ดร. ศุภวุฒิ ชี้ปัญหาโครงสร้างฝังลึก ฉุดรั้ง เศรษฐกิจไทย ติดกับดักรายได้ปานกลาง ถึงเวลา ‘ยกเครื่องประเทศ’
ดร. ศุภวุฒิ ชี้ 5 ปัญหาฝังลึกฉุดรั้งการเติบโตของ เศรษฐกิจไทย ทำให้ยังติดกับดักรายได้ปานกลาง มองถึงเวลาต้องยกเครื่องประเทศเพื่อสร้างศักยภาพการเติบโตใหม่ที่ยั่งยืน
26 ก.ย. 2568 ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเปิดงาน การประชุมประจำปี 2568 ของประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง "ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform" ว่า การประชุมมีความสำคัญเพราะที่ผ่านมาเประเทศไทยมักมองปัญหาของประเทศแยกเป็นประเด็น คือ สังคม เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม ขณะที่การประชุมในปี 2568 นี้ จะมองไปถึงปัญหาที่เป็นรากฐานที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพเพราะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค ด้วยทรัพยากร ทุนทางวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าได้ ดังนั้นไทยควรเป็นประเทศที่มีรายได้สูง อย่างไรก็ตามหากมองในความเป็นจริงพบว่า ประเทศไทยกำลังมีปัญหา โดยเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 5% ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ขณะที่การเติบโตยังไม่เพียงพอทำให้ไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง โดยการจัดอันดับความสามารถการแข่งขันไทยล่าสุดประเทศไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะประสิทธิภาพภาครัฐปรับลด 8 อันดับ อยู่ที่อันดับ 32 ลดลงมากสุดในรอบ 10 ปี
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพในการเติบโตและลดทอนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชน”
ดร. ศุภวุฒิ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องยอมรับคือประเทศไทยไม่อาจพัฒนาไปได้ไกลหากยังมีโรงสร้างที่บิดเบี้ยวและสถาบันที่อ่อนแอ โดยปัญหาหลักที่ฝังลึกมีอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่
- ระเบียบกฎหมายที่มีจำนวนมาก ล้าสมัย และ ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน
- หลักนิติธรรมที่ไม่เข้มแข็ง เพิ่มความไม่แน่นอน เพิ่มต้นทุนที่ไม่จำเป็น และลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศ
- การทุจริต คอรัปชั่น ที่บิดเบือนโครงสร้าง แรงจูงใจ ลดทอนความเชื่อมั่นและผลิตภาพของประเทศในภาพรวม
- ประชาธิปไตยที่ไม่มั่นคง ไม่สามารถสร้างกติกาที่เปิดกว้างและเป็นธรรม จนอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสร้างการผูกขาดทางการค้า ลดประสิทธิภาพของเศรษฐกิจทั้งระบบ
- ประสิทธิภาพของภาครัฐที่มีขนาดใหญ่และมีต้นทุนสูง การทำงานที่แยกส่วน ขาดการบูรณาการ ระบบงบประมาณที่ไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์และช่องว่างทางการคลังที่แคบลง
“ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือมองข้ามได้อีกต่อไป เพราะคือเงื่อนไขสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ เราจำเป็นจะต้องยกเครื่องเพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมและสร้างศักยภาพใหม่ในการรับมือกับโลกที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น”
ดร. ศุภวุฒิ กล่าวว่า สิ่งที่สศช. หวังเป็นอย่างยิ่ง คือ การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนที่ช่วยกำหนดทิศทางใหม่ ทั้งเพื่อปรับปรุงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ในช่วงเวลาที่เหลือ และ เพื่อปูรากฐานสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งจะเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2571-2575 ให้เป็นแผนที่เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม
“ผมหวังว่าการประชุมวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกเครื่องประเทศไทยอย่างแท้จริง เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เพื่อเพิ่มโอกาสและความหวังให้กับประชาชน และเพื่อปลดล็อกศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนของประเทศต่อไป”