นสีแดงจัด พร้อมทั้งส่งกลิ่นคาวจัดคละคลุ้งไปทั่ว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] คือ 1. “Yodayar Naing Mawgun” by Letwe Nawrahta : A Contemporary Myanmar Record, Long Lost, of How Ayuthaya Was Conquered ผู้แปลคือ Soe Thuzar Myint และ 2. การวิเคราะห์เหตุการณ์ใน “Yodayar Naing Mawgun” ในบทความ The Myanmar Poetic Account of Ayuthaya Vanquished : Notes on Its Rediscovery and Significance ผู้เขียนคือ Thae Kaung และ Yee Yee Khin โดยทั้งสองบทความตีพิมพ์ใน Journal of the Siam Society (JSS), volume 99, 2011, pp. 3-37

[2] ศ.ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร อธิบายว่า ข้อมูลส่วนนี้ต่างจากหลักฐานไทย หนังสือไทยรบพม่า กล่าวว่า “พอกองทัพกลับไปแล้วไม่กี่วัน พวกพม่าก็ไปพบพระเจ้าเอกทัศที่บ้านจิก เวลานั้นอดพระอาหารมากว่า 10 วัน พอรับเสด็จไปถึงค่ายโพธิ์สามต้นก็สวรรคต” ขณะที่หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวว่า“ขณะนั้นพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาและพระมเหสีพระราชโอรสธิดา กับพระราชวงศานุวงศ์ก็หนีกระจัดกระจายกันไป พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ประมาณสิบเอ็ดสิบสองวันก็เสด็จสวรรคต”

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 พฤษภาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขุดอุโมงค์เผากำแพง สู่จุดจบอยุธยา พินาศด้วยเพลิงกัลป์ ดั่งอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน 7 ดวง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...