โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

+++Laos Alone เที่ยวลาวหน้าฝนคนเดียวก็ได้+++แบกเป้ล่องน้ำโขงไปหลวงพระบาง-วังเวียง-เวียงจันทน์ ราคาประหยัด

Readme.me

อัพเดต 14 มิ.ย. 2560 เวลา 03.52 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2560 เวลา 10.10 น. • ชะนีแบกเป้

สบายดี มีผัวแล้วบ่"

คำทักทายแรกจากคนลาวที่ยากจะลืม

อยู่ๆประโยคนี้ก็โผล่ขึ้นมาในหัว แล้วก็ทำให้เราอดขำขึ้นมาไม่ได้ เพราะคนถามคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น ฟังภาษาลาวไม่ออก การไปเที่ยวลาวของเราครั้งนี้มีอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจและอยากจะเขียนเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาเพื่อบันทึกความทรงจำดีๆและแบ่งปันสิ่งที่เราได้ไปสัมผัสมาให้กับหลายๆคน ถ้าพูดถึงประเทศลาวหลายคนก็คงเคยไปมาแล้ว อ่านมาก็รีวิวมาก็เยอะ แต่ขอบอกก่อนว่า การไปเที่ยวลาวของเราครั้งนี้ไม่เหมือนทริปอื่น เพราะเราเดินทางไปทางเรือแถมยังไปช่วงฤดูฝนอีก เห้ย! แต่ว่าจริงๆแล้ว ฝนมันก็ไม่ได้แย่เสมอไปนะ ลองทำอะไรที่มันไม่เหมือนคนอื่นดูมันอาจจะทำให้เราได้เห็นอะไรที่มันแตกต่างออกไปก็ได้ วันนี้เราก็เลยจะมาเล่าให้ฟังในอีกมุมนึงว่าเที่ยวลาวหน้าฝนมันเป็นยังไง

  1. อดทนเวลาที่ฝนพรำ

แน่นอนค่ะ ไปเที่ยวหน้าฝน ยังไงก็เจอฝนตก อยู่ที่ว่าเราจะเที่ยวไปกับมันยังไงให้สนุกมากกว่า ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นคนเหนือ เหนือขอนแก่นมานิดนึง ตึ่งโป๊ะ!! ล้อเล่นค่ะ เหนือจริงๆเนี่ยแหละ เราก็เลยเลือกที่จะเดินทางไปทางเชียงของโดยการนั่งรถกรีนบัสไปแล้วพักที่นั่น 1 คืน ซึ่งระหว่างทางฝนก็ตกตลอดทาง โรคเหงาถามหาทุกครั้งที่ฝนตกกันเลยทีเดียว มีใครเป็นเหมือนกันบ้างคะ อาการแบบ เหงา เหงา คนรักไม่มีอย่างเค้า ชีวิตนี้มีแต่เหงา… 555

เราพักที่บ้านฝ้ายเกสเฮ้าส์ที่เชียงของ 1 คืน เป็นห้องพัดลมราคา 350 บาท ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะนอนแค่คืนเดียว แต่พอเปิดห้องไป โอ้โห มีทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับน้ำอุ่นและของใช้ในห้องน้ำ มีน้ำให้อีกสองขวด แถมยังมีจักรยานให้ยืมฟรีอีกด้วย เจ้าของก็ใจดี เป็นกันเองมากๆ ห้องพักราคาบ้านๆ แต่บริการระดับโรงแรม ถือว่าคุ้มค่ามากๆเลยล่ะค่ะ

เราซื้อแพคเกจเรือช้าไปหลวงพระบางจากที่นี่ ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่าเรือ 2 วัน (เรือหยุดพักครึ่งทางที่ปากแบ่ง1คืน) ค่ารถไปส่งที่ด่าน ค่ารถระหว่างด่านและค่ารถไปท่าเรือด้วย จริงๆแล้วถ้าไปซื้อเองที่ท่าเรืออาจจะได้ราคาถูกกว่า แต่ก็ถูกกว่าไม่มากค่ะ ประมาณ 100 - 200 บาท สำหรับคนที่ไปครั้งแรกหรือต้องการความสะดวกแนะนำให้ซื้อเป็นแพกเกจไปเลยค่ะ สะดวกดี

