คุยให้ลึกกว่าเรื่องความสวย วันนี้บนเส้นทางการเมืองของ ไอเดียร์ สุชาดา เลขาฯ รมว.อว.
คุยให้ลึกกว่าเรื่องความสวย วันนี้บนเส้นทางการเมืองของ ไอเดียร์ สุชาดา เลขาฯ รมว.อว.
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้ง 2562 เราอาจได้เห็นภาพของไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์ กับการเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ 1 ในสมาชิกกลุ่ม New Dem พรรคประชาธิปัตย์ ก้าวลงสนามเลือกตั้งด้วยการเป็นผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค เดินสายหาเสียงทั่วประเทศกับเหล่าแกนนำของพรรค
ณ วันนั้นชื่อของเธอยืนหนึ่ง ไม่เคยหลุดโผ นักการเมืองสาวสวยที่น่าจับตาของเหล่าสื่อมวลชน
เลือกตั้ง 2566 เธอขอลงสนามอีกครั้ง กับการลงสมัครส.ส.เขต 4 ชัยภูมิ ในนามพรรคภูมิใจไทย แม้ว่าอาจจะยังไม่ได้รับเลือกในครั้งนั้นก็ตาม แต่ชื่อของ ไอเดียร์ ก็ไม่เคยหายไปจากการทำงานด้านการเมือง โลดแล่นทั้งบทบาท การเป็น โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม ตามติด รมว.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ลงพื้นที่ เอาจริงเอาจัง และ การเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขึ้นเหนือ ล่องใต้ อยู่เสมอ
และล่าสุดกับการทำหน้าที่ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของรัฐมนตรี ศุภมาส อิสรภักดี ที่มีภาพติดตา กับการออกไปรับเรื่องร้องเรียน ทั้งเหล่าศิษย์ใหม่ศิษย์เก่าอุเทนถวาย ที่เธออยู่ด่านหน้ารับเรื่องให้เสมอ
วันนี้ชื่อของ “สุชาดา แทนทรัพย์” ไม่ได้พ่วงคำว่า “หน้าใหม่” ในแวดวงการเมืองอีกแล้ว (แม้ว่าจะมีคนจัดอันดับเธอ ติดโผนักการเมืองสาวสวยอยู่ก็ตาม) และมีบทบาสำคัญในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศนี้อย่างมาก มติชนออนไลน์ จึงขอเวลานอก เพื่อพูดคุยกับแง่มุมต่างๆของชีวิตเธอแบบลึกๆ
แม้ว่าหลายคนรู้ว่า เธอคือทายาททางการเมืองของคุณพ่อสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย แต่น้อยคนนัก ไม่รู้ว่าวันที่เธอตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางนี้ คุณพ่อ ไม่รู้เรื่องด้วยเลย
“จริงๆ คุณพ่อเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นนายกเทศมนตรีตั้งแต่เด็กๆ เรียนประถม ก็เห็นท่านทำงานเพื่อชาวบ้าน พี่น้องมาตลอด มีโอกาสติดตามท่านไปงานศพ งานแต่ง ไปถึงงานคุณพ่อก็บอกห้ามนั่งที่ประธาน ต้องเดินเข้าครัวไปเสิร์ฟน้ำ ดูแลคน เราก็ชอบ มีโอกาสได้เจอคนหลายแบบ มีโอกาสได้คุยได้ทำงานรู้จัก”
“พอได้มาเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนเรียนปริญญาโทช่วงที่ค้นหาตัวเอง ก็คิดว่าทำอะไรดี จนได้ไปสมัครงานที่พรรคการเมืองหนึ่ง ไม่ได้บอกคุณพ่อด้วย ไม่ได้บอกครอบครัวเลย ปรากฏว่าได้ไปอยู่แผนที่เขาทำนโยบาย ได้อยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ ที่เขาคิดนโยบายของประเทศ ที่จะไปสู่ประชาชนจริงๆ”
“และเราก็ค้นพบตัวเอง ว่าเราชอบสิ่งนี้”
