โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Teen Coach EP.121 : วิธีรับมือและเอาชนะ 'คนรุนแรงก้าวร้าว' แบบมือโปร

Dek-D.com

อัพเดต 18 ก.พ. 2568 เวลา 05.52 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. 2568 เวลา 06.22 น. • DEK-D.com
วิธีรับมือเมื่อต้องเจอกับคนที่มีพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าว

ชีวิตเรามีโอกาสเจอคนรุนแรงก้าวร้าวเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เจอแล้วจะทำยังไงดีล่ะ?

ข่าวสะเทือนขวัญช่วงนี้ที่พี่หมอแมวน้ำฟังแล้วหลอนกังวลมาก คือ เหตุการณ์ความรุนแรงในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่ามีคนร้ายบุกเข้าไปในโรงพยาบาล หลังจากนั้นใช้น้ำมันเบนซินบรรจุถุงพลาสติกปาใส่เตียงคนไข้ ก่อนจุดไฟเผาสถานที่ ทำให้แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ ต้องอพยพผู้ป่วยอย่างเร่งรีบแทบจะหนีไม่ทัน มีเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์เสียหายนับสิบล้านบาท หลังก่อเหตุคนร้ายขับรถเร็วเฉี่ยวชนรถหลายคัน จนมีคนบาดเจ็บ 3 ราย ตำรวจสามารถตามจับตัวได้ คนร้ายให้เหตุผลที่มาของพฤติกรรมก้าวร้าวครั้งนี้ว่าต้องการระบายความเครียด และประชดสังคมหลังถูกโกงเงินค่าขายที่ดินแม้จะมีสาเหตุกล่าวอ้าง แต่สิ่งที่ทำลงไปทำให้เกิดความเสียหายทั้งกับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยทุกคนและญาติผู้ป่วย ไม่ใช่แค่จะทำให้คนอื่นบาดเจ็บทางกาย แต่อาจทำให้เกิดบาดแผลทางใจด้วย

ในชีวิตประจำวันเรามีโอกาสเจอกับคนที่มีพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าว ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน หรือที่อื่นๆ ทั้งที่โดนกับตัวเองโดยตรง หรือเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ไม่ว่าใครที่ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ต้องรู้สึกไม่ดีแน่ๆ หากเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกว่าถูกคุกคามต่อความปลอดภัยและชีวิตมากเท่าไร จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางจิตเวชมากขึ้น เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล การปรับตัวผิดปกติหลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรง (PTSD-Posttraumatic stress disorder)

หากเราเข้าใจว่าเรื่องใดนับเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนใจ (Trauma) เรื่องนั้นส่งผลต่อจิตใจและร่างกายได้ในรูปแบบไหน ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว วิธีสังเกตความผิดปกติ และการแก้ไข ขอความช่วยเหลือ จะเป็นการช่วยลดความรุนแรงของการเจ็บป่วยที่ตามมา

เหตุการณ์กระทบกระเทือนใจ (Trauma)

หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ผู้ที่ต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายนี้ตีความว่าสิ่งที่เกิดเป็นอันตราย (Danger) มีความกลัวกังวลอย่างมาก ไม่สามารถควบคุมเรื่องที่เกิดขึ้นได้ช่วยเหลือตัวเองก็ไม่ได้

ผลที่ตามมาจากการที่ต้องประสบกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน

  • ทางกาย (Physical)เช่น กระสับกระส่าย ตื่นตัว เหงื่อออก ใจสั่น ปวดหัว ปวดท้อง หายใจไม่อิ่ม นอนไม่หลับ
  • ทางอารมณ์ (Emotion)เช่น วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย เศร้า ท้อแท้ สับสน หมดหวัง
  • ทางการเรียน/การทำงาน (Academic/Work)เช่น ไม่มีสมาธิ การเรียนรู้แย่ ผลการเรียนลดลง ทำงานได้ไม่ดี
  • ทางความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Relationship)เช่น ทะเลาะกับคนในครอบครัว มีปัญหากับเพื่อน

เวลาที่ต้องเจอกับเรื่องรุนแรงร่างกายจะมีระบบเตือนภัย (Alarm System)คือ เมื่อสมองประเมินผลว่ากำลังจะเกิดอันตราย ร่างกายจะแสดงปฏิกิริยาออกมาได้ 3 รูปแบบ

  • ต่อสู้เผชิญกับอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น (Fight)
  • จัดการกับปัญหาด้วยการหนี (Flight)
  • แน่นิ่งไปไม่มีการตอบสนอง (Freeze)

การที่เราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบใดขึ้นอยู่กับการประมวลผลของสมองว่าใช้วิธีไหนจะมีโอกาสจัดการกับอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด

