โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ถ่ายไม่ออก ฟังทางนี้ วิธีบอกลา ปัญหาท้องผูก

อาวุโส โซไซตี้

เผยแพร่ 02 ก.ย 2564 เวลา 00.07 น. • อาวุโสโซไซตี้
ถ่ายไม่ออก ฟังทางนี้ วิธีบอกลา ปัญหาท้องผูก

อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยทำให้เกิดอาการท้องผูก เนื่องจากวัยเกษียณส่วนใหญ่มักทานอาหารได้น้อยลง รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยลง ส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนไหวน้อยลงตามไปด้วย ถึงแม้อาการท้องผูกจะไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่สร้างความรำคาญ และไม่สบายตัวให้แก่วัยเกษียณ

วันนี้ เรามีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การรักษาและวิธีป้องกันอาการท้องผูกมาแบ่งปันกันค่ะ

อาการอย่างไรถึงเรียกว่าท้องผูก

อาการท้องผูก คือ ภาวะผิดปกติของการถ่ายอุจจาระ ส่วนใหญ่มักมีอาการถ่ายอุจจาระน้อยผิดปกติ โดยทั่วไปน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เบ่งแรงแต่ไม่ออก หรือกว่าจะถ่ายออกมาได้แต่ละครั้งต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าปกติ

สาเหตุของอาการท้องผูก

รับประทานอาหารได้น้อยลง

วัยเกษียณส่วนใหญ่มักทานอาหารได้น้อยลง ซึ่งมีปัจจัยมาจากอายุที่มากขึ้นทำให้การรับรสการดมกลิ่นลดลง บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนอาหารลำบากร่วมด้วย รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง ส่งผลให้ปริมาณกากใยอาหารในร่างกายน้อยลงตามไปด้วย

การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง

การเคลื่อนไหวได้น้อยลง ทำให้ลำไส้ก็เคลื่อนไหวน้อยลงตามไปด้วย โดยเฉลี่ยหากเคลื่อนไหวได้ตามปกติ อุจจาระควรจะออกมาภายใน 24 ชั่วโมง ในผู้สูงอายุ การเคลื่อนไหวของลำไส้อาจช้าลงถึง 3 เท่า ทำให้ใช้เวลานานถึง 3 วัน ถึงจะมีการขับถ่าย

การอุดตันภายในลำไส้

สภาวะบางอย่างที่ก่อให้เกิดการอุดตันภายในลำไส้ใหญ่หรือบริเวณทวารหนักอาจทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวออกจากระบบทางเดินอาหารได้ลำบากหรือติดค้างอยู่ภายในลำไส้ เช่น แผลปริขอบทวารหนัก ลำไส้อุดตัน ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและระบบประสาท

ความผิดปกติจากโรคทางด้านระบบประสาท มีผลต่อการบีบตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ทำให้เกิดการตกค้างของอุจจาระภายในระบบทางเดินอาหารและอาจนำไปสู่อาการท้องผูกได้ เช่น เส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน ภาวะเส้นประสาทไขสันหลังบาดเจ็บ โรคหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น โรคดังกล่าวมีผลทำให้ท้องผูกได้เช่นกัน

การใช้ยา

วัยเกษียณที่มีโรคประจำตัวและมีความจำเป็นต้องใช้ยาไม่ว่า จะเป็นยาคลายเครียด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาแก้ความดันสูง ยาลดกรด ยาลดอาการสั่นบางชนิด ยารักษาอาการชัก ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น ซึ่งยาเหล่านี้ก่อให้เกิดผลข้างเคียงทำให้มีอาการท้องผูก

วิธีการรักษา

1.เริ่มต้นแพทย์จะใช้วิธีปรับพฤติกรรม เช่น ให้รับประทานอาหารที่มีกากใยมากขึ้น ดื่มน้ำ 6- 8 แก้วต่อวัน รวมถึงแนะนำให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

2.ให้รับประทานยาระบาย บางชนิดที่มีความปลอดภัย ซึ่งจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์

3.การผ่าตัด ในกรณีที่พบว่ามีการเคลื่อนไหวของตัวลำไส้ใหญ่ที่ช้ามาก อาจจะต้องตัดลำไส้ออก

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องผูก

แก้ท้องผูกได้ด้วยการรู้จักทาน

ถึงแม้อาการท้องผูกจะเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยสำคัญคือพฤติกรรมในการทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีแป้งและโปรตีนมาก แต่มีใยอาหารต่ำ ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนอุปนิสัย โดยการทานอาหารที่มีกากใยสูง ได้แก่ ผัก ผลไม้ นอกจากนี้ควรทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ เพราะมีเส้นใยมากกว่า 5-6 เท่าเมื่อเทียบกับข้าวขาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณและน้ำหนักของอุจจาระได้ ทำให้อุจจาระไม่แข็ง และเมื่อเคลื่อนไปยังลำไส้ใหญ่จะช่วยให้บีบตัวบ่อยและขับถ่ายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

สำหรับวัยเกษียณที่ไม่มีปัญหาจากการดื่มน้ำมาก แนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน หรือ 1.5-2 ลิตร ควรมีขวดใส่น้ำที่บอกปริมาตรไว้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละวันดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่ และควรเตรียมความสะดวกในการปัสสาวะ ไม่ให้เดินไกลเกินไป หรืออาจใส่กางเกงอนามัย เพื่อลดปัญหาการไม่ชอบเข้าห้องน้ำ

ตรวจสุขภาพประจำปี

วัยเกษียณควรให้ความสำคัญในการตรวจเช็คสุขภาพประจำปี ซึ่งจะช่วยให้ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้และความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอื่น ๆ อีกด้วย

ออกกำลังกาย

ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น ส่งผลให้ขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติ โดยเลือกประเภทการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองด้วยนะคะ

ถึงแม้อายุที่มากขึ้นจะเป็นปัจจัยทำให้เกิดอาการท้องผูก แต่วัยเกษียณก็สามารถป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และควรหมั่นสังเกตตนเอง ว่ามีอาการท้องผูกร่วมกับอาการผิดปกติอื่นหรือไม่ เช่น ปวดท้องมาก น้ำหนักลด ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือมีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แล้วรีบมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงจะได้รักษาโรคอื่นได้ทันท่วงที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...