ทรัมป์ตัดจีเอสพี.แค่ระเบิดลูกแรก…ระวังลูกที่สองตามมาแน่
เหมือนฟ้าผ่าโดยที่ไม่มีเสียงฟ้าร้อง ไม่ได้มีเค้ามาเลยว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดี” โดนัล ทรัมป์”จู่ๆก็ประกาศตัดสิทธิ์ จี เอส พี.สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา 571 รายการหรือ 1 ใน 3 ทำให้สินค้าไทยต้องเสียภาษีนำเข้า 4-5% จากเดิมไม่เสียประเมินความเสียหาย 1,300 ล้านเหรียญราวๆ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผลในอีก 6 เดือนหรือเมษายนปีหน้า
ต้องเข้าใจว่าจีเอสพี (GSP )คือ สิทธิทางภาษีที่ประเทศที่พัฒนาให้กับประเทศที่กำลังพัฒนา โดยไม่ต้องเสียภาษีสินค้านำเข้าบางรายการเมื่อส่งสินค้าไปขายในประเทศผู้ให้สิทธิ ปัจจุบันสหรัฐให้สิทธิ แก่ประเทศต่าง ๆ ครอบคลุมสินค้าประมาณ 3,500 รายการซึ่งไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ยังได้รับสิทธินี้ เมื่อถูกตัดสิทธิ์ความได้เปรียบก็จะหายไป การส่งออกของไทยจะลำบากมากขึ้น
พลันที่มีประกาศคนไทยกลุ่มหนึ่งก็ออกมาตะโกนด่าสหรัฐว่าเพราะไทยแบน 3สารพิษแต่สหรัฐยืนยันการตัดจีเอสพี.ครั้งนี้ไม่ใช่มาจากเรื่องแบน3สารพิษแน่นอนก็น่าจะจริงแม้สหรัฐจะไม่พอใจเรื่องนี้ถึงขั้นออกมากดดันไทยเป็นระลอกๆ แต่ถ้าจะตัดสิทธิ์ก็ไม่น่าจะรวดเร็วขนาดนี้ สหรัฐเขามีกระบวนการต้องนำเรื่องเข้าสภาฯ พิจารณาอย่างมีขั้นมีตอน แม้ว่า”ทรัมป์”จะไม่พอใจก็ไม่ใช่มีอำนาจฟันทันทีต้องใช้เวลาพิจารณาอีกหลายเดือนทรัมป์ไม่มี ม.44 เหมือนบางประเทศในอดีต
แต่น่าจะมาจากกรณีไทยปฏิเสธการนำเข้าชิ้นส่วนหมูจากสหรัฐอเมริกาฯมาตลอด หลังจากปี 2557 สหรัฐฯพยายามให้ไทยนำเข้าแต่ต้องพับแผนเพราะไทยห่วงเรื่องความปลอดภัยทางอาหารส่วนเรื่องไทยไม่คุ้มครองแรงงานมากพอก็ไม่น่าใช่คงยกมาให้ดูดีเท่านั้น เพราะช่วงที่ไทยถูกจัดอันดับ รายงานการค้ามนุษย์ ระดับเทียร์ 3 ไทยยังไม่ถูกตัดจีเอสพี แต่ทำไมจะมาตัดสิทธิ์ตอนนี้ซึ่งเราได้รับการจัดอันดับอยู่ที่เทียร์ 2ดูแล้วไม่มีเหตุผล
อย่าหลงประเด็นว่าไทยโดนเล่นงานเพราะไปแบน3สารพิษจะทำให้เสียกระบวน หรืออาจจะเข้าทางพวกที่คัดค้าน ฉะนั้นการแบน 3 สารพิษต้องเดินหน้าต่อไป
อย่างไรก็ตามแม้เที่ยวนี้ไม่เกี่ยวกับแบน3สารพิษ แต่เที่ยวหน้าโดนหางเลขแน่ๆสหรัฐจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาตอบโต้เพื่อกีดกันการค้าของไทย จะด้วยวิธีตัดสิทธิ์ จีเอสพี.เหมือนครั้งนี้หรือจะมีมาตรการใดมาตรการหนึ่งอย่างแน่นอน ระเบิดลูกที่สองน่าจะรุนแรงกว่าลูกแรก ทีระเบิดเมื่อวันที่ 25ตุลาคมที่ผ่านมาถึงตอนนั้นสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐคงปั่นป่วนหนัก คนที่เกี่ยวข้องต้องรับมือให้ดี
มีรายงานข่าวจากผู้ใหญ่ในกระทรวงพานิชย์บอกว่า เรื่องนี้สหรัฐรายงานเข้ามาตั้งแต่ปี 58 และรายงานเข้ามาที่กระทรวงเป็นระยะๆขณะที่ โฆษกรัฐบาลก็ออกมาบอกว่า พลเอกประยุทธิ์ จันโอชานายกรัฐมนตรีรู้เรื่องนี้มาหนึ่งเดือนแล้ว แต่ที่แปลกใจตรงที่รู้เรื่องนี้กันมาเป็นเดือนเป็นปี แต่ไม่เห็นมีใครทำอะไรทั้งๆที่เป็นเรื่องใหญ่ในสถานการณ์ส่งออกไทยติดลบติดต่อกันมาหลายเดือน ทำไมไม่บอกกล่าวให้ผู้ประกอบการเตรียมรับมือแต่เนิ่นๆหรือให้ประชาชนได้รับรู้เรื่องราวบ้างทำไมเก็บเงียบไว้เฉยๆปล่อยให้เรื่องนี้บานปลายมาถึงวันนี้ได้อย่างไร ทำยังกับมือสมัครเล่น
นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรน่าเจ็บใจ รัฐบาลไทยเสียรู้พยามแสดงน้ำใจกับรัฐบาลสหรัฐถึงกับยอมให้กองทัพบกซื้อเฮลิปค็อปเตอร์ โจมตี AH-6i จำนวน8 ลำ วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาทก็หวังจะสร้างการยอมรับ แต่กลับโดนตอบแทนอย่างสาสมแสดงว่าสหรัฐไม่เห็นหัวไทยเลย
ตอนนี้กระแสความรักชาติกำลังถูกจุดให้แบนสินค้าสหรัฐ แต่ก็คงแค่จุดพลุสักพักแล้วก็หาย แต่ถ้าจะให้ดีได้ผลจริงๆต้องช่วยกันรณรงค์เรียกร้องให้กองทัพแบนซื้ออาวุธจากสหรัฐหรือเอาเฮลิปค็อปเตอร์ไปคืน น่าจะดี