คอชานมไข่มุกไทยบริโภคมากสุดในอาเซียน ‘The Alley’ ขายเดือนละกว่าแสนแก้ว
The Bangkok Insight
อัพเดต 30 ต.ค. 2562 เวลา 10.58 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 10.58 น. • The Bangkok InsightThe Alley ฉลองครบรอบเปิดตลาดไทย 1 ปี ด้วยยอดขายกว่า 1 แสนแก้วต่อเดือน เดินหน้าลุยขยายสาขาเพิ่มเท่าตัว ควบคู่เพิ่มสินค้าใหม่ ทั้งไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ เบเกอรี่ และแตกไลน์ธุรกิจแคเธอริ่ง
The Alley ชานมไข่มุกโลโก้หัวกวาง ที่เข้ามาครองใจคนไทยครบ 1 ปี มีต้นกำเนิดจากสาขาแรกในประเทศไต้หวันเมื่อปี 2557 จากนั้นภายใน 1 ปี ได้ขยายสาขาเพิ่มเป็น 10 สาขาในไต้หวัน ต่อมาในปี 2559 ได้เริ่มขยายสาขาออกไปยังประเทศแคนนาดาและมาเก๊า และในปี 2560 ขยายสาขาใน มาเลเซีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีนและเวียดนาม จนปี 2561 ที่ผ่านมาได้เข้าไปเปิดตลาดในประเทศฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และเกาหลี และในประเทศไทย
จนถึงปัจจุบัน The Alley มีสาขาอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก ทั้งหมดกว่า 315 สาขา โดยจุดเด่นคือเป็นแบรนด์ชานมไข่มุกไลฟ์สไตล์พรีเมียม ที่ใส่ใจสุขภาพผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
นายอนล ธเนศวรกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มิลลาร์รี่ จำกัด มาสเตอร์แฟรนไชส์ The Alley ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลจากแกร็บฟู๊ด (Grab Food) ระบุว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวไทยบริโภคชานมไข่มุกมากที่สุด เฉลี่ยคนละ 6 แก้วต่อเดือน ตามด้วยชาวฟิลิปปินส์บริโภคชานมไข่มุกเฉลี่ยคนละ 5 แก้วต่อเดือน และ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย บริโภคเฉลี่ยคนละ 3 แก้วต่อเดือน
ขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชานมไข่มุกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2561 มียอดสั่งซื้อเติบโตเพิ่มขึ้น 3,000% จากแบรนด์ชานมไข่มุกกว่า 1,500 แบรนด์ ที่มีหน้าร้านจำหน่ายรวมกว่า 4,000 สาขา ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดเครื่องดื่มชานมไข่มุกยังเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงในประเทศไทย
สำหรับตลาดในประเทศไทยนั้น หลังจากเปิดให้บริการมาครบ 1 ปี พบว่า มียอดขายสูงถึงกว่า 100,000 แก้วต่อเดือน และมีการพัฒนาร้านในหลากหลายรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแต่ละทำเล เช่น การตกแต่งร้านที่เป็นธรรมชาติ, การเปิด The Alley Express เป็นรูปแบบร้านที่เหมาะสำหรับลูกค้ามาซื้อเครื่องดื่มกลับไปทานที่บ้านหรือที่ทำงาน และบริการเดลิเวอรี่ ที่เน้นการบริการที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงรูปแบบ The Alley Café ที่มาพร้อมกับความหลากหลายของเมนู ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้มากขึ้น และมีพื้นที่ให้ลูกค้าสามารถนั่งชิลหรือนั่งทำงานภายในร้านได้
นางสาวอุณาวรรณ ตั้งคารวคุณ ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลลาร์รี่ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา บริษัทจึงมีแผนเดินหน้าลุยขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยวางยุทธศาสตร์ 5 ด้านได้แก่
1. มุ่งขยายสาขา The Alley ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 20 สาขาภายในปี 2563 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยมุ่งไปในจังหวัดที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ อุดรธานี ชลบุรี ระยอง และภูเก็ต จากปัจจุบันที่เปิดให้บริการแล้ว 12 สาขา และในเดือนธันวาคมปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา ได้แก่ ไอคอนสยาม และเดอะมอลล์งามวงค์วาน
2. แผนการเพิ่มสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มความหลากหลายและสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ สูตรเฉพาะที่ The Alley, การเพิ่มเมนูเบเกอรี่ เพื่อจำหน่ายในร้าน The Alley Café, เพิ่มเมนูเครื่องดื่มร้อนมากกว่า 20 เมนู รวมถึงการพัฒนาเครื่องดื่มชานมไข่มุกเมนูใหม่ ที่เป็น ซีซันนอล ตอบโจทย์ตลาดไลฟ์สไตล์และสุขภาพ เช่น ไข่มุกบราวน์ชูก้าร์ สูตรพิเศษที่ผสมผสานกับนมถั่วเหลืองของดีน่า
3. Catering เป็นการขยายธุรกิจการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ สำหรับงานสัมมนา อีเว้นท์ งานแต่งงาน จับกลุ่มธุรกิจโรงแรม ออฟฟิศสำนักงาน โดยนำรูปแบบของ The Alley ไปให้บริการ พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่ม อร่อย ๆ ถึงสถานที่นั้น ๆ ทำให้รู้สึกเหมือนรับประทานอยู่ที่ร้าน
4. เพิ่มเมนูที่มีส่วนผสมที่เป็นออร์แกนิค เพื่อให้สอดรับกับกระแสสุขภาพของผู้บริโภค เช่น น้ำเชื่อมที่ผลิตจากอ้อยออแกนิคไม่ผ่านการฟอกขาว ไซรัปน้ำตาลอ้อย ปลอดสารเคมี ไม่ปรุงแต่งกลิ่น และสีสังเคราะห์ใบชาออแกนิค คัดสรรใบชาที่ผ่านกระบวนการปลูกแบบออแกนิค
5. มุ่งสู่ Go Green โดยจะแบ่งเป็น การดำเนินการภายใน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ส่วนประกอบออแกนิค การบริหารจัดการเศษอาหารอย่างมีศักยภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น แก้ว ถุง หลอดดูด เป็นต้น และการดำเนินการภายนอกด้วยการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ได้แก่ การรณรงค์ลดขยะพลาสติก ด้วยการนำแก้วและหลอดดูดของตัวเองมาซื้อเครื่องดื่ม รณรงค์ให้ใช้ถุงกระดาษ ถุงผ้าใส่เครื่องดื่มแทนพลาสติก เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจจากการจำหน่ายสินค้าของบริษัท โดยพบว่า 80% ของยอดขาย เป็นเครื่องดื่มชานม และ บราวน์ ซูการ์ โดยกลุ่มลูกค้าหลัก 79% เป็นผู้หญิง และ 21% เป็นผู้ชาย ช่วงอายุที่บริโภคสูงสุดอยู่ที่ 24 – 35 ปี มีกว่า 50% และช่วงอายุ 35 – 44 ปี มากกว่า 25% นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้บริโภคนิยมรับประทานหวานน้อยลง โดยผู้บริโภคกว่า 65% นิยมสั่งลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มลง 33% สั่งลดปริมาณน้ำตาลให้มีรสชาติหวานน้อย 26% สั่งหวานปลานกลาง และ 6% ไม่ใส่น้ำตาล พบเพียง 35 % เท่านั้นที่สั่งความหวานในระดับปกติ