ชี้ชะตาคดี ‘เหมืองทองอัครา’ ลุ้นอนุญาโตฯ-คิงส์เกตถอนฟ้องไทย
ข้อพิพาทกรณี เหมืองทองอัครา ถูกคำสั่งที่ 72/2559 ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ในปี 2560 ได้เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายก่อนที่ คณะอนุญาโตตุลาการ มีกำหนดนัดหมาย “ออกคำชี้ขาด” ในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้
หลังจากที่ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ได้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาข้อพิพาทกับรัฐบาลไทย ด้วยการยื่น Statement of Claim ต่ออนุญาโตตุลาการภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560
โดยในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายได้ขอเลื่อนการออกคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาหลายครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้คู่พิพาทได้ทำการเจรจาตกลงกัน ซึ่งเป็นกระบวนการเจรจาคู่ขนาน หากทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรอการออกคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการ เพียงแต่บริษัท คิงส์เกตฯ จะต้องยื่นเรื่องขอถอนคำฟ้อง เป็นอันยุติกรณีพิพาทในเรื่องของการปิดเหมืองทองอัคราที่ดำเนินการมา 8 ปี ล่าสุด คณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกตฯ มีความหวังว่า ในวันที่ 20 กันยายนที่จะถึงนี้จะสามารถบรรลุการเจรจาตกลงกันจนนำไปสู่การถอนคำฟ้องรัฐบาลไทยในที่สุด
การกลับมาของคิงส์เกตฯ
ปัญหาที่ค้างคากันหลังการถูกคำสั่งที่ 72/2559 ของ คสช.ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำตั้งแต่ปี 2560 ในความเห็นของบริษัท คิงส์เกตฯ ผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ทองคำบริเวณจังหวัดพิจิตร-เพชรบูรณ์ โดยอาศัยข้อร้องเรียนในเรื่องของการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยขาดหลักฐานการพิสูจน์การปนเปื้อนของโลหะหนัก “ก่อน” ที่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท คิงส์เกตฯ จะเข้ามาทำเหมืองทองคำ ได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันมาตลอดระหว่าง ผู้ประกอบการทำเหมือง กับชุมชนที่ตั้งอยู่โดยรอบบริเวณทำเหมือง และนำมาซึ่งการร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐให้เข้ามาตรวจสอบ ไปจนกระทั่งถึงการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในอดีต
มีผลทำให้รัฐบาลที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งระงับการประกอบกิจการทำเหมืองทองคำทั่วประเทศ (รวมถึงเหมืองทองอัคราด้วย) ส่งผลให้ประทานบัตรและใบอนุญาตต่าง ๆ ของบริษัท อัคราฯ ถูกระงับจนไม่สามารถดำเนินการทำเหมืองแร่ทองคำต่อไปได้ หลังวันที่ 1 มกราคม 2560 การระงับการประกอบกิจการเหมืองทองอัครา มีผลทำให้บริษัทเกิดความเสียหายภายใต้ความตกลง TAFTA และนำไปสู่การตัดสินใจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่กระบวนการอนุญาโตตุลาการกำลังดำเนินการอยู่ รัฐบาลไทยเริ่มมีความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ “ไทย” จะเป็นฝ่ายแพ้คดี หากปล่อยให้การระงับข้อพิพาทโดยให้ “ศาล” เป็นผู้ตัดสิน อันเนื่องมาจาก 1 ในข้อต่อสู้ของฝ่ายไทยที่ว่า รัฐบาลไทยไม่เคยออกคำสั่งระงับหรือปิดกิจการทำเหมืองของบริษัท อัคราฯ เพียงแต่รัฐบาลโดย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ ประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ และคำขอต่ออายุประทานบัตร/โรงโลหกรรม ออกไปก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบ วิเคราะห์ และวินิจฉัยข้อเท็จจริงของปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน พร้อมทั้งมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน โดยมีข้อสังเกตว่า การตรวจสอบดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.แร่ ฉบับเก่า จนนำไปสู่กระบวนการเจรจาคู่ขนานระหว่างคู่กรณีในที่สุด
ในระหว่างการเจรจาคู่ขนานที่ดำเนินอยู่ระหว่างปี 2563-2564 ปรากฏเกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบอนุญาต (ธันวาคม 2564) ให้มีการ “ต่ออายุประทานบัตร” ในการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัคราฯ ออกไปอีก 10 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2574 ด้วยวิธีการทำเหมืองแร่แบบเปิด โดยประทานบัตรทั้ง 4 แปลง ได้แก่ ประทานบัตรที่ 25528/14714 พื้นที่ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ประทานบัตรที่ 26910/15365 ประทานบัตรที่ 26911/15366 และประทานบัตรที่ 26912/15367 พื้นที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร
การอนุญาต (ตุลาคม 2563) อาชญาบัตรพิเศษที่ 3/2563-46/2563 ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เพื่อสำรวจแร่ทองคำจำนวน 44 แปลง (พท. 397,696 ไร่) พร้อมกันนี้ยังมีการอนุญาต (ธันวาคม 2564) ให้ “ต่อใบอนุญาตประกอบโลหกรรมที่ 1/2551 ให้กับบริษัท อัคราฯ เพื่อประกอบโลหกรรมแร่ทองคำที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร กับ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ออกไปอีก 5 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2570 โดยมีคำชี้แจงว่า การต่ออายุประทานบัตร กับใบอนุญาตประกอบโลหกรรม ที่จู่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาในนั้น “เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ (ปี 2560)”