ด้วยวัย 23-24 ปีขณะนั้น ไอเดียร์ ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่พนักงานพรรค แต่มองว่าคือประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ใช่หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เธอก็ขอติดรถ ลงพื้นที่ เรียนรู้ทุกอย่างจากคนเก่งๆให้ได้มากที่สุดเป็นช่วงเวลาที่จุดประกายการสร้างรากฐานทางการเมืองให้กับเธอ
“มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าหาที่ไหนได้ ณ อายุเท่านี้ เพราะพอเราเด็ก ก็สามารถใช้โควต้าความเป็นเด็ก ถ้าเป็นเด็กที่ไม่ก้าวร้าว มีความตั้งใจ เราไปถามใคร เขาก็เล่าให้ฟัง เข้าไปขอความรู้ ทักษะ ว่าหนูอยากทำแบบนี้ ต้องทำยังไง ทุกคนก็เอ็นดู บอกวิธีการ รู้สึกว่าไม่รู้จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสแบบนี้ ก็คิดว่าเอาตัวเองไปอยู่จุดนั้นแล้ว ก็ต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้ จากคนเก่งให้ได้มากที่สุด”
“คิดอย่างเดียวว่า วันนี้ฉันอายุ 25 มีโอกาสได้ใกล้ชิด คนที่ทำงานเพื่อนโยบายของประเทศ ที่จะมีโอกาสไปเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ประชาชน ก็คิดว่าจะต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทั้งจากการพูดคุย ความคิด ไปดูวิธีการคิดของเขา”
เป็นพนักงานพรรคได้ราว 1 ปี ก็มีโอกาสได้ลงสมัครเลือกตั้ง แม้จะไม่ได้อยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับบนๆ แต่เธอก็ใส่เกียร์เดินหน้า ทำให้ดีที่สุดในแต่ละวัน เดินสายหาเสียงทุกเวที ขึ้นปราศรัยทุกวัน ด้วยทุนทรัพย์อันน้อยนิดที่มีตอนนั้น
“คุณพ่อไม่รู้”
“ตอนทำงานที่พรรคไม่เคยบอกคุณพ่อ ก็ดื้อ ไม่กลับชัยภูมิ ทำงานหาเงินเอง จนได้ลงเลือกตั้ง ต้องมีหาเสียง ตอนนั้นเราเข้าไปอยู่ New Dem พรรคประชาธิปัตย์ ก็มุ่งมั่นมาก ได้ทำนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิง มีเรื่องที่อยากจะผลักดัน พอจะเปิดตัวพรุ่งนี้ ก็เลยโทรหาคุณพ่อเย็นนี้”
“ก็บอกว่า ป๊า กำลังจะเปิดตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ จะได้ทำเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง ต้องขึ้นไปบนเวที แต่คุณพ่อก็ไม่เชื่อ จนข่าวออก ก็เลยเริ่มคุยกัน ซึ่งตอนนั้นก็อยู่คนละพรรคด้วย”
กับการเลือกตั้งครั้งแรก ไอเดียร์ว่า เธอไม่ได้คาดหวังกับการเลือกตั้ง คิดถึงแต่เส้นทางที่เดิน และการเลือกตั้งครั้งนั้น ก็ทำให้เธอ “หาตัวเองเจอ” ว่าชอบในการทำงานการเมือง จึงได้มีโอกาสกลับมาคุยกับคุณพ่อ ที่เพิ่งได้รับเลือกเป็น ส.ส. ถึงก้าวต่อไปในเส้นทางนี้
ในวันนั้น คุณพ่อสัมฤทธิ์ ถามเธอว่าอยากจะทำอะไร ลูกสาวจึงค่อยๆตกผลึก วิเคราะห์จากความเป็นไปได้ กลั่นกรองจนได้คำตอบว่า “โฆษก” และงานแรกกับการเป็น“โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม”
“ตอนนั้นเราอายุ 26 อายุน้อยมาก ไม่ได้เป็นส.ส. ลงสมัครก็ไม่มีเปอร์เซ็นต์จะได้แม้แต่นิด ในทางการเมืองเราไม่ได้สำคัญขนาดจะมีคนหยิบยื่นอะไรให้ แต่กับงานโฆษก ไอเดียร์คิดว่าเป็นงานที่สำคัญมาก เพราะจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากับคนที่มีอำนาจ และเราก็ได้เรียนรู้ เราไม่มีอำนาจไม่สั่งใครทำอะไรหรอก แต่จะได้รู้ว่าแผนการพัฒนาประเทศนี้จะไปทางไหน”