ตอนเช้าก่อนไปด่านเราก็จะได้รับแบบฟอร์มที่ให้กรอกเวลาข้ามด่านพร้อมกับก็จะได้สติกเกอร์แบบนี้ไว้ติดเสื้อ เพื่อที่เวลาเราข้ามไปฝั่งลาว คนที่มารับฝั่นนู้นจะได้รู้ว่าเรามาจากบริษัทไหน ตอนข้ามด่านเราสามารถแลกเงินได้ที่ด่านเลย เราแนะนำว่าแลกจากที่ด่านแค่พอค่าอาหารและที่พัก 1 คืนก็พอ แล้วค่อยไปแลกอีกทีที่หลวงพระบางเพราะได้เรทดีกว่า

พอข้ามไปฝั่งลาวก็จะมีคนมารับเราไปส่งที่ท่าเรือบั๊คเพื่อขึ้นเรือไปหลวงพระบาง เรือจะออกประมาณ 11.00 โมง ที่นั่นเราจะได้รับตั๋วเรือสำหรับทั้งสองวัน เก็บไว้ให้ดีนะคะ เพราะวันที่สองเค้าจะมีการตรวจตั๋วอีกรอบนึงค่ะ เราแนะนำว่าให้ทานข้าวที่ท่าเรือหรือซื้ออะไรไว้ทานในเรือจะดีมาก เพราะในเรือจะขายแพงกว่า

บนเรือก็จะมีทั้งคนลาว และชาวต่างชาติ เมื่อก่อนที่นั่งบนเรือจะมีทั้งเก้าอี้และไม้กระดานซึ่งนั่งนานๆจะปวดตูดต้องซื้อเบาะไปรองนั่ง แต่เดี๋ยวนี้เค้าปรับปรุงให้เป็นเก้าอี้ทั้งลำแล้วค่ะ ระหว่างทางถ้ากลัวเบื่ออาจจะพกหนังสือสักเล่มไว้อ่านหรือโหลดเพลงไว้ฟังในมือถือก็ได้ บางคนก็นั่งหลับ บางกลุ่มก็ย้ายมานั่งดื่มเบียร์เล่นไพ่กันท้ายเรือแก้เบื่อ ส่วนเราก็ตื่นตาตื่นใจกับวิวรอบข้างแล้วถ่ายรูปรัวๆ 555

สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 เชียงของ-ห้วยทราย

ระหว่างทางเราได้เห็นวิถีชีวิตของคนลาวที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำโขงว่าเค้าใช้ชีวิตกันยังไง ซึ่งเราว่าถ้าก่อนหน้านี้ถ้าเราตัดสินใจเรานั่งรถหรือเครื่องบินไป เราก็คงพลาดประสบการณ์ตรงนี้ไปซึ่งเราว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการนั่งเรือเลยล่ะ

ชาวลาวชอบเลี้ยงวัวโดยไม่ล่ามเชือกและปล่อยให้วัวเดินกินหญ้าไปตามธรรมชาติ

ระหว่างทางก็แวะส่งคนลาวตามริมฝั่งแม่น้ำ บางทีก็จะเห็นเด็กน้อยชาวลาวกระโดดน้ำเล่นกับเพื่อนๆหรือมาคอยยืนโบกมือทักทายนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาพที่น่ารักทีเดียวค่ะ :)

  1. บทเรียนที่แสนเจ็บปวด

เรามาถึงปากแบ่งประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งเรือจะหยุดพักที่นี่ 1 คืน พอลงเรือไปก็จะไปเจอกับกลุ่มคนลาวที่มายืนถือป้ายที่พักให้เราเลือกกันอย่างหลากหลายราวกับมาชูป้ายไฟรอนักร้องที่ตัวเองชอบ นักท่องเที่ยวบางคนก็เลือกที่พักจากคนเหล่านั้นเลย แต่สำหรับเรา เราเลือกที่จะเดินไปหาที่พักเอง ซึ่งเราได้ที่พักในราคา 50,000 กีบ ถ้าคิดเป็นเงินไทยประมาณสองร้อยกว่าบาทซึ่งตอนที่เราดูห้องมันก็ค่อนข้างโอเคแถมมีแอร์ด้วย เราก็เลยตกลง แล้วก็เป็นที่มาของ "บทเรียนที่แสนเจ็บปวด"

