โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชี้ชะตาคดี ‘เหมืองทองอัครา’ ลุ้นอนุญาโตฯ-คิงส์เกตถอนฟ้องไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ก.ย 2568 เวลา 01.58 น. • เผยแพร่ 12 ก.ย 2568 เวลา 01.58 น.

ข้อพิพาทกรณี เหมืองทองอัครา ถูกคำสั่งที่ 72/2559 ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ในปี 2560 ได้เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายก่อนที่ คณะอนุญาโตตุลาการ มีกำหนดนัดหมาย “ออกคำชี้ขาด” ในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้

หลังจากที่ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ได้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาข้อพิพาทกับรัฐบาลไทย ด้วยการยื่น Statement of Claim ต่ออนุญาโตตุลาการภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560

โดยในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายได้ขอเลื่อนการออกคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาหลายครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้คู่พิพาทได้ทำการเจรจาตกลงกัน ซึ่งเป็นกระบวนการเจรจาคู่ขนาน หากทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรอการออกคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการ เพียงแต่บริษัท คิงส์เกตฯ จะต้องยื่นเรื่องขอถอนคำฟ้อง เป็นอันยุติกรณีพิพาทในเรื่องของการปิดเหมืองทองอัคราที่ดำเนินการมา 8 ปี ล่าสุด คณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกตฯ มีความหวังว่า ในวันที่ 20 กันยายนที่จะถึงนี้จะสามารถบรรลุการเจรจาตกลงกันจนนำไปสู่การถอนคำฟ้องรัฐบาลไทยในที่สุด

การกลับมาของคิงส์เกตฯ

ปัญหาที่ค้างคากันหลังการถูกคำสั่งที่ 72/2559 ของ คสช.ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำตั้งแต่ปี 2560 ในความเห็นของบริษัท คิงส์เกตฯ ผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ทองคำบริเวณจังหวัดพิจิตร-เพชรบูรณ์ โดยอาศัยข้อร้องเรียนในเรื่องของการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยขาดหลักฐานการพิสูจน์การปนเปื้อนของโลหะหนัก “ก่อน” ที่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท คิงส์เกตฯ จะเข้ามาทำเหมืองทองคำ ได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันมาตลอดระหว่าง ผู้ประกอบการทำเหมือง กับชุมชนที่ตั้งอยู่โดยรอบบริเวณทำเหมือง และนำมาซึ่งการร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐให้เข้ามาตรวจสอบ ไปจนกระทั่งถึงการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในอดีต

มีผลทำให้รัฐบาลที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งระงับการประกอบกิจการทำเหมืองทองคำทั่วประเทศ (รวมถึงเหมืองทองอัคราด้วย) ส่งผลให้ประทานบัตรและใบอนุญาตต่าง ๆ ของบริษัท อัคราฯ ถูกระงับจนไม่สามารถดำเนินการทำเหมืองแร่ทองคำต่อไปได้ หลังวันที่ 1 มกราคม 2560 การระงับการประกอบกิจการเหมืองทองอัครา มีผลทำให้บริษัทเกิดความเสียหายภายใต้ความตกลง TAFTA และนำไปสู่การตัดสินใจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่กระบวนการอนุญาโตตุลาการกำลังดำเนินการอยู่ รัฐบาลไทยเริ่มมีความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ “ไทย” จะเป็นฝ่ายแพ้คดี หากปล่อยให้การระงับข้อพิพาทโดยให้ “ศาล” เป็นผู้ตัดสิน อันเนื่องมาจาก 1 ในข้อต่อสู้ของฝ่ายไทยที่ว่า รัฐบาลไทยไม่เคยออกคำสั่งระงับหรือปิดกิจการทำเหมืองของบริษัท อัคราฯ เพียงแต่รัฐบาลโดย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ ประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ และคำขอต่ออายุประทานบัตร/โรงโลหกรรม ออกไปก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบ วิเคราะห์ และวินิจฉัยข้อเท็จจริงของปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน พร้อมทั้งมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน โดยมีข้อสังเกตว่า การตรวจสอบดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.แร่ ฉบับเก่า จนนำไปสู่กระบวนการเจรจาคู่ขนานระหว่างคู่กรณีในที่สุด

ในระหว่างการเจรจาคู่ขนานที่ดำเนินอยู่ระหว่างปี 2563-2564 ปรากฏเกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบอนุญาต (ธันวาคม 2564) ให้มีการ “ต่ออายุประทานบัตร” ในการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัคราฯ ออกไปอีก 10 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2574 ด้วยวิธีการทำเหมืองแร่แบบเปิด โดยประทานบัตรทั้ง 4 แปลง ได้แก่ ประทานบัตรที่ 25528/14714 พื้นที่ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ประทานบัตรที่ 26910/15365 ประทานบัตรที่ 26911/15366 และประทานบัตรที่ 26912/15367 พื้นที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร

การอนุญาต (ตุลาคม 2563) อาชญาบัตรพิเศษที่ 3/2563-46/2563 ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เพื่อสำรวจแร่ทองคำจำนวน 44 แปลง (พท. 397,696 ไร่) พร้อมกันนี้ยังมีการอนุญาต (ธันวาคม 2564) ให้ “ต่อใบอนุญาตประกอบโลหกรรมที่ 1/2551 ให้กับบริษัท อัคราฯ เพื่อประกอบโลหกรรมแร่ทองคำที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร กับ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ออกไปอีก 5 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2570 โดยมีคำชี้แจงว่า การต่ออายุประทานบัตร กับใบอนุญาตประกอบโลหกรรม ที่จู่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาในนั้น “เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ (ปี 2560)”