และก็เป็นตามนั้นจริง เพราะ โฆษก กลายเป็นตำแหน่งที่เธอได้ประสบการณ์เยอะที่สุดตั้งแต่ทำงานการเมืองมา ได้รู้ข้อมูล รวมถึงการวางแผน ประสานงานนักข่าว เพื่อให้การนำเสนอข่าวมีอิมแพคมากที่สุด และรู้ว่าประชาชนอยากจะฟังอะไร ทั้งยังรู้ข้อมูลกระทรวงอื่นๆ ที่สำคัญคือทำให้เธอ มีลูกล่อลูกชน ที่จะปล่อยสิ่งนี้ และรู้ว่าจิตใจของคนเป็นอย่างไร ไปจนถึง ต้องบอกประชาชนด้วยวิธีการแบบไหน
ทั้งรู้สึก “ภูมิใจ” กับการทำหน้าที่นี้
“ตอนนั้นมีโรงงานต่างประเทศ ฉนวนระเบิดตอน 5 ทุ่ม เราก็ได้ไลน์ไปหาท่านรัฐมนตรีสุริยะ ว่า มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ขออนุญาตไลน์หาท่านอธิบดีกรมโรงงานได้ไหม เพื่อจะทราบว่าอยู่ตรงไหนในประเทศไทย ซึ่งท่านอธิบดีก็เร็วมาก ส่งข้อมูลมาตี 5 เราก็ขอให้ท่านรัฐมนตรีลงพื้นที่สั่งการให้ควบคุมดูแล เพื่อให้พี่น้องประชาชนสบายใจ ทุกอย่างเสร็จสิ้นตอนเช้า ท่านรัฐมนตรีก็ Open mind มาก ท่านวัยรุ่น บอกเราว่า ตรวจแล้วโอเคลงข่าวได้ รวดเร็ว”
“เหตุการณ์นั้นจำได้ว่า พี่ๆนักข่าวมาชมเยอะ ว่าทำงานเร็วไม่ต้องรอให้ถาม ภรรยาท่านรัฐมนตรีก็ส่งข้อความมาบอกว่า ข่าวนี้ดีมากเลย ออกก่อน ก็ทำให้เราภูมิใจที่สุดคือไม่ต้องให้ประชาชนกังวลว่า มีโรงงานแบบนี้ใกล้ฉันไหม เราทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและออกข่าวไปก่อนเลย”
หลังจากนั้นไม่นาน ไอเดียร์ ก็ได้มีโอกาส เปลี่ยนสายกระทรวง ไปอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ เปลี่ยนจากการทำงานแบบวิศวกรหนักๆ มาเป็นการทำงานบริหารด้านจิตใจ
“กระทรวงศึกษาธิการนี้ ต้องบอกว่าเกี่ยวข้องกับทุกคน เพราะทุกครอบครัว ต้องมีครู มีนักเรียน เป็นพ่อหรือแม่ ทุกคนย่อมคุ้นเคยกับกระทรวงศึกษาธิการดี”
“ตอนนั้นได้ทำงานกับท่านกนกวรรณ ท่านลุยมาก ลงพื้นที่ 6 โมง เสร็จ 5 ทุ่ม จำได้ว่าเป็นช่วงโควิดแต่ไม่มีใครในทีมติดโควิดเลย เพราะเหนื่อยก็นอน ตื่นเช้ามาทำงาน ไม่ได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลย และก็เหมือนได้ออกกำลังกายตลอด”
“เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการมีอยู่ทุกๆเขตพื้นที่ทั่วไทย ได้ขึ้นไปเหนือบ่อยมาก ไปดูโรงเรียนบนดอย นำของไปให้ หรือไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไอเดียร์ชอบมาก ได้เห็นความต่างของวัฒนธรรม ในเรื่องการมีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้เห็นลักษณะของน้องๆในโรงเรียน รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี”
“ด้วยความที่ไอเดียร์เรียนวิศวะมา ทำกระทรวงอุตสาหกรรมก็ตรงสาย ที่กระทรวงก็มีแต่พี่ๆผู้ชาย คุยกันในสายเหมือนที่เราจบมา ตรงๆ 1+1 เป็น 2 แต่ที่กระทรวงศึกษา จะทำให้เราซอฟต์ขึ้น เรียนรู้วิธีการคุย เพราะเราไม่ได้บริหารแค่งานที่ออกมาเป็นตัวเงิน แต่เป็นงานดูแลสภาพจิตใจคน ต้องตอบคำถามด้านความรู้สึก ที่เป็นพื้นฐานให้มาทำงานที่อว.”
“มาทำงานที่ อว. ก็พอเข้าใจเนื้องาน ทำได้เร็วขึ้นไม่ต้องเรียนรู้ใหม่มาก อย่างตำแหน่ง เลขารัฐมนตรี ตอนเราเป็นโฆษกก็พอรู้ว่าเลขาต้องทำอะไร พอได้เป็นผู้ช่วยเลขารัฐมนตรี ก็รู้อีกระดับ มาตรงนี้ก็รู้หน้าที่ของเราในแต่ละวัน”