บทเรียนที่เราว่านี้ก็คือ ตอนที่เราตกลงจ่ายค่าที่พัก เป็นครั้งแรกที่เราหยิบเงินลาวออกมาใช้ครั้งแรก ซึ่งเรากำลังงงๆกับเงินลาวอยู่ เราก็หยิบแบงค์ 5,000 ให้ เค้าก็บอกว่ามันไม่พอ เราก็ดูว่า เออ จริงด้วย เราก็หยิบแบงค์ใหม่ให้ไป แต่คราวนี้เราก็ดูดีๆอีกทีก่อนส่งให้ ซึ่งมันเป็นแบงค์ 100,000 เค้าก็บอกว่า ยังไม่พอ เราก็พูดไปว่าไม่พอได้ไง ก็แสนนึง ค่าห้องห้าสิบพันไม่ใช่หรอ(ห้าสิบพันก็คือห้าหมื่นบ้านเรานั่นเอง) ผู้ชายคนนั้นก็ทำเนียนบอก อ่อๆ ใช่ละ แต่แค่นั้นยังไม่พอ พอเข้าไปในห้อง เราก็ลองเปิดแอร์ดู ปรากฎว่าแอร์เสียจ้า แต่ก็ยังดีที่มีพัดลมที่ยังใช้งานได้อยู่ คืนนั้นก็ไม่ได้ชารต์แบตมือถือเลย เพราะเต้าเสียบหลุดมาจากผนัง อ่านไม่ผิดหรอกจ้า คือหลุดออกมาจากผนังจริงๆ ซึ่งตอนนั้นเรากลัวไฟดูดเลยไม่กล้าใช้ แล้วตอนอาบน้ำ น้ำก็ไหลน้อยมาก และก็ตามเสต็ป เครื่องปรับน้ำอุ่นก็เสียอีกค่า แต่ว่าแค่คืนเดียวเราก็ทนอยู่ไปค่ะ เราถามคนที่นั่งเรือด้วยกันที่พักที่อื่นก็เจอแบบเดียวกัน บางคนก็เจอหนักกว่าตรงที่น้ำไม่ไหลเลย แต่ว่าห้องพักดีๆก็มีนะคะ แต่แพง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเอารูปข้าวผัดมาทำไม เราจะบอกว่า นี่แหละค่ะสิ่งที่เจ็บปวดใจกว่าห้องพัก ข้าวผัด ข้าวผัดแบบธรรมด๊าธรรมดาที่บ้านเราขายจานละ 35-40 บาท แต่ข้าวผัดนี้พิเศษ โคตะระพิเศษ เพราะมันราคา 120 บาท ดูจากเมนู ข้าวผัดโง่ๆ ไม่ใส่อะไรเลย ประมาณว่าข้าวเปล่าผัดกับเครื่องปรุงเฉยๆก็ราคา80 บาทแล้ว ข้าวผัดใส่ไข่หรือใส่ผัก 100 บาท ข้าวผัดหมูใส่ทุกอย่าง 120 บาท เงิบไปเลยกับอาหารมื้อแรกที่ลาว แต่ก็ต้องยอมจ่ายค่ะ ร่างกายเราต้องการสารอาหารครบถ้วน หรือพูดง่ายๆว่าขาดหมูไม่ได้นั่นเอง 555

  1. ยินดีที่ได้รู้จัก

หลังจากทนนอนในห้องนั้นมาหนึ่งคืน ตื่นเช้ามาก็เจอกับฝนที่ตกปรอยๆ เราก็เก็บกระเป๋าออกจากที่พักไปนั่งรอที่เรือ ก่อนขึ้นเรือ ก็แวะซื้อบาเก็ต หรือแซนวิชที่เป็นขนมปังฝรั่งเศษใส่แฮมกับผักไว้ทานบนเรือสองอัน อันละประมาณ 60 บาท ตอนเช้าที่ท่าเรือมีหมอกลงเพราะความชื้นจากฝน อากาศก็เย็นสบายแถมวิวสวยอีกด้วย

วันนี้เรือออก 10.00 โมงซึ่งเร็วกว่าเมื่อวาน แต่ไม่ใช่เรือคันเดิม ซึ่งคันไหนนั้นเราก็สังเกตุจากเพื่อนร่วมทางที่นั่งมาด้วยกันในเรือวันแรกเอา หรือจะถามคนขับเอาก็ได้ ก่อนเรือออกก็จะมีคนมาตรวจตั๋ว เราก็ยื่นให้เค้าไป แล้วก็ไปหาที่นั่ง

ระหว่างทางไปหลวงพระบาง ฝนก็ตกตลอดทาง เรียกว่าตกทั้งวัน ตกจนหนาว ทำให้ทุกคนในเรือต้องหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่ มาลาวครั้งนี้เหมือนได้มาสัมผัสบรรยากาศครบทั้งสามฤดู ทั้งฝนตก แดดออก ทั้งหนาว แต่ข้อดีของการที่ฝนตกก็คือเรือไปได้ไว ทำให้ถึงหลวงพระบางเร็วขึ้น เห็นมั้ยล่ะ ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่

