โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำคุกตลอดชีวิต ‘ไซซะนะ แก้วพิมพา’ ครอบครอง ‘ยาบ้า’ 1.2 ล้านเม็ดไว้เพื่อจำหน่าย พยานหลักฐาน ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ต้องรับโทษตามกฎหมายไทย

สวพ.FM91

อัพเดต 19 ธ.ค. 2562 เวลา 05.09 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 05.08 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ธันวาคม 2562 ที่ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อย.1642/2560 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ ฟ้องนายไซซะนะ แก้วพิมพา (Mr.Xaysana Keopimpha) อายุ 43 ปี นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาว สปป.ลาว เป็นจำเลย ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันนำเข้ายาบ้าซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534
โจทก์ฟ้องว่า  จำเลย กับพวกซึ่งอยู่ที่ สปป.ลาว รวมกันทำหน้าที่จัดหายาเสพติด รวมทั้งรถยนต์สำหรับซุกซ่อน และรถยนต์นำทางในการขนลำเลียงยาเสพติด โดยมีพวกของจำเลยที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาไว้แล้วรวม 6 คน ร่วมกระทำผิดในการทำหน้าที่ขับรถรับยาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งต่อ พวกจำเลยได้มีการขับรถนำทางและสำรวจเส้นทางเพื่อตรวจสอบว่ามีด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ ก่อนที่จะประสานติดต่อกันเพื่อส่งมอบยาให้กับเครือข่ายยาเสพติดทางภาคใต้ของไทยและประเทศมาเลเซีย
โดยเมื่อวันที่ 30  กันยายน 2559 จำเลยกับพวกที่ถูกยื่นฟ้องแล้ว และอีกหลายคนที่หลบหนี ร่วมกันนำยาบ้าจำนวน 1.2 ล้านเม็ดจาก สปป.ลาว ซุกซ่อนในช่องลับใต้หลังคารถยนต์ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย เข้ามาในไทย โดยตำรวจสามารถจับกุมเครือข่ายจำเลย พร้อมยึดยาของกลางได้ กระทั่งขยายผลการจับกุมพวกจำเลยอีกส่วนที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีไว้แล้ว ก่อนจะจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2560 เหตุเกิดที่ สปป.ลาว, ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย, ด่านตรวจยาเสพติดสีคิ้ว จ.นครราชสีมา, ด่านตรวจยาเสพติดบ้านพละ จ.ชุมพร และลานจอดรถโรงแรมคริสตัน จ.สงขลา ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 ลงโทษบทสูงสุดฐานนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิตโดยในวันนี้ศาลเบิกตัว นายไซซะนะ จำเลย มาจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง มารับฟังคำพิพากษา
 
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันเเล้วเห็นว่า จำเลยได้อุทธรณ์เรื่องการทำงานระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวนั้น อาจจะมีความคลาดเคลื่อนเรื่องภาษาและความเข้าใจ โดยศาลมองว่าการทำคดีนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน พนักงานสอบสวนต้องทำงานอย่างรอบคอบอยู่แล้ว และระหว่างดำเนินคดีมีล่ามและทนายเข้าร่วมโดยตลอดตามหลักกฎหมาย หากเกิดการไม่เข้าใจ หรือสถานฑูตมีข้อสงสัยสามารถสอบถามจากทางล่ามได้
 
ส่วนเรื่องที่ นายไซซะมะ จำเลย อุทธรณ์ว่า ในระหว่างวันที่ 18-30  กันยายน 2559 จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการรับโอนเงินจากการค้ายาเสพติด ซึ่งโจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจับกุมนายทรรศพล พลธี จำเลยในคดีหมายเลขดำ  อย.5837/2559 ของศาลนี้ ขณะขนลำเลียงยาเสพติดโดยใช้รถตู้ที่นายทรรศพลเป็นผู้ขับ พร้อมพวกรวม 6 คน และจากการตรวจค้นตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ เมื่อนายทรรศพล ลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เพื่อส่งมอบแก่ลูกค้าอันเป็นการการะทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน การกระทำของนายไซซะนะจำเลย จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอมาที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง
ส่วนที่จำเลยได้อุทธรณ์ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดนอกราชอาณาจักร แต่เห็นว่าการค้ายาเสพติดดังกล่าวมีความประสงค์ให้เกิดความผิดขึ้นในราชอาณาจักร ประกอบกับมีร่วมกระทำความผิดเป็นคนไทย จำเลยจึงต้องรับโทษในราชอาญาจักรไทย ตามพ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 5 (1) (2)
 
แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ปรากฎว่าตามคำของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวด้วย กรณีจึงไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่แม้จะไม่มีคู่ความใดอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3
 
พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 5 (1) (2),มาตรา 8 วรรคสอง , พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) , มาตรา 65 วรรคสอง , มาตรา 66 วรรคสาม และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนโทษนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำคุก นายไซซะนะ จำเลยไว้ตลอดชีวิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...