สานต่องานแบบไร้รอยต่อ ซึ่งเธอมองว่า บทบาทของ กระทรวงอว.ในปัจจุบันนี้ สำคัญต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก
สุชาดา บอกว่า ในกระทรวงอว.เอง ต้องบอกว่าดูแล 2 ด้าน คือ 1. เรื่องทรัพยากรของประเทศ เรื่องกำลังคน น้องๆในมหาวิทยาลัย อุดมศึกษา และ 2. ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ซึ่งเป็นด้านที่สำคัญที่สุด เพราะนี่คือ Game Changer คือ วิทยาศาสตร์สามารถลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน เช่น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น ก็ทำให้ปรับตัวเรียนรู้เร็วขึ้น อย่าง การซื้อสินค้า ที่ทุกวันนี้ดูออนไลน์ เทียบราคาได้ทั่วโลก
“ไอเดียร์จึงมองว่า อว. ที่ดูแลทั้งวิทยาศาสตร์ และ กำลังคนทักษะสูงของประเทศเนี่ย เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศเรามีศักยภาพในการแข่งขัน ไปสู้กับประเทศอื่น”
พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ในเรื่องการศึกษา ท่านรัฐมนตรีมีนโยบายในการผลิตกำลังพลของประเทศ แบ่งเป็นคน ทักษะสูง และ Upskill Reskill ตอนนี้รัฐบาลต้องการดึงดูดการลงทุน ไม่ว่าจะเซมิคอนดักเตอร์ และ เทคโนโลยีทักษะสูงตามเทรนด์โลก อย่าง AI , EV เรามีแผนว่า จะต้องการมีกำลังงาน 8 หมื่นคน ที่มีพื้นฐานเรื่องเซมิคอนดักเตอร์เพื่อดึงดูดการลงทุน ส่วนเรื่อง EV ก็มีแผนที่จะผลิตให้ได้ 150,000 คน ไม่เฉพาะน้องๆที่จบปริญญาตรี โท เอก แต่รวมถึงการอัพสกิลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ คนงานเก่าที่ไม่ทันสมัย ก็ต้องมีหลักสูตรอัพสกิล Non Degree มาร่วมด้วย
สุชาดา กล่าวอีกว่า ในด้าน AI นั้น ท่านรัฐมนตรีก็ได้ประสานกับโรงงานต่างๆ บริษัทใหญ่ที่เขามีกำลังจะจ้างแรงงาน ก็ไปคุยว่าเขาต้องการพนักงานแบบไหน มีนโยบายว่า เอกชนนำ รัฐสนับสนุน ไม่ใช่เข้าไปแล้วเอกชนไม่ไปเทรนต่อ ซึ่งในด้าน AI นี้ เรามีแผนผลิตกำลังคนทักษะสูงด้านเอไอ 5 หมื่นคน ใน 5 ปี และมีการใช้ AI มาปรับในหลักสูตร คือ Anywhere Anytime ไม่ใช่แค่ความเป็นเลิศ แต่เพื่อความมั่นคงด้วย
“ในหน้าที่เลขา นอกจากคัดกรองเรื่องก่อนถึงท่านรัฐมนตรี เราก็มีหน้าที่รับฟังปัญหา นำไปบอกผู้เกี่ยวข้องให้แก้ไข สร้างสรรค์นโยบายที่จะไป Lead ประเทศ โดยเฉพาะเรื่องกำลังคนและวิทยาศาสตร์ ซึ่ง เราไม่พัฒนาไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะถ้าเราไม่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ในบุคคลที่จะมีความรู้ความเป็นเลิศ สร้างวิทยาศาสตร์และสิ่งใหม่ๆ ให้กับประเทศ เราก็จะล้าหลัง”
ไม่เฉพาะกับเรื่องงานตามแผนนโยบายเท่านั้น แต่การทำงานในบทบาทนี้ ก็ทำให้ต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดไม่น้อย เจอม็อบสถาบันการศึกษาต่างๆ อยู่เรื่อยๆ ที่ต้องใช้ความจริงใจเข้าสู้
“เวลามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด การบริหารที่ทุกคนพอใจจะทำให้ดีที่สุด ก็คือให้มีจุดกึ่งกลาง เช่น น้องๆมีเรื่องไม่สบายใจ กระทรวงก็เป็นตัวกลาง อาจจะไม่ได้ 100% แต่ก็พยายามทำให้ได้มากที่สุด”
