โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กฎ 333 ของการเอาชีวิตรอด ขาดแสง ขาดอากาศ ขาดน้ำ ขาดอาหาร ได้นานสุดเท่าไหร่?

Campus Star

เผยแพร่ 02 ก.ค. 2561 เวลา 10.47 น.
จากกรณีที่มีเด็ก ๆ และโค้ชฟุตบอล 13 ชีวิตที่ไปติดอยู่ในถ้ำหลวง หลายคนอาจจะได้ยินคนพูดถึง กฎ 333 ของการเอาชีวิตรอด ที่บอกไว้ว่า “ขาดอากาศได้ 3 นาที ขาดน้ำได้ 3 วัน ขาดอาหารได้ 3 สัปดาห์”

จากกรณีที่มีเด็ก ๆ และโค้ชฟุตบอล 13 ชีวิตที่ไปติดอยู่ในถ้ำหลวง หลายคนอาจจะได้ยินคนพูดถึง กฎ 333 ของการเอาชีวิตรอด ที่บอกไว้ว่า “ขาดอากาศได้ 3 นาที ขาดน้ำได้ 3 วัน ขาดอาหารได้ 3 สัปดาห์” วันนี้เรามคำอธิบายเรื่องของ กฎ 333 ของการเอาชีวิตรอด ขาดแสง ขาดอากาศ ขาดน้ำ ขาดอาหาร ได้นานสุดเท่าไหร่? มาฝากกัน ไปดูกันได้เลยจ้า

กฎ 333 ของการเอาชีวิตรอด แต่ทุกกฎมีข้อยกเว้น

ขาดอากาศ

จากกฎ 333 ที่บอกว่าคนเราสามารถอยู่ได้ 3 นาที หากขาดอากาศหายใจ ถ้ามากกว่านั้นสมองจะขาดออกซิเจน และทำให้สมองพิการได้ แต่ก็ไม่จริงเสมอไป เพราะมีหลายคนที่สามารถกลั้นหายใจได้นานกว่า 3 นาที อย่างเช่นกรณีของการดำน้ำ ที่ได้รับการฝึกฝนมา อย่างสถิติโลกล่าสุด เมื่อปี 2009 Stéphane Mifsud สามารถกลั้นหายใจใต้น้ำ ได้เป็นเวลาทั้งหมด 11 นาที 35 วินาที

ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์เราจะสามารถกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานกว่ากลั้นหายใจบนบก เพราะกลไกของร่างกายที่เรียกว่า Mammalian Diving Response หรือการดํานํ้าตามลักษณะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยที่อวัยวะต่าง ๆ จะมีปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ เพื่อปรับร่างกายให้เป็นสภาวะที่เหมาะกับการอยู่ในน้ำได้

ขาดน้ำ

ร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 70% แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าร่างกายขาดน้ำ? ในสภาพแวดล้อมที่อยู่ในขั้นวิกฤต อย่างเช่นการออกกำลังกายกลางแดดเป็นเวลานาน ๆ  ร่างกายของเราจะขับเหงื่อออกมา 1.5 ลิตร ใน 1 ชั่วโมง และถ้าร่างกายไม่ได้รับน้ำชดเชยเข้าไปจะทำให้ปริมาณเลือดต่ำลง ร่างกายหยุดขับเหงื่อ ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น อาจเป็นอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ถ้าในสภาพแวดล้อมที่ปกติ อยู่แบบสบาย ๆ คนเราสามารถอดน้ำได้นานเป็นอาทิตย์ ๆ หรือมากกว่านั้น

Andreas Mihavecz ชายชาวออสเตรเลียวัย 18 ปี อาจจะเป็นคนที่อดน้ำได้นานที่สุดในโลก ในปี 1979 ตำรวจเผลอทิ้งเขาไว้ในคุก เป็นเวลา 18 วัน แต่มีชีวิตรอดมาได้ เพราะเขาใช้วิธีเลียไอน้ำที่เกาะตามกำแพงคุก

ขาดอาหาร

จากกฎที่บอกว่า ร่างกายขาดอาหารได้นาน 3 สัปดาห์ อาจไม่จริงเสมอไป แต่สถิติของคนที่สามารถอดอาหารได้ยาวนานที่สุดเป็นของนักโทษชาวไอริช Terence MacSwiney ที่อดอาหารได้นานถึง 74 วันก่อนจะสิ้นลมหายใจในปี 1920

เมื่อร่างกายขาดอาหาร ร่างกายจะใช้ glycogen ในตับและกล้ามเนื้อเพื่อผลิตน้ำตาลกลูโคส ตามมาด้วยอะมิโนบางชนิด แล้วหลังจากนั้นร่างกายจะดึงไขมันและโปรตีนออกมาใช้ตามลำดับ

ถ้าอดอาหารเป็นเวลานาน ๆ และเมื่อร่างกายได้รับอาหารเข้าไปอีกที ถ้าไม่ควบคุมอาหารให้ดี ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป อาจทำให้หัวใจวายได้

ขาดแสง

แล้วแสงสว่างล่ะ คนเราสามารถอยู่ในที่มืดสนิทได้นานแค่ไหนกันเชียว? เมื่อร่ไม่ได้รับแสงแดด นั่นหมายความว่าร่างกายจะขาดวิตามินดี ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการดูดซึมแร่ธาตุต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ นาฬิกาชีวิต (Biological Clock) จะทำงานผิดปกติ

แต่ตราบใดที่คุณยังได้รับวิตามินดี คุณก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงแม้จะอยู่ในที่มืด แต่ระดับของสารเซโรโทนินในร่างกายทีทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ความโกรธ และความก้าวร้าว จะแปรปรวน ทำให้อารมณ์ของคุรแปรปรวน และส่งผลกระทบกับการนอนหลับอีกด้วย

ขาดการพักผ่อน

อย่างที่รู้ ๆ กันว่าการนอนหลับพักผ่อนเป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ การอดหลับอดนอนมาก ๆ จะทำให้สมองทำงานได้แย่ลง แต่เมื่อปี 1963 Randy Gardner นักเรียนวัย 17 ปี อดหลับอดนอนเป็นเวลายาวนานถึง 11 วัน หรือ 264 ชั่วโมงเต็ม เพื่อทำโปรเจกต์วิทยาศาสตร์ และเขาก็ทำมันออกมาได้ดีซะด้วย

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่า ทำไมคนเราถึงต้องนอนหลับ อาจจะเป็นการกำจัดสารพิษออกจากสมอง หรือให้สมองได้พักเพื่อจัดการกับข้อมูลที่อยู่ในสมอง แต่ที่รู้ ๆ คือ การีอดหลับอดนอนถือเป็นเรื่องอันตราย

ขอบคุณที่มาจาก: urbansurvivalsite, businessinsider

Written by: Typrn

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...