เช่น

  • เมื่อเราถูกแมลงตัวเล็กไต่ที่แขนสมองของเราประเมินแล้วว่าเราสามารถตบแมลงให้มันตายได้ (Fight) เพราะเราตัวใหญ่กว่า
  • ถ้าเรากำลังจะถูกรถชน สมองจะประมวลผลให้เราต้องหนี (Flight) เนื่องจากรถใหญ่กว่าและมีกำลังปะทะที่รุนแรงกว่า
  • แต่ถ้าเรากำลังจะโดนสุนัขตัวใหญ่ไล่กัด บางทีเราอาจจะแน่นิ่ง (Freeze) เนื่องจากสมองประมวลผลว่าเราไม่มีกำลังมากพอที่จะต่อสู้ได้และไม่มีกำลังขามากพอที่จะวิ่งหนีได้

การทำงานของสมองแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • สมองส่วนที่ทำหน้าที่คิดวางแผนประเมินว่าสิ่งใดเป็นอันตรายหรือไม่เป็น (thinking brain)
  • สมองส่วนที่ทำหน้าที่รับคำสั่งจากสมองส่วนที่คิด เพื่อให้ร่างกายปรับตัวเพื่อรับมือกับอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น (doing brain) เช่น มีปฏิกิริยาเมตาบอลิซึมของร่างกายที่เพิ่มขึ้น มีการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มมากกว่าภาวะปกติ

ในคนปกติทั่วไปเมื่อต้องเผชิญกับภยันตราย สมองทั้งสองส่วนจะต้องทำงานอย่างหนัก และเมื่ออันตรายนั้นหมดไปร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่บางคนที่ร่างกายยังมีการทำงานเสมือนหนึ่งว่ามีภยันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อาจทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคการปรับตัวผิดปกติหลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรง หรือที่เรียกว่า PTSD - Posttraumatic stress disorder ได้

ความรุนแรงก้าวร้าวคืออะไร

เป็นพฤติกรรมที่ทำไปเพื่อให้อีกฝ่ายต้องรู้สึกเจ็บปวดหรือสูญเสียอะไรบางอย่าง ส่วนใหญ่มักทำเพราะความโกรธ ต้องการล้างแค้นเอาคืน

เมื่อทำไปแล้วจะทำให้ผลลัพธ์ของสถานการณ์นั้นเป็นแบบแพ้-ชนะ(Win - Lose Situation) จงใจทำเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการและเอาเปรียบอีกฝ่าย

คนที่แสดงความรุนแรงก้าวร้าวมักจะไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น (Lack of Empathy) ไม่รับฟัง มีอคติ ลึกๆ อาจจะรู้สึกตัวเองไม่ดีพอ (Inadequacy) เหมือนเม่นที่พองขนเพื่อป้องกันตัวเอง เชื่อว่าวิธีการที่ตัวเองใช้เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ได้สิ่งที่ต้องการ

ตัวอย่างพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าว

  • ทางกาย (physical) เช่น ขว้างปาข้าวของ ทำร้ายร่างกายอีกฝ่าย ชี้หน้าด่า
  • ทางคำพูด (verbal)เช่น พูดด่าหยาบคาย ใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่ำต้อยไร้ค่า

เวลาที่เรามีอารมณ์และความคิดที่เป็นลบเช่น โกรธเพื่อนเพราะคิดว่าถูกเอาไปนินทา แต่ละคนจะมีความสามารถในการคุมความรุนแรงก้าวร้าวได้ไม่เท่ากัน บางคนที่วุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำอาจร้องด่าตะโกนทันทีหรือเข้าไปใช้กำลังกับอีกฝ่าย โดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมาแต่บางคนจัดการกับความโกรธได้ดี แม้จะแค้นแต่ต้องไปสืบหาข้อเท็จจริงก่อนและค่อยหาวิธีเอาคืนทีหลัง

เราสามารถโกรธ ไม่พอใจ หงุดหงิดอีกฝ่ายได้ ซึ่งแต่ละคนมีวิธีจัดการอารมณ์ต่างกัน เช่น ไปออกกำลังกาย วาดรูป ทุบหมอน สิ่งหนึ่งที่เป็นกฎเหล็กห้ามทำเพราะทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน คือ ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น และทำลายข้าวของหากเราคุมตัวเองไม่ได้ ทำผิดกฎ 3 ข้อนี้ แนะนำให้พบจิตแพทย์ นักจิตวิทยา เพื่อหาสาเหตุและฝึกการควบคุมอารมณ์พฤติกรรม

วิธีการจัดการเมื่อเจอกับคนที่รุนแรงก้าวร้าว

แต่ละคนที่เจอกับแต่ละสถานการณ์เหมาะกับวิธีที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องลองผิดลองถูก เลือกวิธีให้เหมาะกับตัวเอง

ไปหลบในที่ที่ปลอดภัย (Keep Safe)