“เวลาไปรับเรื่องร้องเรียน เหมือนเป็นงานหลัก (หัวเราะ) ต้องใช้ความจริงใจ เราเชื่อว่าเวลาคนมีปัญหา สิ่งสำคัญต้องมีคนรับฟังและ คนจริงใจแก้ปัญหา เวลาไปรับเรื่อง ก็ประสานต่อต้นทางว่า ปัญหาคืออะไร ถอยได้ไหม เพราะอะไร น้องๆที่ขออะไรแล้วไม่ได้ เพราะอะไรถึงไม่ได้ เราเชื่อว่าน้องๆที่กล้ามาร้องเรียน เขามีตรรกะเหตุผลมากพอที่จะรับฟังว่าอะไรได้ไม่ได้ อยู่ที่ว่าต้องคุยกัน”
“ท่านรัฐมนตรีเองก็ค่อนข้างเร็ว มีปัญหาท่านก็บอกว่า ไอเดียร์ต้องจัดการให้จบเร็ว ต้องดูสภาพจิตใจทุกคน เพื่อไม่ให้ปัญหามันกว้างขึ้น”
อย่างเช่น ม็อบอุเทนถวาย กับภาพที่คนเห็นเธอลุยด่านหน้ารับม็อบนั้น ไอเดียร์ บอกว่า ได้คุยกันมาแล้ว 4-5 เดือน ก่อนที่จะมา ประธานนักศึกษา รุ่นพี่ ศิษย์เก่า ทุกคนเป็นปัญญาชนปกติ มีหลักฐานมาให้ แต่วันที่มานั้น สิ่งที่ทำได้มีไม่มาก เพราะเกินกับที่หน่วยงานกำกับ ไม่ใช่อำนาจกระทรวงจะทำได้ ก็ได้บอกเขาด้วยเหตุผล รับฟังได้ แต่อำนาจตัดสินใจอยู่ที่หน่วยงานอื่น
“บางครั้งม็อบมาวันอาทิตย์ ก็มารับ เปิดห้องประชุมให้ เอาข้าวกล่องไปแจก เพราะอะไรที่ทำให้เขาใจเย็นลงได้ เราก็รู้สึกว่าคุยกันได้นะ พี่น้องกัน เขาก็เป็นคนในมหาวิทยาลัย เพียงแต่เขามีเหตุผลที่ต้องมาเพื่อแสดงพลังให้เห็นว่าเขามีความต้องการที่จะยืนหยัดตรงนี้”
ทำงานกับรัฐมนตรีผึ้ง ผู้ที่หลายคนมักได้เห็นภาพลุกขึ้นไปแดนซ์ หรือ เป็นกันเองกับทุกคนสุดๆ ซึ่ง เลขารัฐมนตรีคนนี้ ก็คอนเฟิร์มว่า รัฐมนตรีผึ้งเป็นคนสนุกสนาน แบบที่เห็นในโซเชียลมีเดียจริงๆ
“ท่านสนุกค่ะ ท่านเป็นคนทำงานแบบวัยรุ่นมาก เหมือนภาพที่ออกไปเลย ที่ทำงานได้อย่างสบายใจทุกวันนี้ ก็เพราะว่าท่านเปิดโอกาสให้คนที่อยากทำงาน”
“อย่างทุกๆคนในกระทรวง ถ้ามีนโยบายหรือแผนงานที่เป็นประโยชน์กับประเทศ เราจะค่อนข้างมีอิสระในการที่จะผลักดัน ท่านรัฐมนตรีคุยง่าย โทรไป ไลน์ไปก็รับ พอท่านเข้าถึงง่าย ท่านก็จะได้รับข้อมูลจากทุๆด้านว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ท่านก็จะมี awareness ตลอดว่า ท่านปลัดจะทำนโยบายนี้ ผลิตกำลังคนเท่านี้ ท่านก็จะไปดึงบริษัทชั้นนำมาช่วยรับหลังจากน้องๆจบไป ท่านคุยง่าย”
จากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้ไอเดียร์ สุชาดา สลัดภาพคำว่าหน้าใหม่ ออกมารันงานการเมืองแบบมืออาชีพ รวมไปถึงความคิดของเธอที่เปลี่ยนไปด้วย
“ย้อนไปตอนเริ่มทำงานการเมืองใหม่ๆ มีคำถามว่า มีความพร้อมอะไรหรอ จะไปช่วยคนอื่น เงินก็ไม่พร้อม เป็นเด็ก มันกลับติดอยู่ในหัวว่าแล้วคุณหละ พร้อมทุกอย่าง วันไหนจะคิดช่วยคนอื่น จำได้ว่าโกรธมาก เพื่อนถามคำถามนี้น้ำตาไหล ก็คิดว่าจะพิสูจน์ให้เห็น ไม่ต้องรอพร้อมหรอก คนเรามีเท่าไหร่ก็พร้อมจะ Give Back ทั้งนั้น”
สุชาดา บอกว่า ต้องบอกว่าเราพอโตขึ้น ความคิดเราก็เปลี่ยนไป จากที่คิดว่าเราอยู่คนเดียว ทำคนเดียว ไปคนเดียวได้ แต่มันไม่ใช่แล้ว คนเราเกิดมามีประสบการณ์ในชีวิต มีครอบครัว มีเพื่อนพี่น้อง มีคอนเนคชั่น คนที่เคยทำงานกับเขา เคยสร้างประโยชน์ให้ขเา เขาสร้างประโยชน์ให้เรา ก็มีความรู้สึกดีๆให้กัน ตรงนี้เป็นสรรพกำลังและขุมทรัพย์ ในการที่จะทำงานการเมืองให้ไปได้ไกล
