เครียด นอนไม่หลับ เพราะจิตที่ปรุงเเต่ง สุดท้ายกายที่รับกรรม
ร่างกายเเย่ สุขภาพไม่เหมือนเดิม โทษเเต่ร่างกายที่ไม่รักดี จนลืมมองความจริงว่า
ผลที่ร่างกายต้องมารับกรรม เหตุทั้งหมดมันอยู่ที่ใจไม่รักดี!
ทำไมจันถึงพูดแบบนี้ เรื่องนี้มันเกิดกับตัวจันเอง เมื่อจู่ๆก็คิดมาก นอนไม่หลับ จนวิตกงานเสียร่างกายพัง เราโทษเเต่ร่างกายที่ไม่รักดี เเต่ไม่เคยมองเหตุเเท้จริงว่าเพราะอะไร
จนวันที่ได้กระจ่าง เมื่อได้เข้าเรียนธรรมะ ฟังคอร์สของพระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน พาแอด “ กลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง" เหตุเเห่งทุกข์ ว่าเเท้จริงเเล้วมันอยู่ที่ใจปรุงเเต่ง จิตไม่ปล่อยวาง สุดท้ายกรรมตกที่กาย
เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วงที่ผ่านมาอย่างที่เรารู้ๆกัน เหตุการณ์บ้านเมืองมันวุ่นวายเหลือเกิน คนข่าวก็ต้องทำข่าว อยู่ติดตามเหตุการณ์จนหยุดสุดท้าย เพื่อให้ทันกับความต้องการของคนรับสาร เเต่เหมือนว่าการทำข่าวในเเต่ละวัน มันกลายเป็นความกดดัน กลายเป็นความเครียด ความคาดหวังว่าต้องดี ความเอาในลงไปใส่กับเรื่องนั้นๆ มากเกินไป จนถอนความรู้สึกออกมาไม่ได้
เหตุการณ์จบ ข่าวจบ เเต่ใจยังยึดติด เดินออกมาจากสถานการณ์ เเต่จิตยังพะวงหนัก จะอะไรขึ้นอีกหรือเปล่า จะมีอะไรที่เราต้องรับมืออีกไหม จิตเผลอคิดไปต่างๆนาๆ จนทำให้ฟุ้งซ่าน ดึงความรู้สึกตัวกลับมาไม่ได้ กลับบ้านก็นอนไม่หลับ ข่มตายังไงก็นอนไม่หลับ นอนนอน ปวดหัว ปวดคอ คิดว่าเดี่ยวคงหายไม่น่าเป็นอะไร
การทำงานเเละการใช้ชีวิตเป็นไปตามความเคยชินเเละสถานการณ์ผ่านไปนานเกือบเดือน ร่างกายส่งสัญญาณเตือน ว่าไม่ไหวเเล้ว อาการที่เป็นอยู่มันเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุด ร่างกายน็อค ฟิวส์ขาด อาการที่ไม่ได้นอนมาสะสมหลายวัน มันไม่ไหวเเล้ว ต้องพึ่งหมอพึ่งยา เพราะเเค่หวังว่า อย่างน้อยก็ขอให้ได้นอนบ้าง เล่าปัญหาทั้งหมดที่มีให้หมอฟัง แน่นอนว่าได้ยาคลายกังวลคลายเครียด เพื่อให้ผ่อนคลายจะได้นอนหลับ พอได้ยามากิน เริ่มอุ่นใจกินยาเเล้วยังไงก็ต้องนอนให้หลับ เเต่มีนไม่ใช่อย่างที่เราคิด หินยาตามหมอสั่ง ร่างกายอยากพักเต็มที่ เเต่จิตยังฟุ้ง นาฬิกาหมุนไปตามเวลาของมันเรื่อยๆ มองเวลาเกือบตี 2 ก็ยังข่มตานอนไม่ได้ ทำยังไงดีพรุ่งนี้ฉันต้องทำงาน ใจยิ่งกังวลทวีคูณ คิดไปต่างๆนาๆ จนทนไม่ๆไหวลุกมานั่งร้องๆไห้ เพราะโกรธร่างกายที่ไม่รักดี
เเต่เมื่ออารมณ์เริ่มคลายกังวล คนรอบข้างเข้ามาปลอบให้ปล่อยวาง ใจเย็นๆ "ไม่เป็นไรนะ ไม่หลับก็ไม่ต้องหลับ คิดเรื่องอะไรอยู่ เครียดงานหรอ ไม่มีอะไรน่าห่วงเเล้ว เราทำกีที่สุดเเล้ว ค่อยๆหลับตานะ ปล่อยวาง ไม่เป็นไร โฟกัสเเค่เรื่องตอนนี้พอ"
สักพักจันก็คล้อยหลับไป เพราะคำปลอบโยนเบาๆนี้
พอมาเรียนธรรมะกับพระอาจารย์ในวันนี้ ทุกอย่างมันชัดเจนขึ้นทันทีว่า ไม่ใช่เพราะร่างกายที่เกเรเหนือไม่รักดี เเต่จิตเราต่างหากที่ไม่ยอมปล่อยวาง เราคิดเองปรุงเแต่งทุกอย่างไปหมด ทั้งที่เรื่องนั้นยังไม่เกิด สุดท้ายตัวเราเองที่ทุกข์ เราดึงตัวเองออกมาจากทุกข์นั่นไม่ได้ ร่างกายเราอยากพักเต็มที่เเล้ว ยาที่กินไปสั่งให้หายพักอย่างเต็มที่มันอ่อนล้าแทบลุกไม่ไหว เเต่จิตมันสวนทาง พยามที่จะกดดันให้กายตื่น หาเหตุผลที่ไม่ควรหา คิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด เผลอคิดเรื่องที่ยังไม่เกิด ปรุงเเต่งทุกข์ให้มันทวีคูณยิ่งขึ้นไป จิตที่เผลอปรุงเเต่ง สุดท้ายกรรม อยู่ที่กาย
พระอาจารย์ยกตัวอย่าง เวลาเราหิว นั่นคือร่างกายเตือนว่าฉันต้องการอาหาร เเต่จิตเราปรุงเเต่งว่า กินมากไม่ได้เดี๋ยวอ้วน กรรมตกที่ใครถ้าไม่ใช่กาย
กายส่งสัญญานเตือน ฉันเหนื่อยเเล้ว เธอต้องพักผ่อน เเต่จิตกลับไม่ยอมเห็นพ้อง กลับคิดฟุ่งซ่านไปทั่ว จนหายไม่ไหว รับกรรมที่ไม่ได้ทำมาเต็มๆ
ก่อนที่พระอาจารย์ จะทิ้งท้ายว่ายาที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้นอนหลับ คือจิตที่รู้สึกตัว จิตที่จัดการเหตุเเห่งทุกข์ได้ ไม่ใช่จิตที่พยายามข่มกายเอาชนะกายให้มันหลับ
ถ้าทุกข์ก็ให้มันทุกข์ เเล้วเดี๋ยวมันก็หาย เเต่อย่าไปเติมทุกข์ เพราะจิตที่ปรุงแต่ง สุดท้ายทุกข์กลายเป็นกรรมกลับมาทำร้ายใจกายตัวเอง