ระหว่างที่นั่งเรือ ก็มีเด็กน้อยชาวลาวเดินมาเล่นด้วย ซึ่งเด็กน้อยคนนี้เป็นคนที่ทำให้เราได้เพื่อนใหม่หลังจากที่น้ำลายบูดไม่ได้คุยกับใครมาหนึ่งวัน ตอนนั้นมีคนจีนที่พูดภาษาอังกฤษได้คนนึงพยายามมาเล่นกับเด็กแล้วก็ถามว่าน้องอายุเท่าไหร่ซึ่งแม่เค้าฟังไม่ออก เราก็เลยเป็นล่ามให้ ก็เลยเป็นเหตุให้ได้คุยกันและมีเพื่อนคุยไปจนถึงหลวงพระบาง

  1. ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ

เรือไปถึงหลวงพระบางประมาณสี่โมงเย็น ซึ่งตอนนั้นฝนเริ่มหยุดแล้ว หลังฝนตกอากาศเย็นสบายมาก ท้องฟ้าแจ่มใส มองแล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

พอถึงท่าเรือหลวงพระบางก็จะมีบริการแท็กซี่อยู่ตรงท่าเรือไปส่งที่ตัวเมือง ตอนนั้นเราก็ถามเพื่อนคนจีนที่นั่งคุยกันจนสนิทว่ามีที่พักหรือยัง เพราะเราจองที่พักไว้แล้ว ก็มีผู้ชายอีกคนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆมาได้ยินพอดี เค้ายังไม่ได้จองที่พัก เค้าก็เลยขอตามเราไปด้วย เราก็เลยนั่งแท็กซี่ไปด้วยกันสามคน แต่เพื่อนคนจีนตกลงพักอีกที่นึงเพราะเค้าเจอเพื่อนร่วมสัญชาติที่นั่น ส่วนอีกคนซึ่งเป็นคนชิลีที่ติดสอยห้อยตามมาก็พักที่เดียวกับเรา ซึ่งคนนี้ก็กลับกลายมาเป็นเพื่อนเที่ยวของเราทั้งทริปนั่นเอง

เราพักที่ Downtown Backpackers hostel ซึ่งอยู่ในตัวเมืองติดกับตลาดเช้า เป็นโฮสเทลห้องละ 6 คน ราคาคืนละสองร้อยกว่าบาทรวมอาหารเช้า ซึ่งเราว่าอาหารเช้าค่อนข้างดี รสชาติอร่อยเลยล่ะ ช่วยประหยัดตังค์ไปได้หลายมื้อเลย แหะๆ แอบงก :P

หลังจากเก็บของเข้าห้องพักเราก็ออกมากินข้าวเย็น มื้อแรกที่หลวงพระบางเป็นเฝอ ก๋วยเตี๋ยวที่มีเครื่องปรุงป็นซอสพริกและผงชูรสที่ทำเอาสะพรึงกันเลยทีเดียว แต่ว่าเค้ามีผักให้เติมได้ไม่อั้นเลย ดีจริงๆ

หลังจากทานข้าวเย็นก็ไปเดินถนนคนเดินแล้วก็กลับมานั่งจิบเบียร์ลาวเย็นๆซักหน่อย เดี๋ยวเพื่อนจะหาว่ามาไม่ถึงลาว ซึ่งเบียร์ลาวเป็นสิ่งแรกที่ราคาถูกกว่าบ้านเรา ส่วนอย่างอื่นแพงกว่าแทบทุกอย่าง คืนนี้เราคุยกับเพื่อนว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปใส่บาตรข้าวเหนียว หลังจากนั้นก็จะไปน้ำตกตาดแส้ต่อ ตอนนั้นมีผู้ชายคนนึงเดินผ่านมาที่โต๊ะพอดี ก็เข้ามาทักทายแล้วชวนไปน้ำตกด้วยกันเพื่อที่จะได้หารค่ารถกันได้ถูกลง เรากับเพื่อนเลยก็ตกลงเพราะความงกเข้าครอบงำ อิอิ

  1. คนเดียวแต่ไม่เปลี่ยวใจ

จากที่นัดกับเพื่อนไว้เมื่อคืนว่าจะตื่นเช้าไปใส่บาตร พอตื่นมา อ้าว! ฝนตกอีกแล้ว แต่เราก็สู้ไม่ถอย ยังคงทำตามแผนที่วางไว้ เดินออกไปที่ตลาดเช้าเพื่อซื้อข้าวเหนียวไปใส่บาตร