ที่สำคัญ ยังอนุญาตให้บริษัท อัคราฯ สามารถนำแร่ค้างเก่า (กากตะกอน) ที่ขุดไว้ก่อนหน้าที่เหมืองจะหยุดดำเนินการออกมาได้ โดยการนำแร่ค้างเก่าดังกล่าว มีรายงานเข้ามาว่า สามารถขายเป็นทองคำได้ 4,750 ออนซ์ กับเงินอีก 34,800 ออนซ์ ในปี 2564
แน่นอนว่าบริษัท คิงส์เกตฯ ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการเจรจาคู่ขนานกับรัฐบาลไทย ได้ออกมาแสดงความยินดีโดยประกาศว่า รัฐบาลไทยได้อนุมัติประทานบัตรเหมืองแร่ทองจำนวน 4 แปลง ให้กับบริษัท พร้อมกับการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานโลหกรรมก็ได้รับการอนุมัติแล้วเช่นกัน ผลของการดำเนินการดังกล่าวทำให้บริษัท อัคราฯ ต้องกลับมาปรับปรุงโรงงานและสามารถกลับมาทำเหมืองทองคำได้อีกครั้งในวันที่ 23 มีนาคม 2566
ติดข้อกล่าวหา “นอมินี”
คำถามก็คือ ในเมื่อบริษัท อัคราฯ สามารถกลับมาเปิดดำเนินการทำเหมืองแร่ทองคำได้ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน แต่ทำไมยังไม่มีการถอนคำฟ้องที่ยื่นไว้กับอนุญาโตตุลาการ แต่กลับปล่อยให้มีการดำเนินการกันอยู่จนถึงในขณะนี้ ในประเด็นนี้จะพบว่า นอกเหนือไปจากการได้ต่ออายุประทานบัตร/โรงงานโลหกรรม และการได้รับอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ อันนำมาซึ่งการกลับมาเปิดเหมืองอัคราได้อีกครั้ง
โดยก่อนหน้านี้ บริษัท อัคราฯ ได้ถูก กลุ่มประชาสังคมปฏิรูปทรัพยากรและทองคำ ยื่นหนังสือกล่าวหาถึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้ดำเนินการสอบสวนการทำเหมืองทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส ใน 3 ประเด็น ได้แก่ ขอให้สอบสวนอาจมีการทำเหมืองทองคำในที่ดินภายใต้ พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) 2) กรณีบริษัท คิงส์เกตฯ อาจใช้บริษัท อัคราฯ กับบริษัท สวนสักพัฒนา เป็น “นอมินี” ในการถือครองที่ดินแทนจนนำมาสู่การออกเอกสารสิทธิเพื่อทำเหมืองทองคำ และ 3) การขยายโรงงานโลหกรรม
ปรากฏมีความเป็นไปได้ว่า ข้อกล่าวหากรณี “นอมินี” ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ได้สร้างความกังวลใจให้กับบริษัท คิงส์เกตฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีรายชื่อกรรมการเกี่ยวพันกับการถือหุ้นในบริษัททั้งสอง ขณะที่ความตกลง TAFTA ได้เปิดทางให้บริษัทออสเตรเลียสามารถเข้ามาถือหุ้นในกิจการเหมืองแร่ได้ 60% ซึ่งความตกลงฉบับนี้ยังถูกใช้เป็นข้ออ้างในกรณีการเกิดข้อพิพาทที่กำลังดำเนินการอยู่ในอนุญาโตตุลาการขณะนี้ด้วย “เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ยังคาราคาซังกันอยู่ แน่นอนว่าบริษัท คิงส์เกตฯ สามารถกลับเข้ามาทำเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะราคาทองคำขาขึ้น ในตลาดโลกที่สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างน้อยไปอีก 10 ปี จากการประเมินการเสียโอกาสในการทำเหมืองที่จะผลิตทองคำได้ 890,000 ออนซ์ มูลค่า 37,000 ล้านบาท และเงินอีก 8.3 ล้านออนซ์ มูลค่าประมาณ 3,984 ล้านบาท หรือรวมกันประมาณ 41,000 ล้านบาท”
ประเมินมีโอกาสถอนฟ้อง
ล่าสุดมีรายงานข่าวจาก คณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกตฯ เข้ามาว่า มีความเป็นไปได้ถึง 75% จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดว่า บริษัท คิงส์เกตฯ จะดำเนินการ “ถอนฟ้องข้อเรียกร้องค่าเสียหายกับรัฐบาลไทย” กรณีข้อพิพาทนี้ควรจะยุติได้ภายในปีนี้ หลังจากตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ที่ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ในภาวะ “สงบศึก” เนื่องจากไม่มีความเคลื่อนไหวในสาระสำคัญ และใช้วิธี “เลื่อน” อ่านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการกันมาโดยตลอด เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาต่อรองกัน “ผมคิดว่า คิงส์เกตฯ ควรจะถอยได้แล้ว จากที่ต่อสู้กันมา เพราะการดำเนินการที่ผ่านมา บริษัทสามารถกลับมาทำเหมืองทองคำได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่ยอมถอนฟ้อง เราก็จะสู้กันต่อ”
ล่าสุดจากการสอบถาม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งได้กล่าวว่า ในวันที่ 30 กันยายนนี้จะครบกำหนดที่ทางอนุญาโตตุลาการจะต้องมีคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทย กับบริษัทคิงส์เกตฯ หลังจากที่เลื่อนมา 1 ปี ซึ่งทางฝ่ายไทยได้มีการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมแล้ว ส่วนครั้งนี้จะจบหรือไม่จบ ยังไม่สามารถบอกได้ ขอให้เป็นหน้าที่ในการดำเนินการของคณะกรรมการ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชี้ชะตาคดี ‘เหมืองทองอัครา’ ลุ้นอนุญาโตฯ-คิงส์เกตถอนฟ้องไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net