“อย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัย เราชอบทำงานอาสาสมัครมาก เพื่อนบอกให้ไป เราก็ไป น้ำท่วม 54 ก็อยู่กินธรรมศาสตร์ พ่อแม่ให้กลับก็ไม่กลับ ทำศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วม ไปจัดของที่เขามาบริจาค วันนั้นเราเสียดายมาก มันปุปปับ ทำไม่ทัน ของก็ต้องทิ้งทั้งหมดเลย แล้วของดีๆทั้งนั้น พอโตขึ้น ได้ทำงานมากขึ้น เวลาเกิดน้ำท่วมเช่นที่ใต้ เราก็รู้ว่า มีพี่ส.ส.คนนี้ ทำพื้นที่ตรงนี้ รู้จักผู้ใหญ่บ้าน อบต. พาเราไปจุดที่คนต้องการความช่วยเหลือจริงๆได้ หรือ อว. มีมหาวิทยาลัย จะช่วยเป็นตัวกลางบรรเทาทุกข์ได้อย่างไร ให้คนมาพักพิงหรือเปิดรับอาสาสมัครต่างๆ ที่เปิดแปปเดียวคนก็สมัครกันเต็ม คนไทยมีน้ำใจอยู่แล้ว”
“เราเรียนรู้ เก็บเกี่ยวต้นทุนเวลา ที่เราถือว่า เราเข้ามาทำงานเร็ว อาจจะเร็วกว่าคนอื่นหน่อย ก็เก็บเกี่ยวความรู้ตรงนี้ คอนเนคชั่น เพื่อสร้างประโยชน์”
ที่สำคัญคือเป้าหมายในการทำงานเมืองของเธอ ที่แน่วแน่มากขึ้น
“ไอเดียร์มองว่า การเมืองมันเหมือนชีวิต มันไม่ใช่อาชีพ ที่เข้างาน 8 โมง ออกงาน 5 โมง มันคือไลฟ์สไตล์ ชีวิตทั้งหมด เป็นกระบวนการความคิด พอมันไม่ใช่งาน เราก็ไม่เคยมีเป้าหมายในการมีตำแหน่ง ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเอาตำแหน่งนี้ เป็นโฆษก เป็นเลขาจบ แต่เรามีเป้าหมายสร้างความเปลี่ยนแปลง”
แต่หากถามว่า การเปลี่ยนแปลง ที่ว่านั้นคืออะไร สุชาดา ก็บอกว่าเธอไม่สามารถเจาะจงได้ เพียงแต่อยากจะแก้ปัญหาเล็กๆให้คลี่คลายได้มากที่สุด
“ไอเดียร์เกิดมา ที่ อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ อยู่บนเขาเลย บอกว่าเป็นเด็กหลังเขาเลยก็ได้ เราทำงานตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อไม่ให้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆนอกบ้าน เราต้องทำงานที่ลานมัน เข้าลาน 6 โมงเช้า ถูกบังคับให้อยู่ถึง 6 โมงเย็น มีเวลาพักตอนเที่ยง ตอนแรกก็ไม่มีความสุข แต่มันไปไหนไม่ได้ สุดท้ายมันก็มีความสุข”
“จากที่ไม่อยากเข้าลาน ก็ไปเปลี่ยนความคิด ไปสนิทกับพี่ๆกรรมกรในลานมันทุกคน ทั้งขับรถไถ ตากมัน มันทำให้เราได้คุยกับเขาเยอะ ทำให้รู้ว่าความคิดเขาคือะไร เป้าหมายในชีวิตคืออะไร การมองเห็นโอกาสของเขาเป็นแบบไหน เพราะอะไรเขาต้องเลือกทำสิ่งนี้ เงินเดือนขั้นต่ำแต่ละวันได้เท่านี้ มีลูก 3 คน ต้องเลี้ยง ทำไมน้องๆต่างจังหวัด บางคนเรียนไม่จบ อายุ 15 บอกให้รีบหาแฟน จะได้มีลูกเพื่อทำงาน เราเข้าใจตรรกะความคิดของเขา เพราะอยู่กับเขามาจริงๆ”
“พอมาอยู่กรุงเทพฯ เรียนธรรมศาสตร์ ก็เห็นมุมมองที่ต่างไป ยิ่งทำงานก็เจออีกโลก เวลาเจอผู้ใหญ่ คนที่มีบารมี อำนาจ หน้าที่การงานหรือเงิน เราสนิทกับเขาก็รู้ว่ามันมีช่องว่างของความเข้าใจระหว่างคน 2 กลุ่มยังไง อะไรจะพอลดความเหลื่อมล้ำตรงนี้ได้”
“ไอเดียร์ว่า มันไม่น่าจะมีคนมีโอกาส ที่เป็นเด็กบ้านนอกเหมือนเรา ก็อยากทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำตรงนี้มันลดลง ด้วยสิ่งที่ทำได้ในแต่ละวัน”
ทั้งยังยกตัวอย่างว่า ตอนคุณพ่อเป็น ส.ส.สมัยแรก ท่านพยายามวิ่งของบสร้างถนนให้จ.ชัยภูมิ ไม่รู้คนอื่นคิดยังไง ถนนเส้นนี้ ตั้งแต่เกิดมา มันเป็น 2 เลน ไม่มีไหล่ทาง ตายทุกเดือน ไม่มีไฟ เป็นรอยต่อ คือ พอออกจากโคราชปุ๊ป จาก 4 เหลือ 2 เลน และพอเข้าลพบุรี ก็กลายเป็น 4 เลน คุณพ่อก็ไปพูดไปตาม จนมันเป็นถนน 4 เลนในวันนี้