พอซื้อข้าวเหนียวเสร็จก็ออกมายืนข้างถนนรอพระ แต่พอนาทีที่เห็นพระเดินมา สิ่งเดียวที่พูดได้ตอนนั้นคือ คุณหลอกดาววววว ด้วยความที่อ่านรีวิวคนอื่นเค้ามาว่าจะมีพระออกมาเรียงแถวบิณฑบาตรสองสามร้อยรูป ตัดภาพมาที่เรา เอิ่มมม มีพระมาบิณฑบาตรประมาณ 6-7รูป จบกันสิ่งที่คิดไว้ ฝนตกแบบนี้ อย่าหวังว่าจะมีรูปสวยๆเวลาใส่บาตรแบบรีวิวอื่นเลยค่ะ แล้วพระท่านเดินค่อนข้างเร็วด้วย ถ่ายรูปไม่ทันเพราะต่างคนต่างใส่ นึกภาพตอนกำลังจกข้าวเหนียวร้อนๆเพื่อใส่ให้ทันครบทุกรูปดูค่ะ ร้อนก็ร้อน รีบก็รีบ แต่ก็สนุกดีค่ะ เที่ยวหน้าฝนไม่คาดหวังเท่ากับไม่ผิดหวังค่ะ 555 ใส่ผ้ากันฝนตรองกันไป

ตอนแรกคิดว่าฝนคงจะตกทั้งวันคงไม่ได้ไปเที่ยวน้ำตกแล้ว แต่ยังโชคดีที่พอตกบ่ายฝนก็หยุดตก พอถึงเวลาลานัด เรากับกลุ่มเพื่อนที่โฮสเทลก็พากันออกไปหาแท็กซี่ ต่อรองราคากับคนขับไปน้ำตกได้ในราคาคนละ 170 บาท เป็นราคาไป-กลับรวมค่าบัตรเข้าชม พอไปถึง ตรงทางขึ้นน้ำตกจะมีศุนย์อนุรักษ์หมีดำอยู่ แวะถ่ายรูปหมีซะหน่อย และเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆจนถึงตัวน้ำตก

ต้องบอกว่าเป็นน้ำตกที่สวยมาก และน้ำใสจริงๆค่ะ แต่ตรงนี้น้ำตื้น เล่นไม่ได้ ต้องย้อนลงไปเล่นที่ชั้นล่าง

เรากับเพื่อนก็เดินลงมาเล่นน้ำที่ชั้นล่าง ฝนก็ตกปรอยๆ เล่นไปหนาวไป เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมเพื่อนที่โฮสเทลมีแต่ผู้ชายล้วน มีเราเป็นชะนีอยู่คนเดียว อะไรจะฟินขนาดนี้ งานนี้ชะนีแฮปปี้ 555 เราเดินต่อขึ้นไปที่ยอดน้ำตก ซึ่งเป็นทางขึ้นเขา ใช้เวลาเดินขึ้นไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเราก็เดินตามต้อยๆอยู่ท้ายแถวเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียว เหนื่อยโฮกกกก พวกแกเห็นชั้นเป็นผู้ชายใช่ม้ายยยยยย T_T จริงๆพวกเพื่อนๆก็รอนะคะ แถมลากขึ้นเขาด้วย ดราม่าไปงั้นแหละ ฮี่ๆ

ถึงแล้วค่ะ ยอดน้ำตกก็จะมีแอ่งน้ำประมาณนี้ไหลลงไปที่ชั้นล่าง

ตรงนี้เป็นมุมจากยอดน้ำตก ส่วนตัวเราว่าไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ไม่คุ้มกับที่เหนื่อยเพราะต้นไม้ขึ้นบังวิวหมด ขากลับเราเดินลงมาฝนเริ่มตกอีกรอบ พวกเราเลยรีบกลับที่พักไปนั่งจิบเบียร์คุยกันท่ามกลางฝนตกที่โฮสเทล ฟินนนนน

6.มีพบต้องมีจาก

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ที่หลวงพระบาง เพื่อนในกลุ่มส่วนใหญ่นั่งเครื่องบินกลับบ้านกันแล้ว เหลือแต่เรากับเพื่อนที่เจอกันในเรือ เป็นช่วงเวลาที่หดหู่ช่วงนึงเลยทีเดียว เพราะจะต้องบอกลาเพื่อนๆแล้ว กลุ่มก็เริ่มเงียบลง ถึงเราจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่กี่วันแต่รู้สึกสนิทกันมากเพราะใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด วันนี้เราเลยจบทริปหลวงพระบางด้วยการเดินเที่ยววัดและสถานที่ต่างๆในตัวเมืองให้ทั่วก่อนเดินทางไปวังเวียงต่อ