ที่สำคัญ ยังอนุญาตให้บริษัท อัคราฯ สามารถนำแร่ค้างเก่า (กากตะกอน) ที่ขุดไว้ก่อนหน้าที่เหมืองจะหยุดดำเนินการออกมาได้ โดยการนำแร่ค้างเก่าดังกล่าว มีรายงานเข้ามาว่า สามารถขายเป็นทองคำได้ 4,750 ออนซ์ กับเงินอีก 34,800 ออนซ์ ในปี 2564

แน่นอนว่าบริษัท คิงส์เกตฯ ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการเจรจาคู่ขนานกับรัฐบาลไทย ได้ออกมาแสดงความยินดีโดยประกาศว่า รัฐบาลไทยได้อนุมัติประทานบัตรเหมืองแร่ทองจำนวน 4 แปลง ให้กับบริษัท พร้อมกับการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานโลหกรรมก็ได้รับการอนุมัติแล้วเช่นกัน ผลของการดำเนินการดังกล่าวทำให้บริษัท อัคราฯ ต้องกลับมาปรับปรุงโรงงานและสามารถกลับมาทำเหมืองทองคำได้อีกครั้งในวันที่ 23 มีนาคม 2566

ติดข้อกล่าวหา “นอมินี”

คำถามก็คือ ในเมื่อบริษัท อัคราฯ สามารถกลับมาเปิดดำเนินการทำเหมืองแร่ทองคำได้ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน แต่ทำไมยังไม่มีการถอนคำฟ้องที่ยื่นไว้กับอนุญาโตตุลาการ แต่กลับปล่อยให้มีการดำเนินการกันอยู่จนถึงในขณะนี้ ในประเด็นนี้จะพบว่า นอกเหนือไปจากการได้ต่ออายุประทานบัตร/โรงงานโลหกรรม และการได้รับอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ อันนำมาซึ่งการกลับมาเปิดเหมืองอัคราได้อีกครั้ง

โดยก่อนหน้านี้ บริษัท อัคราฯ ได้ถูก กลุ่มประชาสังคมปฏิรูปทรัพยากรและทองคำ ยื่นหนังสือกล่าวหาถึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้ดำเนินการสอบสวนการทำเหมืองทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส ใน 3 ประเด็น ได้แก่ ขอให้สอบสวนอาจมีการทำเหมืองทองคำในที่ดินภายใต้ พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) 2) กรณีบริษัท คิงส์เกตฯ อาจใช้บริษัท อัคราฯ กับบริษัท สวนสักพัฒนา เป็น “นอมินี” ในการถือครองที่ดินแทนจนนำมาสู่การออกเอกสารสิทธิเพื่อทำเหมืองทองคำ และ 3) การขยายโรงงานโลหกรรม

ปรากฏมีความเป็นไปได้ว่า ข้อกล่าวหากรณี “นอมินี” ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ได้สร้างความกังวลใจให้กับบริษัท คิงส์เกตฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีรายชื่อกรรมการเกี่ยวพันกับการถือหุ้นในบริษัททั้งสอง ขณะที่ความตกลง TAFTA ได้เปิดทางให้บริษัทออสเตรเลียสามารถเข้ามาถือหุ้นในกิจการเหมืองแร่ได้ 60% ซึ่งความตกลงฉบับนี้ยังถูกใช้เป็นข้ออ้างในกรณีการเกิดข้อพิพาทที่กำลังดำเนินการอยู่ในอนุญาโตตุลาการขณะนี้ด้วย “เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ยังคาราคาซังกันอยู่ แน่นอนว่าบริษัท คิงส์เกตฯ สามารถกลับเข้ามาทำเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะราคาทองคำขาขึ้น ในตลาดโลกที่สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างน้อยไปอีก 10 ปี จากการประเมินการเสียโอกาสในการทำเหมืองที่จะผลิตทองคำได้ 890,000 ออนซ์ มูลค่า 37,000 ล้านบาท และเงินอีก 8.3 ล้านออนซ์ มูลค่าประมาณ 3,984 ล้านบาท หรือรวมกันประมาณ 41,000 ล้านบาท”

ประเมินมีโอกาสถอนฟ้อง

ล่าสุดมีรายงานข่าวจาก คณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกตฯ เข้ามาว่า มีความเป็นไปได้ถึง 75% จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดว่า บริษัท คิงส์เกตฯ จะดำเนินการ “ถอนฟ้องข้อเรียกร้องค่าเสียหายกับรัฐบาลไทย” กรณีข้อพิพาทนี้ควรจะยุติได้ภายในปีนี้ หลังจากตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ที่ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ในภาวะ “สงบศึก” เนื่องจากไม่มีความเคลื่อนไหวในสาระสำคัญ และใช้วิธี “เลื่อน” อ่านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการกันมาโดยตลอด เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาต่อรองกัน “ผมคิดว่า คิงส์เกตฯ ควรจะถอยได้แล้ว จากที่ต่อสู้กันมา เพราะการดำเนินการที่ผ่านมา บริษัทสามารถกลับมาทำเหมืองทองคำได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่ยอมถอนฟ้อง เราก็จะสู้กันต่อ”

ล่าสุดจากการสอบถาม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งได้กล่าวว่า ในวันที่ 30 กันยายนนี้จะครบกำหนดที่ทางอนุญาโตตุลาการจะต้องมีคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทย กับบริษัทคิงส์เกตฯ หลังจากที่เลื่อนมา 1 ปี ซึ่งทางฝ่ายไทยได้มีการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมแล้ว ส่วนครั้งนี้จะจบหรือไม่จบ ยังไม่สามารถบอกได้ ขอให้เป็นหน้าที่ในการดำเนินการของคณะกรรมการ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชี้ชะตาคดี ‘เหมืองทองอัครา’ ลุ้นอนุญาโตฯ-คิงส์เกตถอนฟ้องไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...