สิ่งสำคัญที่สุดเวลาที่ต้องเจอกับคนที่รุนแรงก้าวร้าว คือ เราต้องปกป้องตัวเองให้ปลอดภัยก่อนถ้าหลบหลีกออกมาจากตรงนั้นได้ ให้รีบทำก่อนอีกฝ่ายจะมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้นรีบขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

รักษาระยะห่างและมีทางหนีทีไล่ (Keep Your Distance and Keep Your Options Open)

การที่เราหลบเลี่ยงกับคนที่มีพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวไม่ได้หมายถึงว่าเราเป็นคนขี้ขลาด เพราะการที่เราจะเอาตัวเองไปเกลือกกลั้วกับคนแบบนั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เสียเวลาในชีวิต ไม่จำเป็นว่าเราต้องไปตอบโต้เอาคืน ปรึกษาวิธีแก้ปัญหากับคนที่เราไว้ใจ ก่อนที่จะไปเผชิญหน้ากันจริง เช่นต้องเจอกันตอนประชุม ให้เตรียมแผนไว้หลายแผนสำหรับการรับมือ

สงบสติอย่าไปอารมณ์ขึ้นตาม (Keep Your Cool and Avoid Escalation)

คนที่มีพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวมักจะยั่วยุให้อีกฝ่ายเสียศูนย์ และเล่นงานจุดอ่อนของอีกฝ่ายเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ดังนั้นเราต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองอย่าไปขึ้นตาม เพราะถ้าเราของขึ้นสมองส่วนที่ใช้เหตุผลจะทำงานได้ไม่ดี ทำให้เราตกหลุมพรางอีกฝ่ายได้

ก่อนจะพูดหรือทำอะไรที่ตัวเราต้องมาเสียใจทีหลัง ให้หายใจเข้าออกลึกๆ นับ 1-10 หรือขอเวลานอกออกไปจากสถานการณ์ตรงนั้นเพื่อสงบตัวเองก่อน

เอาตัวเองถอยห่างอย่ามองเป็นเรื่องส่วนตัวและมองในแง่มุมอื่น (Depersonalize and Shift from Reactive to Proactive

ถ้าเราเอาพฤติกรรมไม่ดีที่เขาทำมาคิดเป็นเรื่องส่วนตัว เช่น “เพราะฉันเป็นคนไม่ดี เค้าเลยทำแบบนี้…” จะทำให้อารมณ์เรายิ่งแย่

ให้พยายามคิดลองมองในมุมของเค้าดูว่าเพราะอะไรทำให้เค้ามีพฤติกรรมแย่ๆ แบบนั้นเช่น “การที่หัวหน้ามาด่าเราแบบนี้ เป็นเพราะเค้ามีเรื่องเครียดหลายอย่าง” ที่ให้คิดในแง่มุมนี้ไม่ได้ต้องการจะให้เป็นคนคิดบวกโลกสวย แต่สิ่งที่เราคิดจะทำให้เรามีสติมากขึ้น เป็นผลดีต่อใจเรามากกว่า

รู้ว่าสิทธิของเราคืออะไร (Know Your Fundamental Human Rights)

เราต้องรู้ขอบเขตสิทธิของเรา ซึ่งคนอื่นไม่มีสิทธิที่จะมาละเมิด ตราบใดสิ่งที่เราทำไม่ได้ทำอันตรายกับคนอื่น เรามีสิทธิที่จะยืนหยัดปกป้องสิทธิของตัวเอง

ตัวอย่างเช่น

  • เรามีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่ดีจากคนอื่น
  • เรามีสิทธิที่จะแสดงความรู้สึกและความเห็นของเรา
  • เรามีสิทธิที่จะคิดเห็นต่างได้

หากได้ลองทำวิธีต่างๆ ในการรับมือกับคนที่มีพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวแล้วไม่ได้ผล ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกก่อกวนชีวิตจนสภาพจิตใจเราเริ่มพังเช่น เครียด เศร้า โทษตัวเอง รู้สึกหมดหวัง กินไม่ได้นอนไม่หลับ สมาธิความจำแย่ แนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญเช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา เพื่อให้การประเมินและคำแนะนำช่วยเหลือ

จากประสบการณ์การรักษาคนไข้ที่มีพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวของพี่หมอแมวน้ำ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจอได้บ่อย หากตัวคนไข้ คนรอบข้างร่วมมือกันปรับเปลี่ยนตามคำแนะนำสถานการณ์จะค่อย ๆ ดีขึ้น คนไข้คุมตัวเองได้ คนรอบตัวก็ไม่ต้องอยู่แบบผวาหลอนว่าจะต้องเจอกับความรุนแรงอีกเมื่อไร หากใครมีประสบการณ์ ข้อสงสัย คอมเมนต์กันมาได้เลยค่าา

หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...