“คนที่มีอยู่อาจจะไม่เข้าใจ แต่จังหวัดเราไม่เคยมี พอโครงสร้างพื้นฐานมันมา ลงทุนก็ง่ายขึ้น ความเป็นอยู่ชาวบ้านก็ง่ายขึ้น การสัญจร ไปเรียนหนังสือ ก็ง่ายขึ้น”
“หรือแม้แต่โรงเรียน พอเรามาอยู่ในตำแหน่ง เวลาลงพื้นที่ รู้จักบริษัทใหญ่ ก็เล่าให้เขาฟังว่ามีความต้องการนี้ เขาก็ไปพัฒนา เราไม่ได้พูดลอยๆแต่มันจับต้องได้ เราพูดวันนี้เลย ช่วงนึง คิงพาวเวอร์ทำสนามร้อยดวงใจให้โรงเรียนทั่วประเทศ เราก็คิดว่าชัยภูมิไม่มีเลย ไปเฟ้นหาที่เหมาะสม ให้น้องๆได้ใช้สนามให้เกิดประโยชน์ที่สุด ก็เป็นจุดกึ่งกลางที่หลายคนมาได้ เราพยายามคอนเน็กจุดบอดที่หลายคนไม่เห็น”
กับเส้นทางการเมืองจนถึงวันนี้ เธอได้พิสูจน์แล้วว่า เธอไม่ได้มีความน่าสนใจเพียงแค่หน้าตา หุ่น หรือการแต่งกาย แต่ทำให้คนโฟกัสเรื่องการทำงาน
“ไอเดียร์ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องลบนะ จริงๆตอนเด็กเราเคยน้อยใจ เวลาไปดีเบต เขาเตรียมคำถามนโยบายต่างๆ พอถึงเราบอกรูปที่ไปเที่ยวมา ใช่ไอเดียร์ไหม เราก็บอกใช่ค่ะ แต่ช่วยถามคำถามเหมือนคนอื่นได้ไหม”
“แต่ปัจจุบัน โลกมันเปลี่ยนไป การจะบอกว่า นักการเมืองหน้าตาดี ทุกคนก็หน้าตาดีหมดอะ ดูแลตัวเอง เพราะถ้าดูแลตัวเองไม่ได้ก็คงดูแลคนอื่นได้ยาก ทุกคนใส่ใจสุขภาพ ผิวพรรณ แต่งกายให้สะอาด มันไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนอาจจะใส่ใจกับความสวยไหม ทุกวันนี้เราไม่โดนประเด็นเหล่านั้นแล้ว เพราะเราทำงานมาเกือบ 10 ปี เราพิสูจน์ให้เห็นด้วยการตั้งใจทำงานของเรา”
แม้ก่อนหน้านี้ เธอจะเคยบอกว่า กับบทบาทนักแสดงนั้นคนคงลืมไปแล้ว แต่ ครั้งหนึ่ง ไอเดียร์ สุชาดา ก็เคยได้ชิมลางวงการบันเทิง เล่นละคร อรุณสวัสดิ์ ช่อง MONO 29, ละครเรื่องเพลิงดาว ทางช่อง PPTV มาแล้ว จากการชักชวนของพี่คนสนิท เอ ศุภชัย ที่แม้วันนี้เธอจะโบกมือการเป็นสตาร์ไปแบบถาวร แต่ก็ยังคงสนิทกับผู้จัดมือทองอยู่ ล่าสุดยังได้ชักชวนกันขึ้นเวทีในบ้านเกิดที่ชัยภูมิ
“กับพี่เอ สนิทตั้งแต่อายุ 18 ปี ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เคยเปิดร้านเหล้าด้วยกัน เป็นหุ้นส่วน พี่เอใจดี ถามว่าไปลองละครไหม เราก็หาเงิน ปิดเทอม เราได้เงินหลายแสน มันเป็นเงินมหาศาลของเด็กคนหนึ่งเลย แต่ทำแล้วมันไม่ดี ไม่เป็นตัวเรา ก็คิดว่าคนอื่นน่าจะทำได้ดีกว่า พี่เอให้โอกาสเยอะมาก พอออกมาหน้ากล้อง บทที่ต้องน่าสงสาร เราก็คิดว่าน่าสงสารแล้ว แต่พอดูจอ ก็คิดว่าเหมือนเราไปสั่งเขาอยู่ดี (หัวเราะ) ไอเดียร์ว่าคนที่เล่นละครได้ดีนี่เก่งมาก”
แน่นอน แม้จะมีหน้าที่การงานที่ดูเหมือนจริงจัง แต่เธอก็ไม่ทิ้งไลฟ์สไตล์ของเธอ กับการเป็นสาวเฮลธ์ตี้ แฟชั่นนิสต้า
“เราไม่ใช่คนแต่งตัวเรียบร้อย ถ้าไปดูในอิสตาแกรม เวลาไปต่างประเทศ หรือเที่ยว เราก็วัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากแต่งตัวตามที่ชอบ ไม่ได้เรียบร้อยตลอดเวลา แต่เวลาทำงานเราก็มีหมวกของเรา ก็แต่งตามกาลเทศะ ปัจจุบันแบรนด์ไทยหลายๆแบรนด์ก็ดี เราก็เอามาใส่ทำงาน แล้วแต่เวลาและโอกาส”