วัดแสนสุขาราม

วัดเชียงทอง

จิตรกรรมฝาผนังวัดเชียงทอง

หอพระบาง

พระธาตภูสี

เมืองหลวงพระบาง

สะพานไม้ไผ่แม่น้ำคาน

7. บอกลาหลวงพระบาง เดินทางไปวังเวียง

วันนี้เราต้องบอกลาหลวงพระบางแล้ว รู้สึกว่ายังไม่อยากไปจากเมืองนี้เลย เพราะหลวงพระบางเป็นเมืองเล็กๆที่สงบ หลังจากสี่ทุ่มทุกอย่างเงียบกริบ ร้านค้าและบาร์ส่วนใหญ่จะปิดสี่ทุ่ม แตกต่างจากเมืองหลวงที่แสนวุ่นวายในบ้านเราลิบลับ

เราจองรถตู้ไปวังเวียงจากโฮสเทลที่เราพักอยู่ไปวังเวียงในราคาสี่ร้อยกว่าบาท ซึ่งจะมีรถมารับที่นั่นเลย ระหว่างทางไปวังเวียงฝนตก ดินถล่มเล็กน้อย อากาศเย็นมีหมอกลงหนาเหมือนฤดูหนาว ทำให้เดินทางช้าเพราะมองไม่ค่อยเห็นทาง นั่งรถไปลุ้นไปกลัวรถตกเหว การเดินทางจากหลวงพระบางไปวังเวียงใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยวคล้ายๆเส้นทางเชียงใหม่-ปาย ถ้ากลัวว่าจะเมารถ แนะนำให้นั่งแถวหน้าสุด แต่ใครที่ขายาวอาจจะปวดขาหน่อย เพราะพื้นที่ด้านหน้าค่อนข้างแคบ

เราพูดได้เต็มปากว่าเราเป็นคนหนึ่งที่ตกหลุมรักภูเขาที่วังเวียง คือวังเวียงเป็นเมืองที่ภูเขาสวยมาก ยิ่งดูยิ่งชอบ คือมันเป็นเขาลูกใหญ่และสูง แถมยังเขียวชะอุ่มอีกด้วยเนื่องจากเราไปในช่วงฤดูฝน

8. ล่องห่วงยาง ปาร์ตี้ให้สุด

เช้าของอีกวันที่วังเวียง แดดเริ่มออก ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่จะไปเล่นกิจกรรมทางน้ำ ซึ่งมีทั้งพายเรือ และล่องห่วงยาง เราเลือกที่จะไปล่องห่วงยาง เพราะที่โฮสเทลที่เพื่อนเราพัก เค้าจัดกิจกรรมพาแขกทั้งโฮสเทลไปล่องห่วงยางพอดี ซึ่งมีรถพาไปเช่าห่วงยางและไปส่งที่จุดปล่อยตัวฟรีด้วย พอไปถึงจุดปล่อยตัว เราก็นั่งบนห่วงยาง แล้วปล่อยให้ห่วงยางไหลไปเองตามกระแสน้ำ ตามริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองข้างจะมีบาร์อยู่ จะมีคนคอยโยนเชือกให้ดึงเข้าฝั่งถ้าเราอยากแวะ ซึ่งเราก็แวะกับพวกเพื่อนๆที่โฮสเทล

ที่บาร์มีการเล่นเกมแข่งกัน สำหรับทีมที่ชนะก็จะได้รับเครื่องดื่มฟรี ซึ่งเราก็เล่นด้วยเพราะมาเที่ยวทั้งทีก็ต้องสนุกให้สุด มีทั้งแข่งดื่ม แข่งแย่งกันนั่งห่วงยางคล้ายๆเก้าอี้ดนตรีบ้านเรา ซึ่งบางครั้งเราว่าการที่เราได้ทำอะไรแบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่า เห้ย! ชีวิตวัยรุ่นมันต้องสุด เราควรได้ทำอะไรให้เต็มที่ อยากเมาก็เมา อยากเที่ยวก็เที่ยว เพราะก่อนหน้านี้เราคิดว่าทำงานเก็บเงินไว้ก่อน เดี๋ยวมีเงินค่อยเที่ยวก็ได้ แต่มาถึงตอนนี้ เรามากลับมาคิดอีกมุมนึงว่า ถ้าเรามัวแต่ทำงานเก็บเงินให้ได้เยอะๆก่อน พอถึงตอนนั้นเราอาจจะแก่จนไม่มีแรงไปเที่ยวแบบสมบุกสมบันแล้วก็ได้ :)

