'อัครเดช' รออนุ กมธ.ชงปมแก้ รธน. เผยความคิดยังไม่ตกผลึกยังแบ่ง 2 ฝั่ง
‘อัครเดช’ รออนุ กมธ.ชงปมแก้ รธน. เผยความคิดยังไม่ตกผลึกยังแบ่ง 2 ฝั่ง
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ตอนนี้เชิญเลขาศาลรัฐธรรมนูญและ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาให้ความเห็นและข้อมูล เรื่องความชอบด้วยกฏหมายของรัฐธรรมนูญ ญัตติที่ยื่นชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญอย่างไร เลขาศาลฯ ได้ชี้แจงตามขอบเขตอำนาจ ซึ่งศาลและทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นว่า การยื่นญัตติเป็นการยื่นชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่ส่วนของขั้นตอนในการทำประชามติ ขึ้นอยู่กับกระบวนการพิจารณาของกมธ.ฯ ว่า มีความเห็นอย่างไร แต่ในส่วนของ เลขาศาลและเลขาสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้มีความเห็นเรื่องนี้ แต่กระบวนการที่ทำอยู่ตามมาตรา256 เป็นกระบวนการโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
” ท่าทีในเรื่องของประชามติแบ่งได้เป็นสองฝั่ง ฝั่งแรกจะเป็นฝั่งในส่วนของส.ส.เราเอามาตรา 256 เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราแก้ต้องเป็นไปตามมาตรา 256 คือทำประชามติเมื่อเสร็จสิ้นวาระสามแล้ว ในฝั่งของส.ว.ที่มาเป็นกมธ.เห็นว่าการตั้งส.ส.ร.เป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยอ้างอิงคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ดังนั้น รัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติจะแก้ไขต้องทำประชามติ ส่วนที่มีการยกร่างใหม่ ส.ว.หลายท่านที่เป็นกมธ.ฯ ให้ความเห็นว่า ต้องทำประชามติสองครั้ง ก่อนที่จะตั้สภาร่างรัฐธรรมนุญ(ส.ส.ร.)และที่ส.ส.ร.ร่างเสร็จแล้ว ในตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ส่งเรื่องไปที่อนุกมธ. พิจารณาว่ามีความเห็นอย่างไรและต้องรอความเห็นในส่วนของนักวิชาการที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้วย” โฆษก ฯกล่าว
เมื่อถามต่อว่า แนวโน้มที่จะเกิดส.ส.ร.ในตอนนี้มีหรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า ในตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าตั้งส.ส.ร.หรือไม่เพราะต้องรอดูว่า เปิดสมัยประชุม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรกำหนดวันพิจารณาลงมติรับหรือไม่รับหลักการในวาระหนึ่ง ก็ต้องดูกันตอนนั้นว่าผ่านวาระหนึ่งไหม ถ้าผ่านร่างญัตติ1,2 ที่ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลร่างไป ผ่านและในกึ่งหนึ่งมีเสียงส.ว.ถึง 1ใน 3 คือ 84 เสียงจะได้ตั้งส.ส.ร. จึง ต้องรอโหวตว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ตอนนี้กมธ.กำลังพิจารณาในแง่มุมกฎหมายต่างๆ เช่น ต้องทำประชามติกี่ครั้งทำก่อนหรือทำหลัง แล้วถ้ารวมญัตติและญัตติที่แยกมา 3,4,5,6 ซึ่งเป็นการแก้รายมาตราซ้ำซ้อนกับญัตติ 1และ2 หรือไม่ จะตั้งส.ส.ร.ยกร่างทั้งฉบับ ตอนนี้จึงเป็นในแง่พิจารณาทางกฎหมายจะขัดแย้งกันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การพิจารณายังเหลืออีก 6 นัด ตอนนี้ดำเนินการพิจารณามาได้ 4 นัดแล้ว ยังเดินมาไม่ถึงครึ่งทาง ความคิดเห็นในกมธ.ยังไม่ได้ตกผลึก แต่ละท่านก็ได้อธิบายตามประสบการณ์และแง่มุมต่างๆ แต่สิ่งสำคัญคือเจตนารมย์ในการร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละมาตรา
“ตอนนี้กมธ.กำลังลงไปในแต่ละมาตราโดยนำเจตนารมณ์ในแต่ละมาตราของผู้ร่างปี’60 มาดู ที่ต้องทำแบบนี้ เพราะเวลาอ่านรัฐธรรมนูญในแต่ละมาตราคนก็ตีความไปว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จริงๆแล้วเราต้องเอาเจตนารมย์ของผู้ร่างที่ถูกบันทึกชวเลขไว้เอามาดูว่าเจตนารมย์ของผู้ร่างเป็นอย่างไร เราอ่านและไปตีความกันเอง ถูกต้องเราต้องเอาเจตนารมย์ของผู้ร่าง ประกอบด้วย ว่าทำไมเขาถึงต้องเขียนมาตรานี้ไว้เขาความเห็นอย่างไร ไม่ใช่ไปตีความกันเอง ตอนนี้จึงกำลังตรงไปอยู่ที่เจตนารมย์ของผู้ร่างมาตรา 256 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ เคยวินิจฉัยว่า การยกร่างของศาลรัฐธรรมนูญ ทำทั้งฉบับต้องทำประชามติก่อน จึงต้องนำคำวินิจฉัยและเจตนารมณ์ของศาลฯแล้วรัฐธรรมนูญมาดูรายละเอียดกัน ตอนนี้จึงอยู่ในขั้นตอนทางเทคนิค”นายอัครเดช กล่าว