ส่วนเรื่องออกกำลังกายนั้น เธอบอกว่า ยังคงเล่นพิลาทิสเป็นหลัก ได้เปิดสตูดิโอโยคะ เป็นแบบไพรเวท ที่เพื่อนๆมาเล่น ไม่ได้ออกกำลังกายหนักเท่าแต่ก่อน แต่รักษารูปร่างให้ดี
“ตอนที่เราเป็นสาวกว่านี้ ก็รู้สึกว่าต้องออกกำลังกายให้ดูดี ให้เราหุ่นดี พอมีเป้าหมายแบบนั้นเท่าไหร่ก็ไม่ดีสักที เพราะอยากให้ดีขึ้นๆไป แต่พออายุเยอะขึ้น ก็ออกกำลังกายให้มีสุขภาพดี เรื่องหุ่นก็รักษาให้อยู่ในเชฟ ออกแบบไหนแล้วดี อย่างพิลาทิส มีกล้าเนื้อมัดเล็กให้รู้สึกมีกล้าม ไม่เหี่ยว ก็รักษาสิ่งนี้
ส่วนร้าน ปั๊มกิ้นจู ที่ได้เริ่มต้นทำตั้งแต่ปี 2562 กับ เบเบ้-ธันย์ชนก และ กวิน ว่องกุศลกิจ ซึ่งเธอว่า ทำให้ได้รายได้เป็นกอบเป็นกำ ซื้อบ้าน รถ และทำงานด้านการเมืองได้นั้น แต่ต้องปิดไปด้วยเหตุผลบางประการ ก็เตรียมจะกลับมาเปิดอีกครั้งปีหน้า
นอกเหนือไปจากเรื่องงานแล้วนั้น ก็คือเรื่องการใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข
“เมื่อก่อนทำแต่งาน ไม่มีไลฟ์สไตล์ เวลาเครียดคนอื่นก็จะได้รับผลกระทบ นอกจากเราไม่มีความสุขคนอื่นก็ไม่มี หลังแต่งงาน ก็รู้สึกว่าสามีไม่ควรได้รับความไม่มีความสุขจากเรา ก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงตัวเอง”
“กับสามี เราอยู่กันแบบธรรมดามาก คนถามว่าทำไมแต่งงานกับสามี ก่อนหน้านี้โสดเป็น 10 ปี ก็เพราะว่าเขาเป็นคนธรรมดาที่สุดที่เคยเจอ”
“ล่าสุดวันครบรอบ สามีให้ของขวัญเป็นหนังสือที่รวมรูปต่างๆของเรา เราเองไม่ได้เตรียมอะไรให้เขา เขาก็บอกว่าให้ช่วยเขียนการ์ดให้หน่อย และเขาก็อยากได้เท่านั้นจริงๆ มันตรงมาก เรารู้สึกโชคดีมากๆ เป็นคนอื่นก็คงโกรธแล้ว”
“อย่างการทำงาน สามีเราเข้าใจ เวลาเขาทำงานเราไม่เคยไปยุ่ง ไอเดียร์ทำงานเขาก็ไม่เคยยุ่ง ไม่เคยถามว่าประชุมเจอใคร ทำอะไร รับผิดชอบงานตัวเอง เวลาของเราก็อยู่ด้วยกัน ไม่สร้างปัญหา และก็มีความสุขจริงๆ”
ในวันนี้ของไอเดียร์นั้น เธอบอกว่า การได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับคนอื่นๆ นับเป็นความสุขในการทำงานการเมืองของเธอ และยังคงรักษาความเป็นตัวเอง คือ การคิดบวก และจริงใจ รู้เป้าหมายของตัวเองและทำให้มันสำเร็จ
“เรารู้สึกว่าเราไม่ต้องโกหกใคร เราจะพูดความจริง เหมือนอย่างการแก้ปัญหาในกระทรวง มันดูเร็ว เข้าหาปัญหา พอจริงใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราก็คุยกับเขาด้วยความจริงใจ”
“ตอนเด็กๆ ก็คิดว่า เราชอบอะไรนะ ไม่อยากทำงานอะไรเลย พอเจองานการเมือง ก็รู้สึกว่า อ่อ ที่ไม่เคยอยากทำอะไรเลยมันเพราะแบบนี้นี่เอง การที่ได้แก้ปัญหาคน ยิ่งตอนนี้เราแก้ปัญหาให้คนได้ใหญ่ขึ้น เราก็มีความสุขแล้ว” ไอเดียร์ ทิ้งท้าย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘ไอเดียร์’-สุชาดา แทนทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย เขต 4 ชัยภูมิ
- ‘ไอเดียร์’ สุชาดา แทนทรัพย์ ยึดแพสชั่นจับสิ่งที่รักและคุ้นเคย ปั้นธุรกิจขนมเฮลตี้พร้อมลุยงานการเมือง
- ‘สุชาดา’ โพสต์ไอจีขอลาออกจากตำแหน่งโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คุยให้ลึกกว่าเรื่องความสวย วันนี้บนเส้นทางการเมืองของ ไอเดียร์ สุชาดา เลขาฯ รมว.อว.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th