9. เดินเขาขึ้นถ้ำ โดดน้ำที่บลูลากูน

หลังจากหมดเวลาไปกับการล่องห่วงยางไป1วัน เรายังเหลืออีก1วันที่วังเวียง เรากับเพื่อนเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไปบลูลากูน เพราะถูกกว่าการนั่งรถสองแถวไปแถมยังได้ขับรถกินลมชมวิวด้วย

ระหว่างที่ขับรถไปไม่ต้องแปลกใจที่เห็นรถหยุดให้วัวข้ามถนน เป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะคนลาวเค้าไม่ล่ามวัวกัน

พอไปถึงบลูลากูน เรากับเพื่อนเลือกที่จะไปเดินเขาขึ้นถ้ำก่อนเพราะตรงจุดที่กระโดดน้ำเต็มไปด้วยโอ้ปป้าและอาจุมม่าเกาหลี

ทางขึ้นไปถ้ำค่อนข้างชัน เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันค่ะ ต้องพักดื่มน้ำเป็นระยะๆ

ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์อยู่ การเดินหลังจากจุดนี้ไปจะค่อนข้างมืดและลื่นพอสมควร ซึ่งหลังจากจุดนี้เราไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเพราะมัวแต่ระวังการเดิน และชื่นชมความงามของหินงอกหินย้อย

บลูลากูนช่วงฤดูฝนก็จะประมาณนี้แหละค่ะ น้ำจะไม่ค่อยใส บวกกับมีคนโดดน้ำเยอะอีก แต่ถึงแม้มันอาจจะไม่ดูไม่สวยมากมายเหมือนรีวิวที่เราเคยอ่านมา แต่เราว่ามันก็ยังคงสวยมีสเน่ห์ในแบบของมันอยู่นะ :)

10. เวียงจันทน์วันเดียว

หลังจากกลับจากบลูลากูนก็ดราม่ากอดลาเพื่อนชิลีเล็กน้อยแล้วชะนีก็ลุยเดี่ยวนั่งรถไปเวียงจันทน์ ระหว่างที่นั่งรถนั้นมีความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งเรือไวกิ้ง เพราะคนขับที่ลาวขัวรถเร็วอย่างกับจรวด แถมทางโค้งก็ไม่ค่อยเบรค เลี้ยวทีหน้าแทบติดกระจกด้านข้าง แต่ก็รอดถึงเวียงจันทน์ได้อย่างปลอดภัยในตอนเย็น

ที่เวียงจันทน์เราพักที่ Avalon B&B ราคาคืนละ 250 บาทรวมอาหารเช้าอีกเช่นเคย แหะๆ โฮสเทลค่อนข้างอยู่ในตัวเมือง สามารถเดินไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆได้ไม่ไกลมาก สังเกตได้ว่าทริปของเราจะเดินเอาซะส่วนใหญ่ และพักโฮสเทลที่มีอาหารเช้าให้ฟรี ซึ่งประหยัดค่าแท็กซี่และค่าอาหารไปได้เยอะ

เวียงจันทน์ยามเย็นหลังฝนตก

เราเริ่มทริปเวียงจันทน์จากธาตุดำซึ่งใกล้กับที่พักมากที่สุด เราใช้แอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า maps.me ในการเดินไปเที่ยวในที่ต่างๆตลอดทั้งทริปที่ลาวเพราะเป็นแอพที่ออฟไลน์ไม่ต้องต่ออินเตอร์เน็ตก็ใช้ได้ แนะนำให้โหลดมาไว้ใช้ค่ะ ดีจริงแถมไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด แต่จะกินพื้นที่หน่วยความจำหน่อยนะคะ

ต่อด้วยวัดศรีสะเกษ ซึ่งจะเป็นรูปบริเวณด้านนอกวัด เพราะในวิหารเค้าห้ามถ่ายรูปค่ะ

แล้วก็ตามด้วยหอพระแก้วซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดสีสะเกษ

