โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินบาทแข็งค่า จับตาสัปดาห์หน้า 4 ปัจจัยสำคัญ-ราคาทองโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ย. 2568 เวลา 04.29 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2568 เวลา 04.26 น.
ภาพ : ประชาชาติธุรกิจ

เงินบาทกลับมาแข็งค่า แรงหนุนจากสัญญาณบวกเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตา 4 ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชีย และราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงปัจจัยในต่างประเทศอย่างสถานการณ์ชัตดาวน์ในสหรัฐฯด้วย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือน ก่อนเคลื่อนไหวในกรอบแคบท้ายสัปดาห์ โดยเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นช่วงต้น-กลางสัปดาห์เช่นเดียวกับสกุลเงินเอเชียและเงินหยวนที่มีแรงหนุนจากสัญญาณบวกเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ขาดแรงหนุนในช่วงก่อนการประชุมเฟด เนื่องจากตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง หลังจากเงินเฟ้อ CPI ออกมาต่ำกว่าที่คาด นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีปัจจัยลบจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงในเดือนต.ค. ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือน (นับตั้งแต่ 1 ต.ค. 68) ที่ 32.23 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนลดช่วงบวกและอ่อนค่าลงบางส่วนตามเงินเยนหลังการประชุม BOJ ไม่ส่งสัญญาณในเชิงคุมเข้ม ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวขึ้นจากท่าทีของประธานเฟดที่ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC รอบถัดไปในเดือนธ.ค. (แม้ในรอบนี้จะลดดอกเบี้ยลงมาที่ 3.75-4.00% และประกาศเตรียมยุติการลดงบดุลในช่วงต้นเดือนธ.ค.)

อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ช่วงปลายสัปดาห์ โดยน่าจะได้รับอานิสงส์บางส่วนจากทิศทางแข็งค่าของสกุลเงินเอเชีย แรงซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของต่างชาติ และตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลมากกว่าที่คาดในเดือนต.ค.

ในวันศุกร์ที่ 31 ต.ค. 2568 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (24 ต.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 27-31 ต.ค. 2568 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 5,045 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 30,483 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 30,498 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 15 ล้านบาท)

เงินบาท:กรอบสัปดาห์หน้า

สำหรับสัปดาห์หน้า หรือสัปดาห์ระหว่างวันที่ 3-7 พ.ย. 2568 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก

ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่น ๆ ที่ต้องติดตาม ประกอบด้วย คำตัดสินของศาลสหรัฐฯในประเด็นภาษีสินค้านำเข้าของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ สถานการณ์การชัตดาวน์ของสหรัฐฯ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ผลการประชุมนโยบายการเงินของ BOE รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิตและบริการ และตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนของ ADP เดือนต.ค.

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามข้อมูลการส่งออกเดือนต.ค. ของจีน และดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนต.ค. ของจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ และยูโรโซนด้วยเช่นกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยผันผวนช่วงแรก ก่อนจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยยังไม่หลุดแนว 1,300 จุด

SET Index ดีดตัวขึ้นจนไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 9 เดือนที่ระดับ 1,345.86 จุดในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางของตลาดหุ้นภูมิภาคท่ามกลางการคาดการณ์ต่อโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในการประชุมช่วงกลางสัปดาห์หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนก.ย. ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด รวมถึงความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาการการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากตัวเลขส่งออกเดือนก.ย. ของไทยที่ขยายตัวสูงเกินคาด รวมถึงแรงซื้อหุ้นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งจากผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ที่ออกมาดีกว่าคาด

ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงในเวลาต่อมาตามแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศ ก่อนจะแกว่งตัวในกรอบแคบในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ซึ่งแม้เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาตามที่ตลาดคาด แต่ก็ไม่ได้ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นมากนัก เนื่องจากถ้อยแถลงของประธานเฟดสะท้อนว่า อาจจะยังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ประกอบกับตลาดได้ตอบรับประเด็นเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีนไปพอสมควรแล้วในช่วงต้นสัปดาห์ ส่งผลให้นักลงทุนหันไปสนใจหุ้นบิ๊กแคปที่มีประเด็นเฉพาะตัว

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงอีกครั้งช่วงท้ายสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศท่ามกลางแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน

ในวันศุกร์ที่ 31 ต.ค. 2568 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,309.50 จุด ลดลง 0.34% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 41,770.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.83% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 2.23% มาปิดที่ระดับ 226.69 จุด

ส่วนสัปดาห์ถัดไป (3-7 พ.ย. 68) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,300 และ 1,285 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,330 และ 1,345 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของไทย ผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ของบจ.ไทย สถานการณ์ชัตดาวน์ในสหรัฐฯ และทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP เดือนต.ค. ของสหรัฐฯ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนต.ค. ของสหรัฐฯ ยูโรโซน จีน และญี่ปุ่น ยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ย. ของยูโรโซน ตลอดจนตัวเลขการส่งออกเดือนต.ค. ของจีน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทแข็งค่า จับตาสัปดาห์หน้า 4 ปัจจัยสำคัญ-ราคาทองโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...