หลังจากเดินเที่ยวชมภายในหอพระแก้วแล้วเราก็กะว่าจะเดินไปประตูชัยต่อ แล้วค่อยนั่งรถไปธาตุหลวงเพราะค่อนข้างไกลออกไป แต่พอดีมีลุงขับตุ๊กๆเดินมาถามพอดี โดยเสนอราคาให้เราที่ละ 50,000 กีบ สองที่ไปกลับ 100,000 กีบ คำนวนเป็นเงินไทยประมาณ 400 บาท ด้วยความงกบวกกับดูแผนที่จากแอพในมือถือมันแค่สามกิโลเมตรไม่ได้ไกลมากจึงต่อราคาลุงไป ลุงก็ลดให้เป็น 80,000 กีบ เราก็ยังไม่โอเค บอกแกว่าแพงไปสองที่นี้มันทางเดียวกัน แกก็บอกว่าลดไม่ได้แล้ว เราเลยบอกแกว่างั้นไม่เป็นไร แล้วก็หันหลังเดินไปต่อ แกเลยบอกว่า งั้น60,000 กีบ เราก็บอกว่าไม่เอาอ่ะ แค่นี้เองไม่ไกล เราเดินได้ แล้วก็เดินต่อ แกเลยถามว่างั้นให้เท่าไหร่ เราเลยบอกแกไปว่า สองที่ไปกลับ 50,000 กีบ แกก็เงียบไป เราก็ไม่สนใจเดินต่อไปเพราะคิดว่าข้างหน้ามีอีกเยอะแยะไว้ค่อยหาเอาก็ได้ แต่แกตะโกนตามหลังว่าโอเค เรานี่หันขวับรีบวิ่งไปขึ้นรถเลยทีเดียว คิดในใจว่าถ้าไม่ต่อนี่คงเสียตังค่าแท็กซี่ไปสี่ร้อยแล้ว นี่ลดลงตั้งครึ่งราคา หลายคนที่ไม่ชอบต่อคงโดนฟันไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย

โดดขึ้นรถแล้วก็ขอถ่ายเซลฟี่กับลุงเก็บไว้เป็นที่ระลึกซักหน่อย อุส่าห์ต่อได้ตั้งครึ่งราคา มีความภูมิใจ 555

ประตูชัย

ธาตุหลวง

หลังจากตระเวนเที่ยวครบที่หลักๆที่เราอยากไปแล้ว ด้วยเวลาที่จำกัด เราก็ต้องโบกมือลาเมืองลาวกลับไทยไปทำงานแล้ว ลุงคนขับแท็กซี่ก็ไปส่งเรากลับโฮสเทลเพราะเราจองรถกลับที่นั่น เป็นรถเวียงจันทน์-อุดรธานี พอขึ้นรถก็นั่งรถไปถึงด่านที่หนองคายแสตมป์ออกจากลาวเข้าประเทศไทยแล้วก็นั่งต่อไปจนถึงอุดรธานีแล้วก็ต่อเครื่องกลับเชียงใหม่ เป็นอันจบทริป

การไปลาวของเราครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิตที่ต่อให้มีใครมาเล่าให้ฟังยังไง บอกว่าสวยขนาดไหน มันก็คงยังไม่เท่าการที่เราได้ไปเห็นด้วยสองตาของเราเอง บางทีต่อให้มีเงินเก็บมากมายแค่ไหนแต่เราไม่ได้ใช้มันให้ชีวิตมีความสุขก็คงเปล่าประโยชน์ สำหรับเรา เรายอมเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกกับประสบการณ์และความทรงจำที่ประเมินค่าไม่ได้เหมือนกับที่อเล็กซานเดอร์ แชทท์เลอร์ได้กล่าวไว้ว่า "ยอมมีทรัพย์เพียงเล็กน้อยแล้วได้เห็นโลก ดีกว่าเป็นเจ้าของโลกทั้งโลกแล้วไม่เห็นอะไร"

สรุปค่าใช้จ่าย 10 วัน (คิดเป็นเรทในช่วงที่ไป)

- ค่ารถไปเชียงของ 259 บาท

- ค่าห้องพัก 2,257 บาท

- ค่าแพ็คเกจเรือช้า 1,350 บาท

- ค่าอาหาร 2,130 บาท

- ค่าแท็กซี่ไปที่ต่างๆ 331 บาท

- ค่าบัตรเข้าชมสถานที่ 443 บาท

- ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ 126 บาท

- ค่าเช่าห่วงยาง 233 บาท

- ค่ารถไปวังเวียง 417 บาท

- ค่ารถไปเวียงจันทน์ 190 บาท

- ค่ารถกลับอุดร 252 บาท

- ค่าผ่านแดน 100 บาท

- ค่าตั๋วเครื่องบินกลับเชียงใหม่ 1,559

รวม 9,547 บาท

ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้า "สบายดี"

กดอ่านรีวิวนี้ต่อ https://th.readme.me/p/9837
ติดตามรีวิวใหม่ๆ ได้ที่ Readme.me
ติดตามแฟนเพจเราได้ที่ Facebook Readme.me - ไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...